Loading...

“ธรรมศาสตร์” จัดสัมมนาวิชาการ Fintech & Cryptocurrency vs. Law Enforcement

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดงานสัมมนาวิชาการทางกฎหมายเรื่อง “Fintech & Cryptocurrency vs. Law Enforcement” แลกเปลี่ยนความเห็นด้านกฎหมายกับเทคโนโลยีทางการเงินในปัจจุบัน

วันศุกร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ.2561

          มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มูลนิธินิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ และกองทุนศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ จัดงานสัมมนาวิชาการทางกฎหมายเรื่องFintech & Cryptocurrency vs. Law Enforcement” เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2561 ที่ผ่านมา โดยตระหนักถึงผลกระทบอันอาจจะเกิดขึ้นจากการบังคับใช้กฎหมายกับเทคโนโลยีทางการเงินที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ไม่ว่าในเรื่องของ DIGITAL MONEY CRYPTO CURRENCY และอื่นๆ และเพื่อระดมความคิด แลกเปลี่ยนความเห็นของทุกภาคส่วน เพื่อให้เกิดแนวทางปฏิบัติในการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถตอบสนองการพัฒนาระบบเทคโนโลยีทางการเงิน (FINTECH) ในภาพรวมของเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม

          รองศาสตราจารย์เกศินี วิฑูรชาติ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ปัจจุบันในทุกประเทศรวมทั้งประเทศไทยเตรียมการเข้าสู่ยุค 4.0 ซึ่งมีกลไกสำคัญในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ รวมทั้งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบการจัดเก็บและส่งข้อมูลทางคอมพิวเตอร์ในทุกรูปแบบ และทุกรัฐบาลได้ออกกฎหมายบังคับใช้เกี่ยวกับธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ทั้งในด้านงานเอกชนกับธุรกิจ เอกชนกับราชการ และธุรกิจกับราชการ ซึ่งมีผลสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมและเปลี่ยนแปลงวิธีการใช้ชีวิตในสังคมปัจจุบันและเปลี่ยนแปลงธุรกรรมทางธุรกิจไปอย่างมากมาย โดยการสัมมนาในครั้งนี้จะเป็นต้นแบบของการวางกรอบความคิดในการพัฒนาการศึกษาวิชานิติศาสตร์และปรับปรุงตัวบทกฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบันให้ทันกับการพัฒนาเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และสารสนเทศที่มีอยู่รอบตัวในปัจจุบัน โดยเฉพาะจะเป็นประโยชน์แก่นักศึกษากฎหมายและนักศึกษา ICT ในรุ่นต่อไปที่จะก้าวเข้าสู่สังคมดิจิทัลอย่างเป็นผู้มีความรู้ทางกฎหมายที่รองรับธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ในทุกรูปแบบ อันจะเป็นผลให้มีการบังคับใช้กฎหมายได้อย่างถูกต้อง โปร่งใส และเป็นธรรม สอดรับกับแนวทางของการพัฒนากฎหมายสากลทั้งในปัจจุบันและในอนาคต

 

          โดย งานสัมมนาวิชาการทางกฎหมายเรื่อง Fintech & Cryptocurrency vs. Law Enforcement ได้รับเกียรติจาก นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดการสัมมนาและปาฐกถาพิเศษ ได้กล่าวว่า CRYPTOCURRENCY (สกุลเงินดิจิทัล) มีข้อดีคือ ความรวดเร็ว ทันใจ ไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับอัตราแลกเปลี่ยนของทางการ และอัตราดอกเบี้ย เมื่อมีการยอมรับจากผู้เล่น แต่มีข้อเสียคือ เมื่อผู้เล่นเข้าสู่ธุรกรรมของ 4 คริปโตเคอเรนซี อาจถูกหลอกลวงได้ง่าย เกิดการทุจริต และนำไปสู่การโจรกรรมหรือแฮ็กข้อมูล

          “คริปโตเคอเรนซี” ถือเป็นระบบการลงทุนที่สร้างสรรค์และเหมาะสำหรับผู้ลงทุนกลุ่มสตาร์ทอัพ ส่วนโทษต้องรู้เท่าทันความเสี่ยง โดยที่ผ่านมาได้รับรายงานจากต่างประเทศ ส่วนใหญ่เตือนว่าให้ระวังเรื่องการทำธุรกรรมคริปโตเคอเรนซี เพราะอาจส่งผลให้เกิดปัญหาการฟอกเงิน การเอาเงินที่ผิดกฎหมายจากการค้ายาเสพติดและต่างๆ มาฟอกเงินผ่านการลงทุนในคริปโตเคอเรนซีได้ โดยเฉพาะในประเทศไทยที่ใกล้จะมีการเลือกตั้ง อาจจะมีการนำเงินเข้าใช้ในการซื้อเสียงผ่านรูปแบบของบิตคอยน์ และอีกหลายประเทศมีการแจ้งเตือนว่าคือการก่อการร้ายข้ามประเทศ ส่วนตัวมองว่าคริปโตเคอเรนซีจะมีการพัฒนาอีกเยอะในอนาคต ซึ่งไทยจะต้องมีความพยายามในการรู้กลไกต่างๆ ที่เติบโตมากขึ้น เพื่อนำมาพัฒนากฎหมายที่กำกับดูแลให้สอดคล้องและเหมาะสมกับสถานการณ์ และไม่ให้เป็นอุปสรรคในการทำธุรกรรมชนิดนี้ นายวิษณุ กล่าว

          ทั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กระทรวงยุติธรรม กระทรวงการต่างประเทศ ได้ออก พ.ร.ก.ประกอบสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อกลางเดือนพฤษภาคม 2561 โดยได้มีการศึกษาโมเดลจากหลายประเทศ และพิจารณาอย่างเหมาะสม

          นโยบายของรัฐบาลที่จะนำพาการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย ให้ก้าวเข้าสู่ความเป็นไทยแลนด์ 4.0 ตามหลักการ “มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน” นั้น จำเป็นต้องสามารถรับมือกับภัยคุกคามในรูปแบบต่างๆ ของสังคมดิจิทัลที่มีมากขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งไม่แต่เฉพาะการรับมือทางด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีสารสนเทศแต่เพียงอย่างเดียว การบังคับใช้กฎหมายก็เป็นความจำเป็นอย่างมากที่ทุกประเทศรวมถึงประเทศไทยจะต้องสามารถบริหารเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) ภายใต้ระบบของนวัตกรรมคอมพิวเตอร์ และระบบ Telecommunication สมัยใหม่ต้องประกอบกับการบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพในทุกระบบของการทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์