Loading...

นักวิชาการแนะรื้อระบบครั้งใหญ่หยุดคอร์รัปชัน ปลุกวัฒนธรรม ‘โตไปอย่ายอมให้ใครโกง’

‘Thammasat Resolution Talk’ ชำแหละนโยบายแก้คอร์รัปชันไทยยังอ่อนแอ องค์กรตรวจสอบไร้อิสระ เกิดนวัตกรรมใหม่ในการทุจริต

วันพุธที่ 23 มกราคม พ.ศ.2562

          มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับ คณะรัฐศาสตร์ สถาบันสัญญา ธรรมศักดิ์ เพื่อประชาธิปไตย และศูนย์วิจัยความเหลื่อมล้ำและนโยบายสังคม คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จัดเวทีเสวนา Thammasat Resolution Talk “ตั้งโจทย์-ตอบอนาคต : วาระการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยหลังการเลือกตั้ง” ครั้งที่ 3 หัวข้อ “การแก้ปัญหาคอร์รัปชัน”  ณ ห้องประชุมประกอบ หุตะสิงห์ อาคารอเนกประสงค์ 1 ชั้น 3 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2562

          ผศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ประเทศที่มีระบอบประชาธิปไตยที่มีเสถียรภาพ ปัญหาการคอร์รัปชันจะลดลง ต่อสู้ทุจริตได้ดีกว่าระบอบเผด็จการหรืออำนาจนิยม โดยพบว่า 30 ประเทศแรกที่ดัชนีความโปร่งใสสูงสุด ส่วนใหญ่เป็นประเทศประชาธิปไตย ส่วนอันดับท้าย ๆ ที่คอร์รัปชันยังสูง เช่น ในทวีปแอฟริกาหรือตะวันออกกลาง มีระบบการผูกขาดอำนาจทางการเมือง

          ปัจจัยหลักที่การต่อต้านคอร์รัปชันของหลายประเทศประสบความสำเร็จ มาจากฉันทามติและการผนึกกำลังระหว่างภาคประชาชน สื่อ ภาคธุรกิจ และองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน เปลี่ยนระบบการเมืองเศรษฐกิจให้โปร่งใสและลดการผูกขาด ไม่ว่าชนชั้นนำกลุ่มใดขึ้นสู่อำนาจก็จะถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้นด้วยมาตรฐานเดียวกัน ไม่สามารถใช้อำนาจได้ตามอำเภอใจโดยปราศจากความพร้อมรับผิด (accountability) ได้

          “อินโดนีเซียเป็นตัวอย่างของประเทศที่เคยมีดัชนีความโปร่งใสต่ำมาก จนกระทั่งขึ้นมาอยู่ระดับกลาง ๆ เพราะทุกฝ่ายเห็นคุณค่าของการสร้างประชาธิปไตยที่ยั่งยืนกับการต่อสู้คอร์รัปชันเป็นเรื่องเดียวกัน”

          ส่วนประเทศที่ระบบอุปถัมภ์ฝังรากลึก เช่น ไทย ฟิลิปปินส์ อินเดีย ฯลฯ การแก้ปัญหายากกว่า จะต้องรอให้เกิดปัจจัยที่มากระทบอย่างรุนแรงจนทำให้สังคมร่วมกันเดินไปในเส้นทางใหม่ หรืออีกแนวทางคือสร้างเครือข่ายภาคประชาสังคมให้เข้มแข็งซึ่งต้องใช้เวลานาน

          นอกจากนั้น ต้องออกแบบสถาบันตรวจสอบให้มีอำนาจและความอิสระ ปราศจากการแทรกแซงของฝ่ายการเมือง เปิดเผยข้อมูลแก่สาธารณะ แต่แนวทางนี้ยังเป็นจุดอ่อนของ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งกำลังถูกจับตามองและตั้งข้อสงสัยต่อบทบาทและหน้าที่ จึงขาดแรงสนับสนุนจากภาคประชาชนทุกกลุ่มทุกฝ่าย

          ผศ.ดร.ประจักษ์ เสนอให้ ป.ป.ช. นำบทเรียนจากต่างประเทศมาปรับใช้ โดยตรวจสอบทุกองค์กรที่ใช้งบประมาณและอำนาจสาธารณะอย่างเท่าเทียม เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือในระยะยาว และปฏิรูประบบราชการ รัฐสภา กฎหมาย และกระบวนการยุติธรรมควบคู่กันไปด้วย

           นายบรรยง พงษ์พานิช ประธานกรรมการบริหารกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร มองว่า ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ปัญหาการคอร์รัปชันไม่ได้ลดลงแต่กลับเพิ่มขึ้น ไม่ใช่สาเหตุจากการปฏิวัติเท่านั้น แต่นวัตกรรมคอร์รัปชันยังพัฒนาต่อไปเรื่อย ๆ และเชื่อว่าหลังการเลือกตั้งถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงการคอร์รัปชันก็เพิ่มต่อไป

           ปัจจุบันคอร์รัปชันแบ่งได้ 3 รูปแบบ

1.การใช้อำนาจรัฐแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ ปล้นชิงทรัพยากร เช่น การออกโฉนด การโกงภาษีมูลค่าเพิ่ม

2.การทุจริตจากกฎระเบียบภาครัฐ เพื่อเปิดช่องให้มีการหยอดน้ำมันหรือจ่ายค่าน้ำร้อนน้ำชา และ

3.การใช้เงินซื้อความได้เปรียบในการแข่งขันเพื่อผูกขาดตลาดหรือใช้งบประมาณที่สูงเกินจริง

          “เราต้องเปลี่ยนจิตสำนึกของคนในสังคม การเป็นแค่คนดีไม่พอต้องคิดว่าเราคือผู้เสียหาย เปลี่ยนโครงการโตไปไม่โกงเป็นโตไปไม่ยอมให้ใครโกง หลอมรวมผลประโยชน์ส่วนตัวกับส่วนรวม ถือเป็นหน้าที่ต้องลุกขึ้นมาต่อสู้”

          นายบรรยง เสนอสร้าง ‘ระบบนิเวศน์’ ใหม่เพื่อให้การคอร์รัปชันทำได้ยากและถูกตรวจพบง่ายกว่าเดิม ด้วยแนวคิด TEPP คือ Transparency เปิดเผยโปร่งใส, Expertise ส่งเสริมให้ผู้เชี่ยวชาญติดตามตรวจสอบ, Participation ทุกภาคส่วนร่วม และ Public ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสาร

          ส่วนความหวังจากการเลือกตั้งครั้งใหม่นั้น มองว่า ระบอบประชาธิปไตยที่ดีและต่อเนื่องเป็นส่วนสำคัญ แต่การเลือกตั้งครั้งเดียวจะไม่ช่วยอะไรมาก 

           ผศ.ดร.ธานี ชัยวัฒน์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า อุปสรรคของการแก้ปัญหาคอร์รัปชันในสังคมไทยคือการขาดวัฒนธรรมการแสดงความรับผิดชอบ (Accountability) ของผู้มีอำนาจ ทำให้กระบวนการบังคับใช้กฎหมายไม่ได้ผล และถ้าต้องการแก้คอร์รัปชันได้ดีขึ้น จะพึ่งพาคนดีอย่างเดียวไม่ได้ ต้องทำให้คนทุจริตเกิดความละอายใจ ด้วยการมีระบบที่โปร่งใส สังคมเข้าถึงข้อมูลข้อเท็จจริงได้ง่าย เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายร่วมตรวจสอบ เช่น การเปิดเผยทรัพย์สินต่าง ๆ ป้องกันไม่ให้นักการเมืองหาข้ออ้างจากการกระทำของตนเองได้อีก

          “โดยเฉพาะในปัจจุบันที่เทคโนโลยีมีบทบาทมากขึ้น สังคมควรกดดันให้ภาครัฐดำเนินการเรื่องนี้ต่อเนื่องการคอร์รัปชันจะลดลงในอนาคต”

           นายวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ บรรณาธิการที่ปรึกษานิตยสารสารคดี กล่าวว่า ระบบตรวจสอบมีความสำคัญที่สุดในการแก้ปัญหาคอร์รัปชันโดยมอง 3 ส่วนหลักคือ องค์กรอิสระ สื่อมวลชน และภาคประชาชน ซึ่งในรัฐบาลประชาธิปไตย แม้ทุจริตแต่ระบบตรวจสอบช่วยควบคุมได้ เกิดความโปร่งใสและแรงกระเพื่อมของสังคม แต่การทำรัฐประหารมักอ้างเรื่องคอร์รัปชันซึ่งสุดท้ายสถานการณ์ก็ไม่ดีขึ้น องค์กรอิสระมีที่มาไม่โปร่งใสและโดนแทรกแซง ส่วนการใช้มาตรา 44 ให้ข้าราชการที่ถูกตรวจสอบหยุดทำงานถึง 403 คน กลับไม่มีฝ่ายทหารเลย หลาย ๆ โครงการยังคงถูกตั้งคำถาม สื่อมวลชนก็ปิดกั้นตัวเองเพราะกลัวจะถูกคำสั่ง คสช.หรือ กสทช.

          สิ่งที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงก็คือ ประชาชน 2 กลุ่มที่เคลื่อนไหวทางการเมือง คือกลุ่มที่เคยประท้วงรัฐบาล คอร์รัปชันแต่เมื่อรัฐบาล คสช. กลับเงียบหายไปและกลุ่มที่เรียกร้องประชาธิปไตยกลับมาพูดเรื่องคอรัปชันตอนนี้ แสดงว่าต่างฝ่ายล้วนนำปัญหาคอร์รัปชันมาเป็นเครื่องมือ

          “ดังนั้น หากมองว่าอินโดนีเซียเป็นโมเดลที่ดี สังคมไทยก็ถึงเวลาต้องร่วมกันสนใจทั้งปัญหาประชาธิปไตยและคอร์รัปชั่นไปพร้อม ๆ กัน” นายวันชัยระบุ