พรรคการเมืองกับนโยบายต่างประเทศของไทย (2)
นโยบายต่างประเทศที่ผ่านมา 3 ปีของพรรคประชาธิปัตย์มีจุดเด่นอะไรบ้าง ก็เป็นที่รู้กันว่า พรรคประชาธิปัตย์เข้ามาในช่วงเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ เป็นเรื่องที่ไม่มีทางเลือกที่รัฐบาลชวนจะต้องดำเนินทุกวิถีทางที่จะกอบกู้วิกฤติเศรษฐกิจในตอนนั้น นั่นก็คือ ต้องปรับความสัมพันธ์กับสหรัฐใหม่คือ ต้องเข้าหาตะวันตกเพราะว่า ตอนนั้นไม่มีใครช่วยเราได้นอกจากอเมริกา เราอาจจะลืมไปแล้ว ตอนนี้ก็มาด่าว่าอเมริกา แต่ตอนที่เราประสบวิกฤติอย่างหนัก ไม่มีใครช่วยเราได้นอกจากอเมริกา และ IMF ซึ่งก็คืออเมริกา ของอเมริกานั่นแหละ เราลองนึกย้อนกลับไปดูตอนปลายปี 2540 ต้นปี 2541 เราย่ำแย่ขนาดไหน เราแทบจะไม่มีเลือด เราขาดออกซิเจน สภาพคล่องย่ำแย่ขนาดไหน ตอนนั้นเราต้องการเงินมากๆ ตอนนั้นก็ไม่มีใครที่จะให้เรากู้อีกแล้ว เพราะปัญหาอย่างนั้นเราจะไปหาเงินกู้จากไหน ภาคเอกชนเขาไม่ให้อยู่แล้ว ญี่ปุ่นก็ย่ำแย่ไปด้วยและไม่อยู่ในสถานะที่จะช่วยไทยได้ ดังนั้นในที่สุดเราก็ไปหาIMFไปกู้เงินก้อนใหญ่มา เพราะฉะนั้นเราต้องไปหาอเมริกาให้เขาช่วย ในการให้รัฐบาลคลินตันพูดออกมาเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนว่า อเมริกาพร้อมจะช่วยไทย ซึ่งเป็นการสร้างบรรยากาศ เป็นเรื่องของหลักจิตวิทยาที่สำคัญ ผมคิดว่าเราต้องแบ่งนโยบายของรัฐบาลชวนออกเป็น 2 ช่วง ช่วงแรก คือ ช่วงการกอบกู้วิกฤติเศรษฐกิจอย่างหนัก ช่วงนั้นเราหยุดหมด ยกเว้นเราต้องไปหาตะวันตกและอเมริกาเพื่อให้มาช่วยกอบกู้เศรษฐกิจ เรื่องอื่นเป็นเรื่องปลีกย่อยหมด โจทย์ในตอนนั้นมีอย่างเดียวคือ ทำอย่างไรให้อเมริกามาช่วยไทย ทำอย่างไรจะทำให้เราดูเป็นเด็กดีและทำคะแนนกับตะวันตก ตอนนั้นเราต้องยอมเขาทุกอย่าง ตอนนี้เมื่อมองกลับไป กลายเป็นข้อบกพร่อง กลายเป็นเรื่องที่พรรคต่างๆ นำมาโจมตีพรรคประชาธิปัตย์ว่า อ่อนต่อตะวันตก ถึงขนาดประนามว่า เป็นรัฐบาล ขายชาติ ยอมออกกฎหมาย 11 ฉบับ ซึ่งเป็นกฎหมายที่เปิดช่องให้ต่างชาติเข้ามาเอาเปรียบเรา แต่ว่าผมรู้สึกว่า ตอนนั้นไม่มีทางเลือกจริงๆ เราต้องยอมอ่อนข้อให้เขาในตอนนั้น ในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ รัฐมนตรีกระทรวงการคลังก็มีบทบาทนำ และบทบาทเด่นในการยืมเงินจาก IMF อเมริกา ญี่ปุ่น และยุโรป แต่ในส่วนของกระทรวงต่างประเทศ ซึ่งไม่ได้รับผิดชอบเรื่องนี้โดยตรง ตอนนั้นกระทรวงการต่างประเทศคงจะดูว่า มีอะไรที่จะเสริม ที่จะมาช่วยกอบกู้วิกฤติเศรษฐกิจได้บ้าง นั่นก็คือ นโยบายทางด้านการเมือง นโยบายทางด้านความมั่นคง และด้านสิทธิมนุษยชน จะเห็นได้ว่า ความสัมพันธ์ทางด้านความมั่นคงไทยและอเมริกาดีขึ้น เราใกล้ชิดอเมริกามากขึ้น ก่อนหน้านั้น เราลองมองนึกย้อนกลับไปว่า สถานะนโยบายต่างประเทศของไทยกับประเทศต่างๆก่อนเกิดวิกฤติเศรษฐกิจเป็นอย่างไร เราคงจำไม่ได้ว่า ตอนก่อนเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ เราไม่ค่อย แคร์ อเมริกา เราให้ความสัมพันธ์กับเอเชีย อาเซียน จีน ญี่ปุ่นเพราะว่า เราคิดว่า ศตวรรษที่ 21 คือ ศตวรรษแห่งเอเชีย พอเกิดวิกฤตเศรษฐกิจขึ้นมาก็ผันผวนไปหมด เราต้องกลับไปง้ออเมริกา ตะวันตกใหม่ ในช่วงนั้น เราจำเป็นต้องกลับมาเข้าใกล้อเมริกา จึงทำให้ความสัมพันธ์ของไทยกับประเทศในเอเชียเริ่มอ่อนลงไป กับประเทศเพื่อนบ้านเราก็ไม่สนใจแล้ว เพราะเรารู้ว่า ประเทศเพื่อนบ้านช่วยอะไรเราไม่ได้ในการกอบกู้วิกฤติเศรษฐกิจ และเราก็ไม่มีปัญญาในการขยายอิทธิพล ขยายการลงทุนไปยังประเทศเพื่อนบ้านอีกแล้ว เหลี่ยมเศรษฐกิจทั้งหลาย ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาก็หยุดหมด ในช่วงนั้น ความสัมพันธ์ไทยกับอเมริกาก็ดีขึ้นในทุกๆด้าน ด้านเศรษฐกิจเราก็ยอมอเมริกา อเมริกาอยากให้เราทำอะไรเราก็ต้องยอม เช่น กฎหมายต่างๆ ในเรื่องการเปิดเสรี ทรัพย์สินทางปัญญา เราก็ต้องอ่อนลง ทางด้านสิทธิมนุษยชน ก็มองได้สองแง่ ทางด้านพรรคประชาธิปัตย์ ดร.สุรินทร์ก็บอกว่า เราไม่ได้ ตามก้น อเมริกาในเรื่องนี้ โดยหลักการของเรา ค่านิยมของเราในการส่งเสริมประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชนพอดีไปตรงกับค่านิยมของอเมริกาของตะวันตก ก็เลยกลายเป็นพวกเดียวกัน ซึ่งก็เป็นเรื่องช่วยไม่ได้ อย่างไรก็ตาม การที่เราชูธงประชาธิปไตย เน้นเรื่องสิทธิมนุษยชน เราก็จะได้คะแนนจากอเมริกา ตะวันตก เราก็จะเป็นเด็กดี ซึ่งเด็กดีเขาก็อยากจะช่วยเรา ซึ่งก็ไปได้ด้วยกันพอดี คือ ยิงกระสุนนัดเดียวได้นกสองตัว ในแง่ที่ว่าพรรคประชาธิปัตย์เองก็มีความมุ่งมั่นที่ต้องการเน้นประเด็นปัญหาประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชนอยู่แล้ว แต่การทำเช่นนั้นยังได้คะแนนจากตะวันตกด้วย จะเห็นได้ว่า การดำเนินนโยบายต่างประเทศของพรรคประชาธิปัตย์ รัฐบาลชุดนี้ ให้ความสำคัญอย่างมากในเรื่องประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน ไม่ว่าจะเวทีไหนก็ตาม เวทีอาเซียน ดร.สุรินทร์ก็ไปเสนอหลักการ Flexible Engagement อีกเรื่องหนึ่งที่ชัดเจนคือ ความพยายามของรัฐบาลชุดนี้ที่จะมีบทบาทเป็นพิเศษ ในช่วงครึ่งหลังของรัฐบาลชวน พอเศรษฐกิจเริ่มฟื้น เราก็เริ่มที่จะเห็นการปรับนโยบายต่างประเทศใหม่ คือ ในเรื่องของการสรุปบทเรียนที่ว่าเรานั้นพึ่งอเมริกามากเกินไป บทเรียนที่เอเชียขาดกลไกในการช่วยเหลือเอเชียด้วยกันเอง ดังนั้นในช่วงครึ่งหลังของรัฐบาลชวน คือ ตั้งแต่ปี2542 เป็นต้นมา นโยบายต่างประเทศของไทย จึงมีลักษณะที่ลดการเชื่อฟังอเมริกาลง และลดกระแส ภาพลักษณ์ที่รัฐบาลชุดนี้เป็น ลูกไล่ อเมริกา และหันไปให้ความสำคัญกับอาเซียนมากขึ้น เพื่อให้เป็นกลไกที่จะมาช่วยเหลือเอเชียเพื่อเอเชีย อาเซียนบวกสามจึงเกิดขึ้น อีกเรื่องหนึ่งก็คือว่า ตอนก่อนเกิดวิกฤติเศรษฐกิจตั้งแต่รัฐบาลพลเอก ชาติชายที่เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้าจนถึงเดือนกรกฎาคม 2540 นโยบายของไทยมีวิสัยทัศน์ชัดเจน คือ ทำอย่างไรให้เราเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจในภูมิภาค เรากำลังจะเป็นเสือตัวที่ห้า ดังนั้นเราจึงอยากขยายบทบาทในภูมิภาค พอเกิดวิกฤติเศรษฐกิจขึ้นมา ความฝันต่างๆก็พังทลาย เราจะเห็นได้ว่า ความสัมพันธ์ของไทยกับประเทศเพื่อนบ้านตั้งแต่นั้นมาก็ไม่ค่อยดี ถ้าเทียบกับตอนก่อนเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ พอเราเริ่มฟื้น เราก็เริ่มรู้สึกว่า อยากจะกลับไปสู่ความฝันอันเก่าของเรา เราพยายามรื้อฟื้นเหลี่ยมเศรษฐกิจ รื้อฟื้นความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน รื้อฟื้นโครงการต่างๆที่เกี่ยวกับเหลี่ยมเศรษฐกิจ เพื่อทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางในภูมิภาค แต่ว่าก็ไปได้ไม่เท่าไหร่ เพราะว่า เรายังอยู่ในสภาพที่ไม่พร้อมที่จะวิ่ง เราเพิ่งเริ่มจะพักฟื้นเดินได้ เพิ่งเริ่มออกจาก ICU ซ้ำร้ายกว่านั้น ในช่วงปี2543 ทุกสิ่งทุกอย่าง เริ่มเลวร้ายลงอีก ปัญหาการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ การที่เราคาดว่าจะกลับฟื้นขึ้นมาได้เหมือนเดิมก็จะกลับทรุดลงไปอีก กลายเป็นการพูดว่า จะเกิดวิกฤติรอบสองหรือไม่ และจะโดนซ้ำเติมเรื่องราคาน้ำมันและเศรษฐกิจโลก เรื่องเศรษฐกิจอเมริกากำลังตกลง สิ่งเหล่านี้ซ้ำเติมเข้ามาอีก แต่ว่าถ้าพูดถึงผลงานของรัฐบาลชวน เราจะเห็นความพยายามอย่างมากที่จะพยายามหลีกหนีจากสภาวะของจุดต่ำของการต่างประเทศของไทย คือในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ โดยพยายามเพิ่มบทบาทในเชิงรุก ผลงานที่สำคัญในอาเซียนตอนที่เราเป็นเจ้าภาพ เราก็ทำได้ดีทีเดียว เราพยายามเป็นผู้นำ ริเริ่ม เช่น ทรอยก้า หรือริเริ่มกลไกด้านสิทธิมนุษยชน หรือแม้กระทั่ง flexible engagement ก็ตาม สิ่งเหล่านี้เป็นความพยายามของรัฐบาลชวน ในการที่จะรื้อฟื้นสถานะของเราให้กลับมาเป็นผู้นำในอนุภูมิภาคหรือในอาเซียนอีกครั้งหนึ่ง สร้างศักดิ์ศรีของเราให้กลับคืนมาอีกครั้งหนึ่ง การดำเนินนโยบายเรื่องสิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตยนั้นทำให้ประเทศไทยถูกมองจากตะวันตกว่าเป็นประเทศที่มีหลักการ เป็นประเทศที่มีพฤติกรรมดี อย่างไรก็ตาม เมื่อเราพยายามทำตัวให้เป็นพลเมืองที่ดีของโลก เราก็กลับกลายเป็นเพื่อนบ้านที่ไม่ดีเพราะเราไปเน้นปัญหาสิทธิมนุษยชน ดังนั้น จึงเป็นปัญหาว่า จากสมัยรัฐบาลชวลิตที่เราหันไปทางหนึ่ง คือ ไม่สนใจเรื่องสิทธิมนุษยชน ค้านกับตะวันตก เราดึงพม่ามาเป็นสมาชิกอาเซียน ทำให้อเมริกาและยุโรปไม่พอใจ แต่พอมาเป็นรัฐบาลชวนเราก็กลับมาอีกทาง เรามาเน้นประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน กลายเป็นประเทศเพื่อนบ้านไม่พอใจเรา ถ้าเราไม่สนใจสิทธิมนุษยชนเลย ตะวันตกก็จะไม่พอใจ แต่พอเราเน้นสิทธิมนุษยชนประเทศเพื่อนบ้านก็ไม่พอใจเรา ปัญหาใหญ่ก็คือว่า รัฐบาลในอนาคตที่ไม่ไช่พรรคประชาธิปัตย์อาจจะกลับไปเป็นแบบเดิมอีกคือ ไม่สนใจสิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตย ซึ่งจะไม่ก่อให้เกิดผลดีต่อไทยในแง่ของสายตาของประชาคมโลก ในแง่ของสายตาของตะวันตก แต่ว่าเราอาจจะได้คะแนนจากประเทศเพื่อนบ้าน แต่เราอย่าลืมว่า ในยุคนี้เรายังไม่ฟื้นจากวิกฤติเศรษฐกิจดีนัก เราจำเป็นต้องพึ่งตะวันตก ฉะนั้นเราจะดำเนินนโยบายแบบในช่วงก่อนเกิดวิกฤติเศรษฐกิจไม่ได้ ก็คือว่า ไม่สนใจตะวันตกไม่ได้ อาจจะกล่าวได้ว่านโยบายต่างประเทศในสมัยรัฐบาลชวลิตเอียงขวามากไป ในขณะที่นโยบายของพรรคประชาธิปัตย์เอียงซ้ายมากไป ฉะนั้นนโยบายที่ถูกต้องคือ ต้องเดินสายกลาง คือหาจุดสมดุลระหว่างการเป็นเพื่อนบ้านที่ดีกับพลเมืองโลกที่ดี ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ว่าจะต้องมีความพยายามหาความพอดีของนโยบายคือ ดำเนินนโยบายแบบยืดหยุ่น ไม่สนับสนุนตะวันตกมากเกินไปหรือต่อต้านตะวันตก ชาตินิยมจัดมากไป ลัทธิชาตินิยมตอนนี้ก็เป็นเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่ง สังเกตได้ว่าพรรคการเมืองหลายพรรค พยายามชูเรื่องชาตินิยม และกลายเป็นว่ารัฐบาลชวนไม่มีความเป็นชาตินิยม ยอมต่างชาติมากไป ฉะนั้นต่อไปไทยต้องมีความเป็นชาตินิยม เราต้องแก้กฎหมายทาส(กฎหมายขายชาติ11ฉบับ) หรือเราจะต้องไม่ยอมอเมริกา จะต้องกล้าที่จะต่อกรกับIMF กระแสนี้กำลังมา คือ กระแสของการปลุกลัทธิชาตินิยม สำหรับผมเอง ผมมองว่า รัฐบาลชวนอาจจะดูประนีประนอมมากเกินไป และพอดีเป็นลักษณะประจำชาติของไทยด้วย ในเรื่องต่างประเทศ เรามักไม่อยากเผชิญหน้ากับใคร นโยบายต่างประเทศของไทย ตลอดเวลาเป็น สนลู่ลม เรามักจะลู่ลม ไม่ปะทะกับใคร การที่เรายอมลู่ลม ยอมตามกระแส ดูเหมือนว่าเรายอมตามตะวันตกมากเกินไป ซึ่งอาจก่อให้เกิดผลทางลบได้ ที่ผ่านมา เรารู้สึกว่าเราถูกตะวันตกรุกหนัก ดังนั้น ในอนาคต ในเรื่องนโยบายด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ นโยบายเปิดเสรีทางการค้านั้น ซึ่งก่อนหน้านั้น เราหลงระเริงกับการเปิดเสรีตามกระแสโลกาภิวัตน์มาโดยตลอด ยุคนี้กระแสสวนกลับแล้ว ยุคนี้เป็นยุคของกระแสของการชะลอการเปิดเสรีทางการค้า ยุคของการต่อต้านโลกาภิวัตน์ แนวโน้มเหล่านี้ทำให้มีความจำเป็นที่นโยบายทางด้านเศรษฐกิจการค้าของรัฐบาลชุดใหม่ ควรจะมีความเป็นชาตินิยมมากขึ้น แต่จุดหนึ่งที่ผมอยากเน้น คือ นโยบายสายกลาง ความเป็นชาตินิยมจะต้องไม่เป็นชาตินิยมจัด ไม่ใช่เป็นลัทธิ คลั่งชาติ หรือว่าต่อต้านตะวันตกจนเกินเหตุ แต่ว่าเราควรจะมีเพิ่มขึ้นบ้างเพราะว่าในขณะนี้เรามีน้อยเกินไป แต่จะต้องมีความสมดุล มีความพอดีในที่สุด
---------------------------------------------------------------------