จีนผงาดในการประชุมสุดยอดกับอาเซียนที่พนมเปญ
ผศ.ดร. ประภัสสร์ เทพชาตรี เมื่อต้นเดือนนี้มีการประชุมสุดยอดอาเซียนที่กรุงพนมเปญและเรื่องที่ดูจะเป็นเรื่องที่โดดเด่นที่สุด
คือการประชุมอาเซียนกับจีน จีนผงาดและเป็นพระเอกในการประชุมครั้งนี้ อาเซียน+3 อาเซียน-อินเดีย
ผู้อำนวยการ
ศูนย์ศึกษานโยบายระหว่างประเทศ
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ก่อนอื่นผมขอกล่าวถึงการประชุมสุดยอดระหว่างอาเซียนกับจีนญี่ปุ่นและเกาหลีใต้หรือกรอบอาเซียน+3ที่เคยได้รับความสนใจอย่างมาก
เคยมีการพูดกันว่า เรากำลังจะมีกองทุนการเงินแห่งเอเชีย กำลังจะมีเงินสกุลแห่งเอเชีย
จะมีเขตการค้าเสรีเอเชียตะวันออก แต่ว่ามาในครั้งนี้ อาเซียน+3 ดูจืดและเฉื่อยลงไป
แต่มี อาเซียน+1 คือ อาเซียน+ จีนมีความสำคัญโดดเด่นมากกว่า แสดงให้เห็นว่า ทั้งสามประเทศคือ
จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไม่สามารถตกลงกันได้ในเรื่องของความร่วมมือกัน
อาเซียน-จีนทีนี้ทุกสิ่งทุกอย่างก็มาที่อาเซียน+1อาเซียนกับจีนได้ทำความตกลงกันหลายฉบับผมว่าน่าจะเป็นการประชุมสุดยอดที่มีลงนามความตกลงกันระหว่างอาเซียนกับจีนมากที่สุดที่สำคัญก็คือการลงนามความตกลง
Framework Agreement on Comprehensive Economic Cooperation คือกรอบความตกลงความร่วมมือกันทางเศรษฐกิจ
ซึ่งในนั้นมีข้อตกลงหลายเรื่องด้วยกัน ที่สำคัญคือการจะจัดทำเขตการค้าเสรีระหว่างอาเซียนกับจีนขึ้น
ภายในปี 2010 สำหรับ 6 ประเทศอาเซียนที่เป็นสมาชิกดั้งเดิม สำหรับประเทศน้องใหม่
ก็จะขยับอีก 5 ปี คือภายในปี 2015 กำหนดว่าจะเริ่มเจรจากันในปีหน้า นอกจากนั้น
ยังมีกรอบที่เรียกว่า early harvest เป็น fast track คือการเจรจาในสาขาบางสาขาที่จะสามารถลดภาษีตกลงกันได้อย่างรวดเร็ว
จะเริ่มเจรจากันและให้เสร็จสิ้นภายในปี 2003 หรือ 2004 ซึ่งในสาขาเหล่านี้จะมีสินค้าเกษตรรวมอยู่ด้วย
การค้าระหว่างอาเซียนกับจีนได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วมากในช่วงปีสองปีนี้ รวมทั้งการลงทุนก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ขณะนี้ตัวเลขการลงทุนระหว่างอาเซียนกับจีนยังมีไม่มากเมื่อเทียบกับญี่ปุ่นแต่ว่าในแง่ของอัตราการเพิ่มถือว่ามากที่สุด
ถ้ามีเขตการค้าเสรีระหว่างอาเซียนกับจีน ตลาดจะมีขนาดถึง 1,700 ล้านคน ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในหรือ
GDP จะมีถึง 2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ และการค้าอาจจะเพิ่มขึ้นได้ถึง 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯในอนาคต
สำหรับในด้านอื่น จีนมาคราวนี้เรียกว่ายิงกระสุนหลายนัดทีเดียว มีการลงนามในความร่วมมือด้านสินค้าเกษตร
ลงนามในปฏิญญาร่วมในเรื่องของปัญหาทางด้านความั่นคงที่เป็นปัญหาใหม่ๆ และมีการทำความตกลงเป็นปฏิญญาในปัญหาทะเลจีนใต้
หรือปัญหาหมู่เกาะ Spratlys เป็นปัญหาความขัดแย้งและเจรจากันมานาน ในที่สุดก็ตกลงกันได้
รู้สึกว่าเป็นไพ่ใบสำคัญของจีนที่จีนได้ทิ้งลงมา ในการที่จีนยอมลงนามในปฏิญญาในเรื่องนี้กับอาเซียน
เป็นการสร้างความเชื่อมั่นแก่ประเทศอาเซียน ลดความหวาดระแวงจีนลงไปมาก ดูเหมือนว่าจีนจะได้ประโยชน์จากการประชุมอาเซียนครั้งนี้มากทีเดียว
จีนมีขนมหวานให้อาเซียนเต็มไปหมด จีนยังมีของขวัญอีก 2 ชิ้น จีนประกาศว่าพร้อมจะภาคยานุวัติในสนธิสัญญาสมานฉันท์และความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ไม่มีมหาอำนาจชาติไหนที่จะยอมรับสนธิสัญญานี้ แต่จีนก็พร้อม และของขวัญชิ้นสุดท้ายป็นเรื่องของสนธิสัญญาที่จะทำให้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นเขตปลอดอาวุธนิวเคลียร์
อาเซียนพยายามให้ประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์ยอมรับในสนธิสัญญาฉบับนี้ และจีนก็ประกาศว่าจีนพร้อมที่จะดำเนินการ
อาเซียน-ญี่ปุ่น
สำหรับญี่ปุ่นได้สูญเสียสถานะความเป็นผู้นำอย่างมาก ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา ญี่ปุ่นตกต่ำและจีนก็ผงาดขึ้นมา
กลายเป็นว่า จีนเป็นฝ่ายรุก ญี่ปุ่นเป็นฝ่ายรับ พยายามตามให้ทันจีน เพราะจีนรุดหน้าไปมากในเรื่องของกลไกความร่วมมือต่างๆ
ในการประชุมสุดยอดกับอาเซียนคราวนี้ญี่ปุ่นก็คงไม่อยากน้อยหน้าจีน มีการทำปฏิญญาร่วมระหว่างอาเซียนกับญี่ปุ่น
Comprehensive Economic Partnership ในปฏิญญาดังกล่าว จะเห็นได้ว่าญี่ปุ่นกลัวๆ
กล้าๆ ญี่ปุ่นยังไม่กล้าฟันธงแบบจีน คือเป็นเขตการค้าเสรีไปเลย ญี่ปุ่นพยายามเลี่ยงใช้คำ
เพราะยังไม่แน่ใจนักในเรื่องเขตการค้าเสรี จึงออกมาเป็นว่า ปฏิญญาระหว่างอาเซียนกับญี่ปุ่นจะทำให้มีโอกาสในเรื่องของตลาดเพิ่มมากขึ้น
จะมีความเป็นเสรีทางการค้าและการลงทุน จะพูดในลักษณะกว้างๆ แต่ก็มีทิ้งท้ายไว้นิดหนึ่งว่า
มีความเป็นไปได้ว่าอาจจะมีความตกลงที่จะมีองค์ประกอบของเขตการค้าเสรีได้ภายใน
10 ปี แต่ก็เปิดช่องไว้ว่า ความตกลงนี้อาจเป็นในลักษณะทวิภาคี คืออาจจะเป็น ญี่ปุ่น-
สิงคโปร์ ญี่ปุ่น-ไทย แต่ไม่ใช่กับอาเซียนทั้งกลุ่ม ซึ่งเทียบกับความตกลงเขตการค้าเสรีจีนกับอาเซียนไม่ได้เลย
ขณะนี้จีนดูน่าตื่นเต้น ในแง่ของนโยบายในเชิงรุก ส่วนญี่ปุ่นก็พยายามจะสู้ แต่ก็มีปัญหาภายใน
ก็เลยกลัวๆกล้าๆ
สำหรับอาเซียนกับอินเดียก็เป็นการประชุมสุดยอดครั้งแรก และในแถลงการณ์ร่วม มีการพูดถึงความร่วมมือในด้านต่างๆ
ซึ่งเรื่องสำคัญเรื่องคือความร่วมมือในด้านความมั่นคง ซึ่งจะเป็นช่องทางสำคัญที่อินเดียจะมีบทบาทเพิ่มมากขึ้น
ในการที่จะมาถ่วงดุลอำนาจกับจีนในภูมิภาค ทางด้านเศรษฐกิจ จะมีการเจรจาในเรื่องของการเชื่อมโยงระหว่างอินเดียกับAFTA
และจะมีเขตเศรษฐกิจที่เรียกว่า India- Asean Regional Trade and Investment
Area จะเป็นเขตการค้า การลงทุนระหว่างอาเซียนกับอินเดีย ซึ่งจะมีลักษณะของเขตการค้าเสรีปนๆอยู่ด้วย
ผมมองในแง่ของอินเดีย ก็มีศักยภาพ แต่ว่าคงต้องเป็นในระยะยาว ขณะนี้ การค้าระหว่างอาเซียนกับอินเดียมีน้อยมาก
อาเซียน-ออสเตรเลีย
สำหรับความสัมพันธ์อาเซียน-ออสเตรเลีย ในการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งนี้ ได้มีการพิจารณาถึงความเป็นไปได้ในอนาคตที่อาจจะมีการประชุมสุดยอดอาเซียน-ออสเตรเลียด้วย
อาเซียน-สหรัฐฯ
สำหรับอเมริกากับอาเซียน ยังไม่ได้มีการประชุมสุดยอด แต่ได้ข่าวว่า ประเทศไทยเราจะใช้โอกาสในการจัดประชุม
APEC ในปีหน้า จัดประชุมสุดยอดอาเซียน-สหรัฐฯขึ้น ขณะนี้กำลังมีแนวโน้มชัดเจนว่า
ประเทศมหาอำนาจกำลังแข่งกันเข้ามามีอิทธิพลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ว่าจะเป็น
จีน ญี่ปุ่น อินเดีย สหรัฐฯคงจะยอมไม่ได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้น ในการประชุม APEC
ที่เม็กซิโก อเมริกาได้ประกาศข้อเสนอ Enterprise for ASEAN Initiative ซึ่งเป็น
ข้อเสนอจัดทำเขตการค้าเสรีกับประเทศอาเซียนในลักษณะทวิภาคี ขณะนี้อเมริกากำลังเจรจากับสิงคโปร์อยู่
อีกไม่นานคงจะเจรจาสำเร็จ อันนี้ก็เป็นอีกก้าวหนึ่งนะครับ อเมริกาพยายามที่จะก้าวเข้ามารักษาผลประโยชน์แข่งกับจีนและญี่ปุ่น
จากปรากฏการณ์ที่เราเห็นอยู่ในขณะนี้ อาเซียนมีการเจรจาจับคู่กับประเทศนอกภูมิภาค
กับจีน กับญี่ปุ่น กับอินเดีย และออสเตรเลีย สหรัฐฯ ทีนี้ก็มองได้สองแง่มุม ในแง่มุมหนึ่ง
อาจเป็นความต้องการของอาเซียนเอง ที่ต้องการประเทศนอกภูมิภาคมาถ่วงดุลกัน อาเซียนคงไม่อยากให้ภูมิภาคนี้ถูกครอบงำโดยจีน
ในอีกแง่มุมหนึ่ง ประเทศมหาอำนาจอื่น อาทิ อเมริกาหรือญี่ปุ่น ก็คงไม่อยากให้จีนครอบงำหรือเป็นพี่ใหญ่ในภูมิภาคนี้แต่เพียงผู้เดียวเช่นกัน
เพราะฉะนั้น จึงพยายามที่จะเข้ามาใกล้ชิดกับอาเซียนมากขึ้น ก็เป็นความต้องการทั้งสองด้านครับ
สุดท้ายทั้งหมดนี้ ผมมองว่า ภาพที่ขาดไป คือเขตการค้าเสรี หรือความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างอาเซียนกับสหภาพยุโรป
และอีกอย่างที่ขาดไป ที่ไม่มีพูดถึงในเวทีอาเซียนคราวนี้คือเรื่อง Asia Cooperation
Dialogue หรือ ACD ฝ่ายไทยไม่ได้พยายามเอาเข้าอาเซียนและให้
อาเซียนยอมรับและช่วยกันสนับสนุน สิ่งที่เราน่าจะทำ แต่เราไม่ได้ทำ !