เศรษฐกิจอเมริกาขาลง : ผลกระทบต่อไทย
ผมคิดว่า ท่านผู้อ่าน คงจะกำลังจับตามอง อาจจะเรียกได้ว่าแทบไม่กระพริบตา ต่อสภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ซึ่งกำลังมีความเป็นห่วงกังวลมากขึ้นเรื่อยๆว่า เศรษฐกิจอเมริกากำลังจะถึงจุดขาลง แต่จะลงเร็ว ลงช้า เบาหรือหนักแค่ไหนนั้น ยังไม่เป็นที่ชัดเจน
ในคอลัมน์วันนี้ ผมจะมาวิเคราะห์ถึงแนวโน้มเศรษฐกิจของสหรัฐฯ โดยเฉพาะการวิเคราะห์ถึงผลกระทบต่อประเทศไทย
ท่านผู้อ่านก็คงจะทราบเป็นภูมิหลังแล้วว่า เศรษฐกิจของสหรัฐฯได้ขยายตัวอย่างต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลายาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์เกือบ 10 ปีแล้ว อย่างไรก็ตาม ในช่วงตั้งแต่ต้นปีนี้เริ่มมีเค้าและเหตุการณ์หลายๆอย่างที่บ่งบอกว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯกำลังจะถึงจุดขาลง โดยเฉพาะดัชนีบ่งชี้ในเรื่องของระดับการออมที่ต่ำมาก และเริ่มมีความกังวลเกี่ยวกับธุรกิจด้าน
อสังหาริมทรัพย์ ซึ่งสถานการณ์ก็คล้ายๆกับประเทศไทยในช่วงก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ คือเป็นเศรษฐกิจฟองสบู่ ราคาหุ้น ราคาที่ดินถูกปั่นจนสูงกว่าความเป็นจริง ถ้าถึงจุดหนึ่งที่ฟองสบู่แตก อาจทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯตกอยู่ในสภาวะถดถอยได้ ดัชนีบ่งชี้อีกตัวหนึ่ง คือ ดุลการค้า ขณะนี้สหรัฐฯกำลังขาดดุลการค้าอย่างมหาศาลมากขึ้นเรื่อยๆ ในปีที่แล้วขาดดุลการค้ากว่า 257,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ นับเป็นระดับที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1987 เป็นต้นมา
ในขณะนี้ เริ่มมีฉันทามติในหมู่นักวิเคราะห์แล้วว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯนั้นกำลังชะลอตัวลง แต่ประเด็นปัญหาที่สำคัญ คือ การชะลอตัวนั้น จะชะลอตัวขนาดไหน มากหรือน้อย หนักหรือเบา
ฉะนั้น ในการวิเคราะห์ถึงผลกระทบ แนวโน้มเศรษฐกิจของสหรัฐฯขาลงต่อประเทศไทยในอนาคตนั้น เราอาจจะต้องคาดการณ์ความเป็นไปได้เป็น 3 แนวทางด้วยกัน คือ
scenario ที่ 1 : เศรษฐกิจจะชะลอตัวลงเล็กน้อย (soft landing)
การตัดสินใจของรัฐบาลสหรัฐฯ โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่จะไม่เพิ่มอัตราดอกเบี้ย ที่ขณะนี้อยู่ที่ 6.5% ก็เป็นสิ่งที่บ่งชี้ว่า รัฐบาลสหรัฐฯเชื่อหรือพยายามจะทำให้เราเชื่อว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯจะชะลอตัวลงเล็กน้อย ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นจริง อัตราการเติบโตของสหรัฐฯจะลดลงมาจาก 5% เหลือ 2.5-3% ในปีหน้า
scenario นี้ จะเป็นการมองโลกในแง่ดี เป็นการมองแบบ hope for the best ซึ่งหากแนวโน้มเป็นเช่นนั้น ผลกระทบต่อไทยก็คงไม่มาก ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของผลกระทบทางด้านการค้า การลงทุน ตลาดเงิน ตลาดหุ้นต่างๆ เราก็คงจะไม่ถูกกระทบมากนัก
scenario ที่ 2 : soft landing
สำหรับ new economy แต่ hard landing สำหรับ old economy
ในขณะนี้เริ่มมีการมองกันแล้วว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯขยายตัวได้อย่างต่อเนื่องยาวนานเช่นนี้ เพราะการบูมของเศรษฐกิจในภาค new economy คือ ด้านโทรคมนาคม คอมพิวเตอร์ E-commerce จึงเหมือนกับว่า เศรษฐกิจของสหรัฐฯกำลังมี 2 ระบบย่อย คือ new economy กับ old economy ธุรกิจอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการผลิตคอมพิวเตอร์ ยังมีอัตราการเจริญเติบโตสูงอยู่ สาขาดังกล่าวมีสัดส่วนคิดเป็นถึง 60% ของอัตราการเจริญเติบโตทางภาคอุตสาหกรรมของสหรัฐฯในปีที่แล้ว แต่ในขณะเดียวกัน ธุรกิจอุตสาหกรรมใน old economy ก็กำลังจะชะลอตัวลง
ดังนั้น หากในอนาคตเศรษฐกิจสหรัฐฯจะเป็นไปในลักษณะที่ผมกล่าวมา ผลกระทบต่อไทยจะเป็นอย่างไร ผมคิดว่าการวิเคราะห์ผลกระทบก็คงต้องแยกแยะว่า ในด้าน new economy นั้น จะไม่กระทบต่อไทยเท่าไรนัก ธุรกิจอุตสาหกรรมของไทยที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ก็คงจะไม่ถูกกระทบ อย่างไรก็ตาม ธุรกิจในด้านอื่นๆ โดยเฉพาะในด้าน old economy ก็คงจะได้รับผลกระทบ เช่น ธุรกิจการส่งออกสินค้าอุปโภค บริโภคต่างๆ เสื้อผ้า อาหาร เป็นต้น
scenario ที่ 3 : hard landing
แต่อย่างไรก็ตาม scenario ที่น่ากลัวที่สุด คือ scenario ที่ 3 เป็น scenario ของ hard landing ของเศรษฐกิจสหรัฐฯทั้งระบบ หากแนวโน้มเป็นเช่นนั้น เศรษฐกิจสหรัฐฯจะเข้าสู่ภาวะถดถอย (recession) อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจะติดลบ ราคาที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ รวมทั้งราคาหุ้น และค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯก็จะตกต่ำลงอย่างมาก ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างมาก ทั้งโดยตรงและทางอ้อมต่อประเทศไทย
การค้า
ตลอดเวลาที่ผ่านมา ในช่วงเศรษฐกิจสหรัฐฯเจริญเติบโตนั้น ตลาดสหรัฐฯเป็นตลาดที่สำคัญต่อการส่งออกของไทย และนับว่าเป็นเคราะห์ดีของไทยอย่างยิ่ง ที่ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ ตลาดสหรัฐฯสามารถรองรับการส่งออกของไทยได้อย่างมาก และเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวขึ้นมาได้ สหรัฐฯนั้นเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของไทย เราส่งออกไปสหรัฐฯกว่า 20% ของการส่งออกไทยไปทั่วโลก เพราะฉะนั้น หากเศรษฐกิจสหรัฐฯประสบภาวะถดถอยจะทำให้การนำเข้าสินค้าจากประเทศไทยลดลงเป็นอย่างมาก ซึ่งจะกระทบต่ออัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย โดยอาจลดลง 1-2% ก็เป็นได้
ผลกระทบอีกประการหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการค้า ก็คือ หากสหรัฐฯประสบภาวะเศรษฐกิจถดถอยจะทำให้ปัญหาการขาดดุลทางการค้ากับประเทศต่างๆรุนแรงมากขึ้น ในยุคที่เศรษฐกิจสหรัฐฯดี คนอเมริกันก็ไม่ค่อยสนใจปัญหาขาดดุลการค้าเท่าไร ปัญหาจึงไม่เป็นประเด็นทางการเมือง อย่างไรก็ตาม หากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจขึ้นในสหรัฐฯ เกิดภาวะการว่างงาน การตกงาน ธุรกิจต่างๆประสบปัญหา ประเด็นปัญหาการขาดดุลทางการค้ากับประเทศไทยและประเทศอื่นก็จะกลายเป็นประเด็นทางการเมือง รัฐบาลสหรัฐฯก็จะถูกกดดันอย่างหนักจากกลุ่มต่างๆในสังคมที่ประสบความเดือดร้อนจากภาวะเศรษฐกิจถดถอย ก็จะกดดันรัฐบาลสหรัฐฯให้ดำเนินนโยบายในเชิงรุกกดดันไทย และบีบไทยให้เปิดตลาด เปิดเสรีทางการค้า โดยเฉพาะการค้าภาคบริการ รวมทั้งจะบีบให้รัฐบาลไทยเข้มงวดมากขึ้นในเรื่องของการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา
สำหรับผลกระทบต่อไทยในทางอ้อมในด้านการค้านั้น ก็คือ ผลกระทบของวิกฤตเศรษฐกิจสหรัฐฯต่อประเทศคู่ค้าสำคัญของไทยในเอเชีย โดยเฉพาะญี่ปุ่น ซึ่งก็จะประสบปัญหาเช่นเดียวกับไทย คือ การส่งออกของญี่ปุ่นไปสหรัฐฯจะสะดุดลง ซึ่งอาจจะทำให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นกลับทรุดหนักลงไป เข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งจะส่งผลกระทบในลักษณะเป็นบูมเมอแรง และกลับมาที่ไทยอีก คือเมื่อญี่ปุ่นประสบปัญหาเศรษฐกิจ การนำเข้าสินค้าไทยของญี่ปุ่นจะลดลง การลงทุนของญี่ปุ่นในไทยก็จะลดลงตามไปด้วย
ระบบอัตราแลกเปลี่ยน
ภาวะเศรษฐกิจถดถอยของสหรัฐฯจะทำให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนตัวลง ซึ่งจะทำให้เงินบาทแข็งตัวขึ้น ซึ่งถ้าแข็งตัวมากเกินไป ก็จะส่งผลกระทบทำให้สินค้าไทยมีราคาแพงขึ้น ก็จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยไปยังสหรัฐฯด้วย
ตลาดหุ้น
อีกเรื่องหนึ่งที่เป็นเรื่องที่น่ากลัว คือ ภาวะเศรษฐกิจถดถอยของสหรัฐฯจะทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯประสบกับวิกฤติ ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างมากต่อตลาดหุ้นของไทย หนังตัวอย่างที่เราได้ดูกันมาครั้งหนึ่งเกิดขึ้นเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา เมื่อดัชนีหุ้นสหรัฐฯดิ่งลง ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมากต่อตลาดหุ้นในเอเชียเสียหายมากถึง 200,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
การลงทุน
เช่นเดียวกัน มีความเป็นไปได้ว่า เมื่อสหรัฐฯประสบภาวะเศรษฐกิจถดถอย การเข้ามาลงทุนของสหรัฐฯในไทยก็จะหดหายไป รวมทั้งสถาบันการเงินต่างๆของสหรัฐฯที่จะเข้ามาซื้อกิจการ หรือปล่อยเงินกู้ให้กับสถาบันการเงินของไทย ก็คงจะชะลอธุรกรรมต่างๆลง
อาจมีคำถามว่า แล้วผลกระทบดังที่ได้กล่าวมาในหลายๆด้านจะก่อให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจรอบสองในไทยได้หรือไม่ ผมคิดว่าผลกระทบอาจจะไม่ถึงกับทำให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ แต่ก็คงจะหนักหนาสาหัสเหมือนกัน
กระแสต่อต้านโลกาภิวัตน์
ในคอลัมน์กระบวนทรรศน์ของผม ฉบับวันที่ 21 และ 23 มีนาคม ผมได้วิเคราะห์เกี่ยวกับกระแสต่อต้านโลกาภิวัตน์ที่กระทบต่อ WTO และการค้าโลกจะเห็นได้ว่า กระแสต่อต้านโลกาภิวัตน์ที่รุนแรงอยู่ขณะนี้ในสหรัฐฯ เกิดขึ้นท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ยังดีมากอยู่ ขอให้เรานึกภาพว่า อะไรจะเกิดขึ้นเมื่อสหรัฐฯเข้าสู่สภาวะเศรษฐกิจถดถอย ในอนาคต หากสหรัฐฯเข้าสู่สภาวะเศรษฐกิจถดถอย กระแสต่อต้านโลกาภิวัตน์ก็จะเพิ่มมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อการค้าโลก และในที่สุดจะส่งผลกระทบต่อไทยอย่างหนีไม่พ้น กระแสต่อต้านโลกาภิวัตน์จะกดดันให้รัฐบาลสหรัฐฯมีนโยบายพาณิชยนิยมสมัยใหม่ นโยบายชาตินิยมทางเศรษฐกิจ มาตรการกีดกันการค้าจะเพิ่มมากขึ้น สหรัฐฯจะให้ความสำคัญต่อการรวมกลุ่มทางการค้ามากขึ้น โดยเฉพาะ NAFTA กับเขตการค้าเสรีของทวีปอเมริกา (Free Trade Area of the Americas) ซึ่งแนวโน้มเหล่านี้ก็จะไม่เป็นผลดีต่อไทยทางด้านเศรษฐกิจ โดยไทยจะถูกกีดกันทางด้านการค้าหนักขึ้น เม็ดเงินลงทุนต่างๆ สหรัฐฯจะเน้นในเขต NAFTA เขตอเมริกามากกว่าเอเชียและไทย
กลุ่มเศรษฐกิจเอเชียตะวันออก
หากในอนาคตสหรัฐฯประสบวิกฤตเศรษฐกิจ ก็เป็นที่คาดการณ์ได้ว่า ท่าทีของสหรัฐฯต่อการรวมกลุ่มเศรษฐกิจของประเทศเอเชียตะวันออกจะมีแนวโน้มของการต่อต้านหนักขึ้น ซึ่งก็จะยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐฯล่อแหลมต่อการที่จะมีความขัดแย้งกันมากขึ้น เพราะไทยเองก็ต้องการจะเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มเศรษฐกิจเอเชียตะวันออกด้วย การรวมกลุ่มเศรษฐกิจเอเชียจะเท่ากับเป็นการกีดกันสหรัฐฯออกไปจากภูมิภาค เท่ากับเป็นการท้าทายอย่างมากต่ออิทธิพลของสหรัฐฯในภูมิภาค สหรัฐฯจึงต้องตอบสนองต่อผลกระทบดังกล่าวในทางลบมากขึ้น
ดุลยภาพแห่งอำนาจ
และสุดท้าย ผมอยากจะมองเลยไปด้วยว่า ภาวะเศรษฐกิจขาลงของสหรัฐฯจะส่งผลกระทบต่อระบบความมั่นคง และดุลยภาพแห่งอำนาจในภูมิภาคด้วย โดยเฉพาะเมื่อเศรษฐกิจสหรัฐฯไม่ดี กระแสของการเรียกร้องให้สหรัฐฯลดบทบาททางทหาร ค่าใช้จ่ายทางทหาร ลัทธินิยมอยู่อย่างโดดเดี่ยว (Isolationism) ก็จะรุนแรงมากขึ้น ซึ่งแนวโน้มดังกล่าวอาจทำให้สหรัฐฯจำเป็นต้องลดบทบาททางด้านการทหาร ความมั่นคงในเอเชียลง ซึ่งส่งผลกระทบต่อดุลยภาพแห่งอำนาจในภูมิภาค สภาวะดังกล่าวย่อมไม่เป็นผลดีต่อไทยในด้านความมั่นคง
ที่วิเคราะห์มาทั้งหมดนั้น โดยเฉพาะการให้ความสำคัญกับ scenario ที่ 3 ที่อาจจะมองโลกในแง่ร้ายเกินไป แต่ผมก็หวังว่า scenario ที่ 3 นี้คงจะไม่เกิดขึ้น ผมก็เหมือนกับหลายๆท่าน ที่อยากจะให้ scenario ที่ 1 คือ soft landing เกิดขึ้นมากกว่า อย่างไรก็ตาม เราก็ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับแนวโน้มที่เราอาจจะไม่อยากให้มันเกิดขึ้นด้วย ก็ขอให้เรา hope for the best and prepare for the worst
------------------------