กระบวนทรรศน์ 8/2545

อนาคตนโยบายต่างประเทศของไทย (2)
                    

                    

ดร. ประภัสสร์ เทพชาตรี

  1. ข้อเสนอยุทธศาสตร์ชาติด้านการต่างประเทศ
  2. ผมอยากจะขอเสนอแนวคิดของผมเกี่ยวกับนโยบายต่างประเทศของไทยว่าควรจะเป็นอย่างไรต่อไป ดังนี้ :

    3.1 ยุทธศาสตร์ชาติ : สิ่งสำคัญประการแรก คือ นโยบายต่างประเทศไทย ตลอดระยะเวลา 3-4 ปีหลังมานี้ รัฐบาลขาดทิศทาง ขาดยุทธศาสตร์ชาติที่ชัดเจน เพราะเราตกอยู่ในสภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ ทำให้ต้องแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ทำให้เราขาดวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน ก่อนยุควิกฤตเศรษฐกิจ นโยบายต่างประเทศไทยได้มุ่งเน้นว่า จะทำอย่างไรให้ไทยเป็นศูนย์กลางในอนุภูมิภาค ดังนั้น ในอนาคต เราต้องพยายามที่จะกลับมามียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนอีกครั้ง ไม่เช่นนั้น เราจะเดินอย่างเปะปะ และผมเชื่อว่า นโยบายต่างประเทศของรัฐบาลชุดใหม่นี้ก็ยังจะเดินเปะปะอยู่

    3.2 วาระแห่งชาติ : เราจะเห็นได้ว่า รัฐบาลชุดนี้ให้ความสำคัญต่อคำมั่นสัญญาต่างๆที่ให้ไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องปัญหาหนี้เสีย การแก้ไขปัญหาของชาวชนบทและเกษตรกรเป็นหลัก ซึ่งเป็นเรื่องเศรษฐกิจภายใน รัฐบาลชุดนี้จึงอาจจะไม่ให้ความสำคัญต่อนโยบายต่างประเทศ มิติความสัมพันธ์ไทยกับต่างประเทศจะถูกลดความสำคัญลงไป ฉะนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรื้อฟื้น วาระแห่งชาติด้านการต่างประเทศขึ้นมา

    1. นโยบายทางสายกลาง : ผมคิดว่า เป้าหมายที่สำคัญ คือ ในแต่ละยุคสมัย นโยบาย
    2. ต่างประเทศมักจะไปในทางใดทางหนึ่งมากเกินไป มักจะมีการทำอะไรที่สุดขั้วมากเกินไป สิ่งที่สำคัญ คือ นโยบายต่างประเทศจะต้องเป็นนโยบายสายกลาง ที่ไม่มีความเป็นเสรีนิยม ประนีประนอมมากเกินไป (อย่างนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์) และจะต้องไม่เป็นนโยบายที่มีความเป็นอนุรักษ์นิยมมากเกินไป (อย่างที่รัฐบาลชุดใหม่กำลังจะทำ)

    3. ชาตินิยมแต่พอควร : นโยบายสายกลางนั้น หมายความว่า เราจะต้องมีความเป็น

ชาตินิยมขึ้นมาบ้าง อย่างน้อยต้องมากกว่าในสมัยรัฐบาลชวน แต่ความเป็นชาตินิยมนั้นต้องมีแต่พอควร ไม่ใช่ชาตินิยมจัด คลั่งชาติ ต่อต้านตะวันตกจนเกินเหตุ ขณะนี้กำลังมีกระแสการปลุกระดม (เหมือนการปลุกระดมให้เกลียดกลัวคอมมิวนิสต์ในสมัยหนึ่ง) มีการปลุกกระแสชาตินิยมจนเกินเหตุ ดังนั้นเราจึงจะต้องพยายามป้องปรามไม่ให้กระแสชาตินิยมลุกลามมากเกินไป

3.5 นโยบาย “สนต้องลม” : ในอดีต เราเคยเปรียบนโยบายต่างประเทศไทยว่า เป็นนโยบาย “สนลู่ลม” เช่นในสมัยที่อังกฤษ ฝรั่งเศสเข้ามา เราก็ลู่ลมตามอังกฤษ ฝรั่งเศส ทำให้เรารอดพ้นจากการเป็นเมืองขึ้น สมัยญี่ปุ่นมาแรง เราก็ลู่ตามญี่ปุ่นจนเป็นพันธมิตรกันในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ในสมัยสงครามเย็นเราก็ลู่ตามสหรัฐฯ จนเป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ แต่ในบางครั้ง นโยบาย “สนลู่ลม” ของเราอาจจะ “ลู่” มากเกินไป ฉะนั้นในอนาคต นโยบายต่างประเทศของไทยน่าจะมีลักษณะเป็น “สนต้องลม”มากกว่า “สนลู่ลม”

3.6 พลเมืองโลก และเพื่อนบ้านที่ดี : ประเด็นต่อมา คือ เราต้องเป็นพลเมืองที่ดีของโลก ในขณะเดียวกันเราก็ต้องเป็นเพื่อนบ้านที่ดีด้วย (ซึ่งพูดง่ายแต่ทำยาก) เป็น “dilemma” ของนโยบายต่างประเทศของไทย ที่ผ่านมา รัฐบาลชวนต้องการที่จะเป็นพลเมืองที่ดีของโลก คือ ส่งเสริมประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน แต่การกระทำเช่นนั้นทำให้เราเป็นเพื่อนบ้านที่ไม่ดีของพม่าและลาว รัฐบาลทักษิณกำลังจะกลับไปเป็นเพื่อนบ้านที่ดี แต่ก็กำลังจะเป็นพลเมืองโลกที่ไม่ดี ฉะนั้น ความพอดี หรือจุดสมดุลอยู่ตรงไหน เป็นสิ่งที่รัฐบาลชุดปัจจุบันที่จะต้องหาจุดสมดุลดังกล่าวให้ได้

3.7 บทบาทคนกลาง : สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของไทย คือ เราสามารถเข้ากับใครก็ได้ เราจึงสามารถที่จะมีบทบาทเด่นในเวทีโลกได้ ในฐานะที่เป็นตัวกลางประสานรอยร้าว ความขัดแย้งระหว่างประเทศต่างๆ เราอาจจะเป็นตัวกลางประสานความสัมพันธ์และแก้ไขปัญหาหมู่เกาะ Spratlys คือ ความขัดแย้งระหว่างจีนกับประเทศในอาเซียน หรือกรณีปัญหาเกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้ เราก็สามารถเล่นบทเป็นตัวกลางประสานความสัมพันธ์ได้ เพราะเรามีความสัมพันธ์ที่ดีกับทั้งเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้

3.8 ไทย “ผู้นำประชาธิปไตย” : เราต้องเป็น “number one” ด้านประชาธิปไตยในเอเชีย บางทีเราอาจจะไม่รู้ข้อดีของเรา แต่ประชาธิปไตยของไทยเรา มีพัฒนาการไปไกลกว่าประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียด้วยกัน เราอาจจะสู้สิงคโปร์ไม่ได้ในเรื่องเศรษฐกิจ เราอาจสู้มาเลเซียไม่ได้ในเรื่องอุตสาหกรรมอิเลคทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ แต่เราสู้สิงคโปร์และมาเลเซียได้ในเรื่องพัฒนาการทางการเมือง เรื่องนี้ถือเป็นจุดเด่นของไทยที่เราต้องใช้ให้เป็นประโยชน์ ผมเชื่อว่า รัฐบาลชวนได้รับรู้ถึงข้อดีตรงนี้ พยายามที่จะใช้ข้อดีนี้ให้เป็นประโยชน์ต่อประเทศ นั่นคือการชูธงประชาธิปไตย ให้ไทยเราเป็นประเทศที่ส่งเสริมประชาธิปไตย ไม่ใช่แต่ในประเทศเท่านั้น เรายังส่งเสริมประชาธิปไตยไปทั่วโลกและยึดมั่นในหลักการสิทธิมนุษยชน นี่คือจุดแข็งที่สำคัญที่จะทำให้ไทยเราเป็นผู้นำในแง่ความคิดอุดมการณ์ทางการเมือง และสามารถทำให้เราเข้ากับตะวันตกได้อย่างดีอีกด้วย

3.9 แกนหลักของกลุ่มประเทศพุทธ : จุดเด่นอีกจุดที่เราอาจมองข้ามไป คือ ไทยสามารถที่จะสร้างบทบาทในการที่จะทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางของศาสนาพุทธ และเป็นแกนของกลุ่มประเทศที่นับถือศาสนาพุทธ ในเวทีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนั้น เราจำเป็นต้องมีพวก มีกลุ่ม ไทยมักจะไม่มีแนวร่วมธรรมชาติในเวทีระหว่างประเทศ ฉะนั้น แนวร่วมหนึ่งที่เราต้องพัฒนาต่อไป คือ แนวร่วมของกลุ่มประเทศที่นับถือศาสนาพุทธ โดยมีไทยเป็นแกนหลัก

3.10 ไทย-สหรัฐฯ “ความร่วมมือบนความขัดแย้ง” : มีทั้งผลประโยชน์ร่วมกันและความขัดแย้ง ไทย-สหรัฐฯมีผลประโยชน์ร่วมกันทั้งทางด้านความมั่นคงและด้านเศรษฐกิจ เรายังต้องการเงินทุนและตลาดจากสหรัฐฯ แต่ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งกับสหรัฐฯก็มีไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่สหรัฐฯกดดันไทยอย่างหนักในเรื่องการเปิดตลาดการค้า การค้าภาคบริการ เรื่องทรัพย์สินทางปัญญา รวมทั้งความพยายามของสหรัฐฯในการดำรงความเป็นเจ้าครอบงำเศรษฐกิจโลกต่อไป สหรัฐฯจะดำเนินกลยุทธ์ต่างๆครอบงำ WTO และ IMF ต่อไป พยายามไม่ให้เอเชียตะวันออกรวมตัวกัน แล้วมาท้าทายอิทธิพลของสหรัฐฯ สิ่งเหล่านี้ ทำให้ไทยและสหรัฐฯอยู่คนละฝ่าย เพราะจุดยืนของไทยใน WTO ก็ต่างจากจุดยืนของสหรัฐฯใน WTO สหรัฐฯพยายามสร้างมาตรการการกีดกันการค้าแบบใหม่ นั่นคือ การเชื่อมโยงเรื่องมาตรฐานแรงงานกับการค้า การเชื่อมโยงในเรื่องสิ่งแวดล้อมกับการค้า ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะมากระทบต่อเรา เราต้องถูกเล่นงานแน่ถ้าถูกเชื่อมโยงกับประเด็นเหล่านี้

3.11 ไทย-ญี่ปุ่น “เมืองขึ้นทางเศรษฐกิจ” : เป็นความสัมพันธ์ที่เราพึ่งญี่ปุ่นอย่างมากมายมหาศาล ญี่ปุ่นเป็นประเทศคู่ค้าอับดับหนึ่งของเรา เรานำเข้าจากญี่ปุ่นประมาณ 30% ของการนำเข้าจากทั่วโลก ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เข้ามาลงทุนในไทยเป็นอันดับหนึ่ง เป็นประเทศที่ให้เงินกู้แก่ไทยมากที่สุด ฉะนั้น เศรษฐกิจของไทยจึงไปพึ่งญี่ปุ่นมากเกินไป อาจกล่าวได้ว่าไทยเป็น “เมืองขึ้น” ทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นโดยเราไม่รู้ตัว เราต้องพึ่งเงินทุนจากญี่ปุ่นมากมายมหาศาล ฉะนั้นนโยบายต่างประเทศของไทยในอนาคตคงหนีญี่ปุ่นไม่พ้น เราพึ่งพิงญี่ปุ่นจนถอนตัวไม่ขึ้นแล้ว อย่างไรก็ตาม ต้องมีวิถีทางที่ลดการพึ่งพิงญี่ปุ่นลงไป เราไม่มีความเป็นชาตินิยม ทำให้นโยบายต่างประเทศของไทยในการส่งเสริมการลงทุน ไม่มียุทธศาสตร์ในการลดการพึ่งพิงจากต่างชาติ (เปรียบเทียบกับญี่ปุ่นซึ่งพัฒนาประเทศโดยไม่ต้องพึ่งพิงการลงทุนจากต่างชาติเลย)

3.12 ไทย-จีน “เลือดย่อมเข้มกว่าน้ำ” : ไทยตัดจีนไม่ขาดโดยทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ จีนเป็นมหาอำนาจที่ใกล้ไทยมากที่สุด จีนคือมหาอำนาจตัวจริงในประวัติศาสตร์ของเอเชีย ตั้งแต่สมัยสุโขทัยถึงกรุงรัตนโกสินทร์ เราต้องส่งเครื่องราชบรรณาการไปจีนเป็นประจำ จีนกำลังเรียกร้องสถานะความเป็นมหาอำนาจในเอเชียกลับคืนมา ดังนั้นไทยต้องเข้ากับจีนให้ได้อย่างไม่มีทางเลือก

3.13 ไทย-อินเดีย “ไพ่ใบใหม่ของไทย” : กำลังมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ อินเดียกำลังจะเป็นมหาอำนาจประเทศหนึ่งที่เป็นดาวรุ่ง เป็น “sleeping giant” มานาน ซึ่งตอนนี้ตื่นแล้ว ฉะนั้น อินเดียกำลังจะเป็นไพ่ใบใหม่ของไทยในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

3.14 บทบาทของไทยในอาเซียน : ต้องเป็นบทบาทที่ไทยเป็นผู้นำ เราต้องดำเนินนโยบายที่เป็นตัวกลางประสานรอยร้าว หรือเป็นตัวกลางที่ประสานระหว่างประเทศรวยกับประเทศจนในอาเซียน รวมถึงการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน ที่เสื่อมโทรมไปในยุควิกฤตเศรษฐกิจ

3.15 สำหรับนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศนั้น ควรจะมีประเด็นหลักๆ ดังนี้

- นโยบายการค้า “นโยบายปิดครึ่งเปิดครึ่ง” : ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะเขียนไว้ในนโยบายที่แถลงต่อสภาว่าจะสนับสนุนการค้าเสรีก็ตาม แต่ผมคิดว่า กระแสตอนนี้คือกระแสของการต่อต้านโลกาภิวัฒน์ และการชะลอกระบวนการเปิดเสรีทางการค้า ดังนั้นยุทธศาสตร์นโยบายการค้าของไทย จึงควรมีความยืดหยุ่นมากขึ้นในด้านการเปิดเสรีทางการค้า โดยอาจจะเรียกว่าเป็นนโยบาย “เปิดครึ่งปิดครึ่ง” ก็ได้

- แกนนำการรวมกลุ่มเศรษฐกิจเอเชีย : อีกเรื่องที่สำคัญแต่ไม่ได้มีพูดถึงในนโยบายของรัฐบาล ก็คือ ไทยควรจะเล่นบทเป็นแกนนำของการรวมกลุ่มเศรษฐกิจเอเชียตะวันออก เป็นตัวตั้งตัวตีในการจัดตั้งเขตการค้าเสรีเอเชียตะวันออก สนับสนุนการจัดตั้งกองทุนการเงินแห่งเอเชีย (Asian Monetary Fund) และเงินสกุลเอเชีย (Asian Currency) นอกจากนั้นไทยยังน่าจะหาหนทางในการเป็นแกนหลักในการจัดตั้ง G ใหม่ขึ้นมา (ซึ่ง ดร. สุรเกียรติ์ ก็ได้มีแนวคิดในเรื่องการจัดตั้ง G ใหม่อยู่แล้ว)

- ไทยผู้ประสานประโยชน์เหนือ-ใต้ : ผมคิดว่าบทบาทของไทยในเวทีเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะใน WTO และIMF นั้น ควรจะเป็นบทบาทของประเทศผู้ประสานประโยชน์เหนือ-ใต้ ก็คือ ประเทศผู้ประสานงาน ประสานรอยร้าว ระหว่างประเทศรวย กับประเทศจนในเวทีเศรษฐกิจโลก

- เขตการค้าเสรีทวิภาคี : อีกเรื่องหนึ่งที่เป็นเรื่องสำคัญแต่ไม่ปรากฎในนโยบายของรัฐบาล ก็คือเรื่องการจัดทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีในระดับทวิภาคี ซึ่งขณะนี้ประเทศอื่นๆ ก็กำลังวิ่งจับคู่กันอยู่แล้ว เช่น ญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้ สิงคโปร์กับญี่ปุ่น เป็นต้น ไทยจึงน่าจะต้องรีบศึกษาถึงลู่ทางการจับคู่เขตการค้าเสรีสองฝ่ายดังกล่าวด้วย

3.16 ยกเครื่องกลไกนโยบายต่างประเทศ : สำหรับเรื่องสุดท้ายที่ผมอยากจะเสนอก็คือ เรื่องการยกเครื่องปรับกลไกนโยบายต่างประเทศของไทย โดยยกระดับสภาความมั่นคงแห่งชาติ ให้เป็นหน่วยงานหลักในการกำหนดนโยบายความมั่นคงของไทย ยกระดับให้เป็นหน่วยงานในระดับทบวง คือ ยกระดับเป็น “ทบวงความมั่นคงแห่งชาติ” และปรับตำแหน่งเลขาธิการสมช. ให้มีตำแหน่งทางการเมืองเทียบเท่ากับระดับรัฐมนตรี สำหรับนโยบายทางด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศนั้นก็เช่นเดียวกัน น่าจะมีการจัดตั้งหน่วยงานที่มีหน้าที่คล้ายกับสภาความมั่นคงแห่งชาติ แต่ดูแลงานด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ นั้นก็คือ การจัดตั้งสภาเศรษฐกิจแห่งชาติ (National Economic Council) ขึ้นมา

                    

                     ---------------------------------------------------------------------

(ฉบับต่อไป)