
การประชุมสุดยอดเอเปกที่เซี่ยงไฮ้
ประวัติศาสตร์ของเอเปก
เอเปก ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ.1989 ออสเตรเลียเป็นผู้เสนอจัดตั้ง ในตอนแรกไม่มีอะไรที่โดดเด่น เป็นเพียงการประชุมในระดับรัฐมนตรีเท่านั้น ออสเตรเลียเสนอจัดตั้งเอเปก เพราะในช่วงนั้นมีการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในภูมิภาคต่าง ๆ ของโลก ออสเตรเลียกลัวว่าถ้ามีการรวมกลุ่มในยุโรป อเมริกา และเอเชียแล้ว ออสเตรเลียจะถูกโดดเดี่ยว ออสเตรเลียจึงต้องพยายามสร้างกลุ่มขึ้นมาเพื่อเอาตัวเองเข้าไปเป็นส่วนหนึ่ง จะได้ไม่ถูกโดดเดี่ยวจึงเกิดเป็นเอเปกขึ้นมา
ในตอนแรก เอเปกเป็นเวทีหารือความร่วมมือทางเศรษฐกิจ เป็นองค์กรความร่วมมือแบบหลวม ๆ ซึ่งบางประเทศโดยเฉพาะมาเลเซียก็หวาดวิตกมาตั้งแต่แรกแล้วว่า เอเปกจะมาบดบังอาเซียน และมหาอำนาจทางเศรษฐกิจจะเข้ามาครอบงำ
พอมาถึงปี 1993 อเมริกาได้เป็นเจ้าภาพ ก็ฉวยโอกาสยกระดับการประชุมเอเปกขึ้นเป็นการประชุมสุดยอด โดยจัดขึ้นที่ Seattle เพราะอเมริกาเริ่มเห็นช่วงทางที่จะใช้เอเปกให้เป็นประโยชน์ เป็นช่องทางอีกช่องทางหนึ่งที่จะเข้ามากดดันประเทศต่าง ๆ ทางด้านเศรษฐกิจ เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะมาเปิดตลาด เปิดเสรีทางการค้า
ยุทธศาสตร์หลักที่อเมริกาดำเนินต่อเนื่องตั้งแต่นั้นมาเป็นลำดับ คือ พอหลังจากการประชุมที่ Seattle แล้ว พอปีถัดมาที่ Bogor อินโดนีเซีย อเมริกาก็ผลักดันต่อให้จัดทำวิสัยทัศน์ Bogor ให้เอเปกเป็นเขตการค้าเสรีภายในปี 2010 สำหรับประเทศที่พัฒนาแล้ว และภายในปี 2020 สำหรับประเทศที่กำลังพัฒนา
ตั้งแต่ที่ Bogor มา อเมริกาก็ครอบงำเอเปกมาโดยตลอด และกดดัน และผลักดัน agenda ของอเมริกามาโดยตลอด เราจะเห็นได้อย่างต่อเนื่อง ปีถัดมาที่โอซากา อเมริกาก็ผลักดันให้ทำ Osaka Action Agenda ขึ้นมา ซึ่งก็เป็นแผนปฏิบัติการที่จะนำไปสู่วิสัยทัศน์ของ Bogor ในปีต่อมาที่ Manila ก็เป็น Individual Action Plan
อย่างไรก็ตาม ทุกสิ่งทุกอย่างที่อเมริกาดำเนินมาเป็นลำดับเป็นขั้นตอน ต้องมาสะดุดลงเมื่อเกิดวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 แผนการต่าง ๆ ของอเมริกาที่จะมากดดันให้มีการเจรจาในเรื่องของการเปิดเสรีทางการค้าต่าง ๆ ก็ต้องหยุดลงไปตั้งแต่นั้นมา เอเปกก็กลายเป็นเวทีที่ไม่ได้มีความสำเร็จในเรื่องการเจรจาการค้าตั้งแต่นั้นมาจนถึงปัจจุบัน
หลังจาก ปี2540 เป็นต้นมา การประชุมเอเปกไม่ไประสบความสำเร็จ ไม่ได้มีอะไรที่โดดเด่นการประชุมที่กัวลาลัมเปอร์ก็ไม่มีอะไร การเจรจาเพื่อเปิดเสรีทางการค้าที่ถือว่าเป็นหัวใจของเอเปกก็สะดุดหยุดลง กลายเป็นมีเรื่องอื่นที่มาครอบงำเอเปก กลายเป็นเรื่องที่ทะเลาะกันระหว่างรองประธานาธิบดีอัลกอร์ และดร.มหาธีร์ ในเรื่องของการจับกุม อันวาร์ อิบบราฮิม ในปีถัดมาที่ Auckland ก็กลายเป็นเรื่องติมอร์ตะวันออก ล่าสุด เมื่อปีที่แล้วที่บรูไน ก็ไม่มีอะไร
ในช่วง 3 - 4 ปี ที่ผ่านมามีการวิพากษ์วิจารณ์เอเปกมาก ถึงกับมีข้อเสนอให้ล้มเลิกการประชุมสุดยอดไปเสีย
การประชุมสุดยอดที่เซี่ยงไฮ้
ภาพที่ออกมาดูเหมือนว่า เอเปกเป็นการประชุมที่สำคัญ เพราะมีผู้นำของประเทศต่าง ๆ มาประชุมกัน แต่ว่าถ้าดูให้ลึก ๆ แล้ว ดูเนื้อหาลึก ๆ แล้ว กล่าวได้ว่าไม่มีอะไรที่โดดเด่น ไม่มีความคืบหน้า เรื่องที่กลายเป็นเรื่องที่โดดเด่นขึ้นมา คือ เรื่องสงครามกับการก่อการร้ายที่อเมริกาพยายามที่จะมาดึงเอากลุ่มประเทศเอเปก มาสนับสนุนการดำเนินการของอเมริกา ก็ได้มีการออกมาเป็นแถลงการณ์ที่ต่อต้านการก่อการร้ายสากล ซึ่งถือว่าเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของ
เอเปกที่มีเอกสารที่ไม่เกี่ยวข้องกับทางด้านเศรษฐกิจ ส่วนเรื่องทางเศรษฐกิจที่ถือว่าเป็นหัวใจของเอเปก ก็ไม่มีอะไรที่โดดเด่น
การต่อต้านการก่อการร้าย
แถลงการณ์ของผู้นำที่เกี่ยวกับการต่อต้านการก่อการร้าย ถ้าดูผิวเผินแล้ว ก็เหมือนจะเป็นความสำเร็จของอเมริกาในการผลักดันให้มีการออกแถลงการณ์นี้ออกมาได้ แต่ถ้าเราดูไปลึก ๆ แล้วก็จะเห็นได้ว่าไม่มีอะไรใหม่ เป็นท่าทีที่อยู่ในกรอบสหประชาชาติอยู่แล้ว เอามาพูดใหม่เท่านั้นเอง และในแถลงการณ์ก็ไม่ได้มีอะไรที่จะบอกว่า เอเปกสนับสนุนการทำสงครามของอเมริกาในอัฟกานิสถาน
- มีแต่การพูดถึงความร่วมมือระหว่างระเทศในการก่อการร้ายสากลเท่านั้น เป็นการพูดที่กว้างมาก
จริง ๆ แล้วอเมริกาคงอยากจะได้รับการสนับสนุนจากเอเปก ในการทำสงครามที่ชัดเจนมากกว่านี้ อย่างน้อยก็เป็นการสนับสนุนในแง่ของหลักการ สนับสนุนการที่อเมริกาทำสงครามในอัฟกานิสถาน ผมเข้าใจว่า ร่างที่อเมริการ่างขึ้นมาตอนแรกคงจะมีอะไรมากกว่านี้เยอะ แต่หลาย ๆ ประเทศคงไม่ยอม และคงถูกตัดออกไป
ด้านเศรษฐกิจ
เรื่องที่มีการหารือกัน คือเรื่องที่เกี่ยวกับระบบการเงินระหว่างประเทศ ซึ่งก็มีการพูดถึงบทบาทและการมีส่วนร่วมใน IMF และก็มีการพูดถึงบทบาทของความร่วมมือในกรอบ IMF คือ พูดถึงความคิดริเริ่มที่เชียงใหม่ หรือ Chiang Mai Initiative ที่เกี่ยวกับความร่วมมือทางการเงินระหว่าง ASEAN จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้
สิ่งหนึ่งที่ไม่ได้ปรากฎอยู่ในปฏิญญาฉบับนี้ ก็คือเรื่อง ข้อเสนอของญี่ปุ่นที่จะให้มีการจัดตั้งกองทุนการเงนิแห่งเอเชียขึ้นมา ที่เราเรียกว่า AMF หรือ Asian Monetary Fund
- ในการประชุมในครั้งนี้ จีนเน้นเรื่อง Human Capacity Building คือ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เป็นการพูดกันไป บอกว่าจะมีความร่วมมือกัน แต่ก็ไม่มีอะไรเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน
ในข้อตกลงเซี่ยงไฮ้นี้ก็บอกว่า จะพยายามที่จะขยายวิสัยทัศน์ของเอเปกออกไป แต่เดิมวิสัยทัศน์ของเอเปกพูดถึงเรื่องเปิดเสรีทางการค้า คือจะทำให้เอเปกเป็นเขตการค้าเสรีในปี 2010 และ 2020 คือไปเน้นในเรื่องการค้าอย่างเดียว แต่ตอนนี้ดูจะแคบเกินไป ควรจะขยายวิสัยทัศน์ออกไปให้ครอบคลุมในเรื่องความร่วมมือในด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
กล่าวคือ ต้องการจะขยายเป้าหมายของความร่วมมือให้มากกว่าการค้า โดยครอบคลุมไปถึงความร่วมมือในด้านอื่น ๆ ด้วย เพื่อให้สมดุลกัน
คอลัมน์กระบวนทรรศน์ในวันนี้ ผมจะวิเคราห์ถึงการประชุมสุดยอดเอเปกที่เซี่ยงไฮ้
- เน้นในเรื่องที่ว่าสหประชาชาติควรจะมีบทบาทนำในเรื่องดังกล่าว
- ไม่ได้มีการพูดถึงการสงครามเลย มีแต่การพูดในหลักการกว้าง ๆ เช่น พูดถึงเรื่องว่าประเทศต่าง ๆ จะปฏิบัติตามข้อมติของคณะมนตรีความมั่นคงที่ 1368 หรือ 1373 ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความร่วมมือกันในเรื่องของข้อมูลข่าวสาร ความร่วมมือกันในเรื่องของมาตรการทางด้านการเงิน
- เรื่องสำคัญอีกเรื่อง คือ เรื่องที่เอเปกให้การสนับสนุนที่จะให้มีการเจรจาการค้ารอบใหม่ของ WTO และมีการพูดถึงว่าระเบียบวาระการประชุมในการเจรจาการค้ารอบใหม่ ควรที่จะมีความสมดุลมากขึ้น ควรจะมีการรับฟังความคิดเห็นของประเทศกำลังพัฒนามากขึ้น
- สำหรับเรื่องที่สาม ก็คือ เรื่องการที่จะทำให้วิสัยทัศน์ของ Bogor เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา คือว่า ในตอนที่มีการประชุมที่ Bogor ก็ได้มีการจัดทำวิสัยทัศน์ Bogor ขึ้นมา คือ จะทำให้เอเปกเป็นเขตการค้าเสรีภายในปี 2010 และ 2020 ตอนนี้ก็มีความพยายามที่จะปัดฝุ่น และรื้อฟื้นวิสัยทัศน์นั้นโดยมีการจัดทำข้อตกลงเซี่ยงไฮ้ หรือ Shang hai Accord ขึ้นมา