|
ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม |
ของส่วนราชการ
พ.ศ. 2545 |
|
| โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงแก้ไขระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมของส่วนราชการ
พ.ศ. 2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ให้เหมาะสมยิ่งขึ้น อาศัยอำนาจตามความนัยมาตรา
10 แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุง กระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 กระทรวงการคลังจึงวางระเบียบไว้ดังต่อไปนี้ |
| ข้อ 1 ระเบียบนี้เรียกว่า "ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมของส่วนราชการ
พ.ศ. 2545" |
| ข้อ 2 ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับนับแต่วันถัดจากวันประกาศใช้ระเบียบนี้เป็นต้นไป
|
| ข้อ 3 ให้ยกเลิก |
| (1)
ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมของส่วนราชการ
พ.ศ. 2534 |
| (2)
ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมของส่วนราชการ
(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2539 |
| (3)
ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมของส่วนราชการ
(ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2541 |
| (4)
ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมของส่วนราชการ
(ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2543 |
| ข้อ 4 ในระเบียบนี้ |
|
"ข้าราชการ" หมายความว่า ข้าราชการพลเรือนตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน
ข้าราชการครู ตามกฎหมาย ว่าด้วยระเบียบข้าราชการครู ข้าราชการฝ่ายตุลาการ
ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ ข้าราชการ ฝ่ายอัยการ
ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ ข้าราชการพลเรือน
ในมหาวิทยาลัยตามกฎหมายว่า ด้วยระเบียบ ข้าราชการ พลเรือนในมหาวิทยาลัยข้าราชราชการรัฐสภาตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายรัฐสภา
ข้าราชการตำรวจตาม กฎหมาย ว่าด้วยระเบียบข้าราชการตำรวจและข้าราชการทหารตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการทหาร |
|
| "ลูกจ้าง"
หมายความว่า ลูกจ้างซึ่งได้รับเงินค่าจ้างจากเงินงบประมาณ รายจ่ายเว้นแต่ลูกจ้างชาวต่างประเทศที่มี
สัญญาจ้าง |
| "หน่วยงานผู้จัด"
หมายความว่า ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่น ที่มิใช่ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ
จัดหรือ จัดร่วมกัน |
| "การฝึกอบรม"
หมายความว่า การอบรม การประชุมทางวิชาการหรือเชิงปฏิบัติการ
การสัมมนาทางวิชาการ หรือ เชิงปฏิบัติการ การบรรยายพิเศษ การฝึกศึกษา
การดูงาน การฝึกงาน หรือที่เรียกชื่ออย่างอื่นทั้งในประเทศและต่างประเทศ
โดยมีโครงการ หรือ หลักสูตรและช่วงเวลาจัดที่แน่นอนที่มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาบุคคลหรือเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน
โดยไม่มีการรับปริญญา หรือประกาศนียบัตรวิชาชีพ |
| "การอบรม" หมายความว่า การให้ความรู้โดยการบรรยายและการตอบปัญหาจากวิทยากรเพียงฝ่ายเดียว |
"การประชุมทางวิชาการหรือเชิงปฏิบัติการ"
หมายความว่า การให้ความรู้โดยการบรรยายเช่นเดียวกับการอบรม แต่เป็น
การ ให้ความรู้ ความคิดเห็น เพื่อนำข้อสรุปที่ได้ไปพัฒนาหรือเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน
และอาจกำหนด ให้มีการ ฝึกปฏิบัติ ด้วยก็ได้ |
|
"การสัมมนาทางวิชาการหรือเชิงปฏิบัติการ" หมายความว่า
การประชุมในลักษณะเป็นการระดมควมคิด การแลกปลี่ยน ความรู้ ความคิดเห็น
เพื่อนำข้อสรุปที่ได้ไปพัฒนาหรือเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน
และอาจกำหนดให้มีการฝึกปฏิบัติด้วยก็ได้ |
|
"การบรรยายพิเศษ"
หมายความว่า การให้ความรู้โดยการบรรยายในเรื่องที่ส่วนราชการ เห็นสมควรให้ความรู้พิเศษ
เพิ่ม แก่ข้าราชการและลูกจ้าง |
|
"การฝึกศึกษา" หมายความว่า การเพิ่มพูนความรู้หรือประสบการณ์ด้วยการศึกษาและฝึกปฏิบัติ |
|
"การดูงาน"
หมายความว่า การเพิ่มพูนความรู้หรือประสบการณ์ด้วยการสังเกตการณ์
ซึ่งได้กำหนดไว้ในหลักสูตร หรือ โครงการ ให้มีการดูงานก่อน ระหว่างหรือหลังการฝึกอบรมและหมายความรวมถึงหลักสูตรหรือโครงการที่กำหนดเฉพาะการดูงาน
ภายในประเทศที่ส่วนราชการจัดขึ้น |
"การฝึกงาน" หมายความว่า การเพิ่มพูนความรู้หรือประสบการณ์
ด้วยการปฏิบัติงานซึ่งกำหนดไว้ในหลักสูตรหรือ โครงการ
และหมายความรวมถึงการปฏิบัติงานภาคสนามด้วย |
| "ผู้เข้ารับการฝึกอบรม"
หมายความว่า ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้างของทางราชการหรือบุคคลภายนอกที่เข้ารับการฝึก
อบรมในหลักสูตรที่ส่วนราชการจัดขึ้น |
|
"วิทยากร" หมายความว่า ผู้บรรยาย ผู้อภิปราย
หรือที่เรียกชื่ออย่างอื่น ซึ่งทำหน้าที่ให้ความรู้แก่ผู้เข้ารับการฝึกอบรม
ตามหลักสูตร และให้รวมถึงผู้ดำเนินการสัมมนา |
| "การฝึกอบรมระดับต้น" หมายความว่า
การฝึกอบรมที่ผู้เข้ารับการฝึกอบรมส่วนใหญ่เป็นข้าราชการระดับ
1 และ ระดับ 2 หรือตำแหน่งที่เทียบเท่า |
|
"การฝึกอบรมระดับกลาง" หมายความว่า การฝึกอบรมที่ผู้เข้ารับการฝึกอบรมส่วนใหญ่เป็นข้าราชการระดับ
3 และ ระดับ 8 หรือตำแหน่งที่เทียบเท่า |
| "การฝึกอบรมระดับสูง" หมายความว่า การฝึกอบรมที่ผู้เข้ารับการฝึกอบรมส่วนใหญ่เป็นข้าราชการระดับ
9 ขึ้นไป หรือตำแหน่งที่เทียบเท่า |
|
"การฝึกอบรมบุคคลภายนอก" หมายความว่า
การฝึกอบรมที่ผู้เข้ารับการฝึกอบรมส่วนใหญ่มิใช่ข้าราชการ พนักงาน
หรือ ลูกจ้างของทางราชการ |
| "ค่าอาหาร" หมายความว่า ค่าอาหารเช้า
อาหารกลางวัน และอาหารเย็น |
| "การประสานงานเรื่องอาหาร
ที่พัก ยานพาหนะ" หมายความว่า ส่วนราชการผู้จัดฝึกอบรมเป็นผู้ที่ติดต่อจัดอาหาร
ที่พัก และหรือยานพาหนะ แต่ไม่ออกค่าใช้จ่ายให้ และเรียกเก็บค่าใช้จ่ายดังกล่าวจากส่วนราชการ
ที่ส่งผู้เข้ารับการฝึกอบรม และผู้สังเกตการณ์ |
| "ช่วงระหว่างการฝึกอบรม"
หมายความว่า ช่วงเวลาตั้งแต่เวลาสิ้นสุดการลงทะเบียนหรือเวลาเริ่มพิธีเปิดการฝึกอบรมจน
ถึงเวลาสิ้นสุดการฝึกอบรมตามหลักสูตรหรือโครงการ |
|
|
ให้ปลัดกระทรวงการคลังรักษาการตามระเบียบนี้ |
| |
หมวด
1 |
ทั่วไป |
| |
|
ข้อ 6 หลักสูตรการฝึกอบรมที่ส่วนราชการเป็นผู้จัด หรือจัดร่วมกับรัฐวิสาหกิจ
หน่วยงานอื่น ของรัฐ หรือเอกชน ต้องได้รับอนุมัติ จากหัวหน้าส่วนราชการเจ้าของงบประมาณ |
|
ข้อ 7 การจัดฝึกอบรม การเดินทางไปจัดแลเข้ารับการฝึกอบรม
และการเดินทางไปดูงานในประเทศและหรือต่างประเทศ ตามที่ กำหนดในหลักสูตร
ต้องได้รับอนุมัติจากผู้มีอำนาจตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการอนุมัติให้เดินทางไปราชการและการจัดการ
ประชุมของทางราชการ โดยให้พิจารณาอนุมัติเฉพาะผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวข้องหรือเป็นประโยชน์ต่อส่วนราชการนั้น
ตามจำนวนที่เห็น สมควรและภายในวงเงินงบประมาณที่ได้รับ |
|
ข้อ 8 กรณีการฝึกอบรมที่กำหนดให้มีการลงทะเบียน
ส่วนราชการผู้จัดฝึกอบรมจะกำหนดให้มีการลงทะเบียนก่อนเวลาเริ่ม
การฝึกอบรมตามหลักสูตรหรือโครงการได้ไม่เกินหนึ่งวัน |
|
ข้อ 9 กรณีส่วนราชการมีความจำเป็นต้องจัดฝึกอบรม
ให้แก่ข้าราชการ พนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงาน ที่มีกฎหมายจัด
ตั้งเป็น การเฉพาะ ให้เบิกจ่ายค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมตามหลักเกณฑ์และอัตราเช่นเดียวกับการฝึกอบรมให้แก่ข้าราชการและลูกจ้าง
ตามระเบียบนี้ |
|
ข้อ 10 การฝึกอบรมที่ได้รับความช่วยเหลือจากหน่วยงานภายในประเทศหรือต่างประเทศทั้งหมดไม่ว่าเป็นเงิน
บริการ หรือ สิ่งของ ให้งดเบิกค่าใช้จ่ายตามระเบียบนี้กรณีได้รับความช่วยเหลือจาหน่วยงานภายในประเทศ
หรือต่างประเทศบางส่วนหากจำเป็น ต้องเบิกค่าใช้จ่ายสมทบให้เบิก
ค่าใช้จ่ายส่วนที่ไม่ได้รับความช่วยเหลือตามหลักเกณฑ์ ของระเบียบนี้เว้นแต่การฝึกอบรม
ในต่างประเทศ ให้เบิกค่าใช้จ่ายสมทบได้ไม่เกิน วงเงินที่ได้รับความช่วยเหลือภายใต้เงื่อนไข
ดังนี้ |
|
(1) ค่าโดยสารเครื่องบิน
กรณีได้รับความช่วยเหลือค่าโดยสารเครื่องบินเพียงเที่ยวเดียว ให้เบิกค่าโดยสาร
เครื่องบิน อีกหนึ่ง เที่ยวในชั้นเดียว กับที่ได้รับความช่วยเหลือ
แต่ต้องไม่สูงกว่าสิทธิที่พึงได้รับ ตามพระราชกฤษฎีกาค่าใช้จ่าย
ในการเดินทาง ไปราชการ |
|
(2)
ค่าที่พัก ให้เบิกสมทบเฉพาะส่วนที่ขาดตามจำนวนที่ได้จ่ายจริง
โดยอนุโลมตามหลักเกณฑ์และอัตรา แห่ง พระราชกฤษฎีกา |
|
(3)
ค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทาง ให้เบิกสมทบเฉพาะส่วนที่ขาดได้
ซึ่งเมื่อรวมกับค่าเบี้ยเลี้ยงที่ได้รับความช่วยเหลือ จะต้อง ไม่เกิน
อัตราตามสิทธิที่พึงได้รับตามพระราชกฤษฎีกาค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ
กรณีผู้ให้ความช่วยเหลือจัดเลี้ยง อาหารครบทุกมื้อให้ งดเบิกเบี้ยเลี้ยงเดินทาง
หากจัดเลื้ยงอาหารไม่ครบทุกมื้อให้เบิกเบี้ยเลี้ยงเดินทาง สมทบส่วนที่ไม่ได้จัดเลี้ยง
ตามหลักเกณฑ์และอัตราของ ระเบียบนี้ |
|
(4)
ค่าเครื่องแต่งตัว กรณีที่ได้รับความช่วยเหลือค่าเครื่องแต่งตัวต่ำกว่าสิทธิที่พึงได้รับ
ให้เบิกค่าเครื่องแต่งตัวสมทบ เฉพาะส่วนที่ขาด ซึ่งเมื่อรวมกับค่าเครื่องแต่งตัวที่ได้รับความช่วยเหลือและจะต้องไม่เกินสิทธิที่พึงได้รับ |
| ข้อ 11
บุคคลที่มีสิทธิเบิกค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมตามระเบียบนี้ ได้แก่
|
| (1) ประธานในพิธีเปิดปิดการฝึกอบรม
และผู้ติดตาม |
| (2) ข้าราชการและลูกจ้างที่ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ในการจัดฝึกอบรม
|
| (3) วิทยากร
|
| (4) แขกผู้มีเกียรติ
และผู้ติดตาม |
| (5) ผู้เข้ารับการฝึกอบรม
|
| (6) ผู้สังเกตการณ์
|
| ค่าใช้จ่ายของบุคคลตาม
(1)(2) และ (3) ให้เบิกจากส่วนราชการผู้จัดฝึกอบรม เว้นแต่ค่าใช้จ่ายในการเดินทางของบุคคล
ตาม (3) ให้เบิกจากส่วนราชการต้นสังกัดได้ เมื่อส่วนราชการผู้จัดฝึกอบรมร้องขอและส่วนราชการต้นสังกัดตกลงยินยอม บุคคลตาม
(4) จะเบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาฝึกอบรมจากส่วนราชการต้นสังกัดหรือจากส่วนราชการผู้จัดฝึกอบรม
ก็ได้ |
| ข้อ 12 การเบิกค่าใช้จ่ายตามระเบียบนี้
|
|
(1) ข้าราชการแต่ละประเภท ให้เป็นไปตามระดับตำแหน่ง ชั้นยศ ตามพระราชกฤษฎีกาค่าใช้จ่ายในการเดินทางไป
ราชการ โดยอนุโลม |
| (2)
ลูกจ้างให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์การเทียบตำแหน่งลูกจ้างในการเบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการที่กระทรวง
การคลังกำหนด |
| ข้อ
13 การเทียบตำแหน่งของบุคคลตามข้อ 11 ที่มิได้เป็นข้าราชการหรือลูกจ้างเพื่อเบิกค่าใช้จ่ายตามระเบียบนี้
ให้ส่วน ราชการ ผู้จัดฝึกอบรมเทียบตำแหน่งได้ดังนี้ |
| (1) บุคคลที่ส่วนราชการพิจารณาเห็นสมควรเทียบเท่าข้าราชการ
ระดับ 1 |
| (2) บุคคลที่เคยรับราชการมาแล้ว
ให้เทียบตามระดับตำแหน่งหรือชั้นยศครั้งสุดท้ายก่อนออกจากราชการ
|
| (3) บุคคลที่ส่วนราชการขอเทียบระดับตำแหน่งกับกระทรวงการคลังไว้แล้ว
|
| (4) วิทยากร
ที่บรรยายในหลักสูตรระดับต้นหรือระดับกลาง ให้เทียบเท่าข้าราชการ
ระดับ 8 กรณีบรรยายในหลักสูตร ระดับสูงให้เที่ยบเท่าข้าราชการระดับ
10 เว้นแต่บุคคลตาม (2) ที่มีชั้นยศสูงกว่า ให้ใช้ชั้นยศที่สูงกว่านั้นได้ |
| (5) กรณีส่วนราชการเห็นสมควรเทียบระดับตำแหน่งนอกเหนือจาก
(1) ถึง (4) ให้ขอเทียบระดับตำแหน่งกับกระทรวง การคลัง โดยแจ้งรายละเอียดตามแบบบัญชีหมายเลข
1 |
| |
| หมวด
2 |
| ค่าใช้จ่ายของส่วนราชการผู้จัดฝึกอบรมที่จัดในประเทศ |
| |
| ข้อ 14 การพิจารณาหาสถานที่เพื่อจัดฝึกอบรม
ให้อยู่ในดุลยพินิจของหัวหน้าส่วนราชการเจ้าของงบประมาณ |
| ข้อ 15 ค่าใช้จ่ายในการจัดฝึกอบรม
ได้แก่ |
| (1)
ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการใช้และการตกแต่งสถานที่ฝึกอบรม |
| (2)
ค่าใช้จ่ายในพิธีเปิด-ปิด การฝึกอบรม |
| (3)
ค่าวัสดุเครื่องเขียน และอุปกรณ์ |
| (4)
ค่าพิมพ์และเขียนประกาศนียบัตร |
| (5)
ค่าถ่ายเอกสาร ค่าพิมพ์เอกสารและสิ่งตีพิมพ์ |
| (6)
ค่าใช้จ่ายในการติดต่อสื่อสาร |
| (7)
ค่าเช่าอุปกรณ์ ต่าง ๆ ในการฝึกอบรม |
| (8)
ค่าใช้จ่ายอื่นที่จำเป็นในการจัดฝึกอบรม |
| (9)
ค่าของสมนาคุณในการดูงาน |
| (11) ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่ม
|
| (12)
ค่าสมนาคุณวิทยากร |
| (13)
ค่าอาหาร |
| (14)
ค่าเช่าที่พัก |
| (15)
ค่ายานพาหนะ |
| ค่าใช้จ่ายตาม
(1) ถึง (8) ให้เบิกจ่ายได้เท่าที่จ่ายจริง ไม่เกินราคามาตรฐานที่กระทรวงการคลังกำหนด
(ถ้ามี) |
| ค่าใช้จ่ายตาม
(9)ให้เบิกจ่ายได้เท่าที่จ่ายจริง ไม่เกินอัตราใบละ 1,500 บาท
|
| ค่าใช้จ่ายตาม
(10)ให้เบิกจ่ายได้เท่าที่จ่ายจริง ไม่เกินอัตราใบละ 300 บาท
|
| ค่าใช้จ่ายตาม
(11)ให้เบิกจ่ายได้เท่าที่จ่ายจริง ไม่เกินอัตราตามบัญชีหมายเลข
2 |
| ค่าใช้จ่ายตาม
(12) (13) (14) และ (15)ให้เบิกจ่ายตามหลักเกณฑ์และอัตราตามที่กำหนดไว้ในระเบียบนี้
|
| ข้อ 16 การจ่ายสมนาคุณวิทยากรให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังนี้
|
| (1) กรณีวิทยากรสังกัดหน่วยงานเดียวกับส่วนราชการผู้จัดฝึกอบรม |
| (1.1)
ต้องไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งซึ่งตามมาตรฐานกำหนดตำแหน่งกำหนด ให้มีหน้าที่เป็นวิทยากรในการฝึกอบรม
ประจำส่วนราชการผู้จัด |
| (1.2)
ต้องไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งซึ่งตามมาตรฐานกำหนดตำแหน่งกำหนดให้มีหน้าที่ฝึกอบรม
ให้คำปรึกษา แนะนำ ในการปฏิบัติงานเกี่ยวกับงานในตำแหน่งให้แก่เจ้าหน้าที่ลำดับรองลงมา
หรือเป็นการให้ความรู้ ในลักษณะ การปฐมนิเทศแก่ ข้าราชการ หรือลูกจ้างในส่วนราชการที่ตนสังกัด |
| (1.3)
กรณีที่มาตรฐานกำหนดตำแหน่งมิได้กำหนดให้มีหน้าที่เป็นวิทยากรประจำส่วนราชการผู้จัด
แต่ลักษณะงานที่ต้องปฏิบัติเป็นปกติประจำ จะต้องทำหน้าที่เป็นวิทยากรในการฝึกอบรม |
|
(2) กรณีเป็นวิทยากรต่างสังกัดกับส่วนราชการผู้จัด ไม่อยู่ในบังคับตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในข้อ
(1) |
|
(3) หลักเกณฑ์การจ่าย |
| (3.1)
ชั่วโมงการฝึกอบรมที่มีลักษณะเป็นการบรรยาย ให้จ่ายค่าสมนาคุณวิทยากรได้ไม่เกิน
1 คน |
|
(3.2) ชั่วโมงการฝึกอบรมที่มีลักษณะเป็นการอภิปรายเป็นคณะ หรือสัมมนาให้จ่ายค่าสมนาคุณ
วิทยากร ได้ไม่เกิน 5 คน โดยรวมถึงผู้ดำเนินการอภิปรายหรือสัมมนา
ด้วย |
|
(3.3) ชั่วโมงการฝึกอบรมที่มีลักษณะเป็นการแบ่งกลุ่มฝึกภาคปฏิบัติ
แบ่งกลุ่มอภิปราย หรือแบ่งกลุ่ม ทำกิจกรรม ซึ่งได้กำหนดไว้ในหลักสูตร
หรือโครงการแล้วและจำเป็นต้องมีวิทยากรประจำกลุ่ม ให้จ่ายค่าสมนาคุณ
วิทยากร ได้ไม่เกินกลุ่มละ 2 คน |
| (3.4)
ชั่วโมงการฝึกอบรมใดมีวิทยากรเกินกว่าจำนวนที่กำหนดไว้ข้างต้น
ให้เฉลี่ยจ่ายค่าสมนาคุณ ภายในจำนวนเงินที่จ่ายได้ ตามหลักเกณฑ์ |
| การนับเวลาชั่วโมงการฝึกอบรมในแต่ละหัวข้อวิชาให้นับหกสิบนาทีเป็นหนึ่งชั่วโมง
ถ้าไม่ถึงหกสิบนาที หรือเกินหกสิบนาทีและส่วนที่ไม่ถึงหรือเกินหกสิบนาทีนั้น
นับได้ไม่น้อยกว่าห้าสิบนาที ให้ถือเป็นหนึ่งชั่วโมง แต่ถ้าส่วนที่ไม่ถึง
หรือเกินหกสิบ นาทีนั้น นับได้ไม่น้อยกว่ายี่สิบห้านาทีแต่ไม่ถึงหน้าสิบนาที
ให้เบิกจ่ายค่าสมนาคุณได้กึ่งหนึ่ง |
| (4)
อัตราการจ่าย |
| (4.1)
วิทยากรที่เป็นข้าราชการ พนักงานและลูกจ้างของส่วนราชการ หน่วยงานอิสระตามรัฐธรรมนูญ
องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรมหาชน รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่นของรัฐ |
|
การฝึกอบรมระดับต้นและระดับกลาง
ไม่เกินชั่วโมง ละ 600 บาท |
| การฝึกอบรมระดับสูง
ไม่เกินชั่วโมงละ 800 บาท |
| (4.2)
วิทยากรที่มิใช่บุคคลตาม (4.1)ให้จ่ายเพิ่มได้อีกไม่เกินหนึ่งเท่าของแต่ละระดับการฝึกอบรม |
| (4.3)
การฝึกอบรมระดับกลางและระดับสูงที่จำเป็นต้องใช้วิทยากร ที่มีความรู้ความสามารถ
เป็นพิเศษ และเบิกจ่ายค่าสมมนาคุณวิทยากรสูงกว่าอัตราที่กำหนดข้างต้น
ให้อยู่ในดุลยพินิจของปลัดกระทรวงเจ้าสังกัด ส่วนราชการใด ที่ไม่มีปลัดกระทรวงเจ้าสังกัด
ให้ผู้บังคับบัญชาที่มีอำนาจเช่นเดียวกับปลัดกระทรวงเป็นผู้ใช้ดุลยพินิจ |
| (4.4)
การฝึกอบรมที่ส่วนราชการจัดร่วมกับหน่วยงานอื่น ถ้าวิทยากร ได้รับค่าสมนาคุณ
จากหน่วยงาน อื่นแล้ว ให้งดเบิกค่าสมนาคุณวิทยากรจากทางราชการ |
| ข้อ
17 กรณีที่ส่วนราชการผู้จัดฝึกอบรมจัดอาหารให้และออกค่าใช้จ่ายให้สำหรับบุคคลตาม
ข้อ 11 ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ ดังนี้ |
| (1) การจัดอาหารให้จัดในช่วงระหว่างการฝึกอบรม
|
| (2) กรณีการฝึกอบรมที่บุคคลตาม
ข้อ 11เดินทางไป-กลับ ในแต่ละวัน ห้ามมิให้ส่วนราชการผู้จัดฝึกอบรมจัดอาหารให้
ก่อนเวลาเริ่มการฝึกอบรมหรือหลังเวลาสิ้นสุดการฝึกอบรมในแต่ละวัน |
| (3) กรณีการฝึกอบรมที่บุคคลตามข้อ
11 ส่วนใหญ่ จำเป็นต้องพักแรมในช่วงระหว่างการฝึกอบรมจัดอาหารให้แก่ผู้ที่
จำเป็นต้องพักแรมได้ |
| (4) กรณีที่มีความจำเป็นจะต้องจัดอาหารให้เฉพาะวิทยากรโดยไม่จัดให้แก่บุคคลอื่นให้อยู่ในดุลยพินิจของหัวหน้าส่วน
ราชการผู้จัดฝึกอบรมพิจารณาตามความจำเป็นและเหมาะสม |
| (5) ให้เบิกอาหารได้เท่าที่จ่ายจริงตามระดับการฝึกอบรมไม่เกินอัตราตามบัญชีหมายเลข
3 |
| ข้อ
18 กรณีที่ส่วนราชการผู้จัดฝึกอบรมให้พักแรมร่วมกันและออกค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับค่าที่พักสำหรับบุคคลตามข้อ
11 ให้ส่วน ราชการผู้จัดฝึกอบรมพิจารณาจัดให้เฉพาะผู้ที่จำเป็นต้องพักแรมในช่วงระหว่างการฝึกอบรมและให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์
ดังนี้ |
| (1)
กรณีสถานที่พักแรมของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ ให้หัวหน้าส่วนราชการผู้จัดฝึกอบรม
|
| พิจารณาจัดที่พักสำหรับบุคคลตามข้อ 11 ตามความจำเป็นและเหมาะสม |
| (2)
กรณีสถานที่พักแรมของเอกชน |
| (2.1)
การจัดที่พักสำหรับผู้เข้ารับการฝึกอบรมระดับต้นและการฝึกอบรม
ระดับกลาง ผู้สังเกตการณ์ ข้าราชการ และลูกจ้างที่ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ในการจัดฝึกอบรมซึ่งมีระดับตำแหน่งหรือชั้นยศไม่สูงกว่า
ระดับ 8 หรือเทียบเทียบ ให้พักร่วมกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปต่อหนึ่งห้องเว้นแต่เป็นกรณีที่ไม่เหมาะสมหรือมีเหตจำเป็นไม่อาจพักรวมกับผู้อื่นได้ |
| (2.2)
การจัดที่พักสำหรับบุคคลที่นอกเหนือ ข้อ (2.1)ให้หัวหน้าส่วนราชการผู้จัดฝึกอบรมพิจารณาตาม
ความเหมาะสม |
| (3)
อัตราค่าเช่าที่พัก ให้เบิกจ่าย ดังนี้ |
| (3.1)
กรณีพักแรมร่วมกันในสถานที่ของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ
ให้เบิกจ่าย ตามอัตราที่ส่วน ราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่น
ของรัฐเรียกเก็บ |
| (3.2)
กรณีพักแรมร่วมกันในสถานที่ของเอกชน ให้เบิกจ่ายได้เท่าที่จ่ายจริงตามระดับการฝึกอบรม
ไม่เกินอัตรา ค่าเช่า ห้องพักตามบัญชีหมายเลข 4 |
| กรณีพักแรมร่วมกันในสถานที่ของเอกชนโดยเหมารวมห้องพัก
ให้เบิกจ่ายในลักษณะเหมาได้เท่าที่จ่ายจริง โดยไม่เกิน วงเงิน
ที่คำนวณได้ตามหลักเกณฑ์ตาม (2) และไม่เกินอัตราค่าเช่าที่พักตามบัญชีหมายเลข
4 |
| หากหลักสูตรการฝึกอบรมมีระยะเวลาตั้งแต่
3 เดือนขึ้นไป ให้เบิกค่าเช่าที่พักได้เท่าที่จ่ายจริง ไม่เกิน
3 ใน 4 ของอัตรา ค่าเช่า ที่พักตามบัญชีหมายเลข 4 |
| ข้อ
19 ค่ายานพหนะ กรณีส่วนราชการผู้จัดฝึกอบรมจัดยานพาหนะก่อน
ช่วงระหว่างหรือหลังการฝึกอบรม และออกค่าใช้จ่าย ดังกล่าวสำหรับบุคคล
ตามข้อ 11 ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ ดังนี้ |
| (1)
กรณีใช้ยานพาหนะของส่วนราชการผู้จัดฝึกอบรม หรือกรณียืมยานพาหนะจากส่วนราชการหรือหน่วยงานอื่น ให้เบิก
ค่าน้ำมันเชื้อเพลิงได้เท่าที่จ่ายจริง |
| (2)
กรณีใช้ยานพาหนะอื่นนอกเหนือจาก (1) ให้จัดยานพาหนะโดยอนุโลมตามสิทธิของข้าราชการ ตามพระราชกฤษฎีกา ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ
ดังนี้ |
| (2.1)
การฝึกอบรมระดับต้น ให้จัดยานพาหนะตามสิทธิของข้าราชการระดับ
2 หรือเทียบเท่า |
| (2.2)
การฝึกอบรมระดับกลาง ให้จัดยานพาหนะตามสิทธิของข้าราชการระดับ
6 หรือเทียบเท่า |
| (2.3)
การฝึกอบรมระดับสูง ให้จัดยานพาหนะตามสิทธิของข้าราชการระดับ
10 หรือเทียบเท่า เว้นแต่กรณีเดิน ทางโดย เครื่องบินให้ใช้ชั้นธุรกิจ
กรณีที่ไม่สามารถเดินทางโดยชั้นธุรกิจให้เดินทางโดยชั้นหนึ่ง |
| สำหรับอัตราค่ายานพาหนะ
ให้เบิกจ่ายได้เท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นและประหยัด โดยให้อยู่ในดุลยพินิจของ
|
| หน้าส่วนราชการผู้จัดฝึกอบรม |
| ข้อ
20 กรณีส่วนราชการผู้จัดฝึกอบรมประสานงานเรื่องอาหาร
ที่พักและหรือยานพาหนะให้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ ข้อ 17 ข้อ 18 และข้อ
19 โดยให้ส่วนราชการผู้จัดฝึกอบรมคำนวณค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนแต่ละระดับการฝึกอบรม
แล้วแจ้งให้ส่วนราชการ ที่ส่งผู้เข้ารับ การฝึกอบรม และผู้สังเกตการณ์ทราบเพื่อเบิกจ่ายเงินค่าใช้จ่ายของผู้เข้ารับการฝึกอบรม
และผู้สังเกตการณ์ต่อไป |
| ข้อ
21 กรณีส่วนราชการผู้จัดฝึกอบรมไม่จัดอาหาร ที่พัก
และหรือยานพาหนะ หรือมิได้ประสานงานในเรื่องดังกล่าว ให้ส่วน ส่วนราชการผู้จัดฝึกอบรมเบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทางในส่วนที่มิได้ดำเนินการสำหรับบุคคลตามข้อ
11(1) ถึง (4) โดยอนุโลมตาม หลักเกณฑ์และอัตราแห่งพระราชกฤษฎีกา
ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ เว้นแต่ |
| (1)
การเบิกเบี้ยเลี้ยงเดินทางให้เป็นไป ไปตามหลักเกณฑ์ ดังนี้
|
| (1.1)
การฝึกอบรมที่มีการจัดอาหารทุกมื้อ ให้งดเบิกเบี้ยเลี้ยงเดินทาง |
| (1.2)
การฝึกอบรมที่มีการจัดอาหาร 2 มื้อ ให้เบิกจ่ายเบี้ยเลี้ยงเดินทางได้ไม่เกิน
1 ใน 3 ของอัตราเบี้ยเลี้ยง เดินทาง เหมาจ่าย |
| (1.3)
การฝึกอบรมที่มีการจัดอาหาร 1 มื้อ ให้เบิกจ่าย เลี้ยงเดินทางได้ไม่เกิน
2 ใน 3 ของอัตราเบี้ยเลี้ยงเดินทาง เหมาจ่าย |
| (1.4)
การนับเวลาเพื่อคำนวณ เบี้ยเลี้ยงเดินทาง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในข้อ
24(4) |
|
(2) การเดินทางไปกลับระหว่างสถานที่อยู่
ที่พัก ที่ปฏิบัติราชการ กับสถานที่ จัดฝึกอบรม
ห้ามเบิกค่าพาหนะรับจ้าง (รถแท็กซี่) |
| |
| หมวด
3 |
| ค่าใช้จ่ายของผู้เข้ารับการฝึกอบรมและผู้สังเกตการณ์ |
| |
| ข้อ
22 ค่าใช้จ่ายในการจัดฝึกอบรมตามข้อ 15 ที่หน่วยงานผู้จัดฝึกอบรมเรียกเก็บเป็นค่าลงทะเบียน
ค่าธรรมเนียม หรือค่าใช้จ่าย หรือค่าใช้จ่ายทำนองเดียวกันที่เรียกชื่ออย่างอื่น
ให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมเบิกจ่ายได้ ดังนี้ |
|
(1) การฝึกอบรมที่ส่วนราชการ หน่วยงานอิสระตามรัฐธรรมนูญ องค์การมหาชนรัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้น
โดยพระราชบัญญัติ หรือพระราชกฤษฎีกา จัดหรือร่วมกันจัดให้ เบิกจ่ายได้เท่าที่จ่ายจริง
ในอัตราที่หน่วยงานผู้จัดเรียกเก็บ |
|
(2) การฝึกอบรมที่หน่วยงานอื่นนอกเหนือจาก (1) จัดหรือร่วมกันจัด
|
|
(2.1)
ค่าลงทะเบียน รวมค่าอาหารว่าง และเครื่องดื่ม ไม่เกินคนละวันละ
400 บาท |
|
(2.2)
ค่าลงทะเบียน รวมค่าอาหาร ค่าอาหารว่าง และเครื่องดื่มไม่เกินคนละวันละ
600 บาท |
|
(2.3)
การเบิกค่าลงทะเบียนตาม (2.1) และ (2.2) ต้องมีระยะเวลาการฝึกอบรมใแต่ละวันเกินกว่า
3 ชั่วโมงครึ่งขึ้นไป หากระยะเวลาการฝึกอบรม ในแต่ละวัน ไม่เกิน
3 ชั่วโมง ครึ่งให้เบิกค่าลงทะเบียนได้กึ่งหนึ่ง |
| ข้อ
23 กรณีหน่วยงานผู้จัดฝึกอบรมออกค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับค่าอาหาร
ค่าที่พัก และ ค่ายานพาหนะ ให้ทั้งหมด หรือ กรณีที่ค่าลง ทะเบียนตามข้อ
22 ได้รวมค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับค่าอาหาร ค่าที่พักและค่ายานพาหนะไว้ทั้งหมด
ให้เข้ารับการฝึกอบรมและผู้สังเกตการณ์ งดเบิกค่าใช้จ่ายดังกล่าว |
| ข้อ
24 กรณีหน่วยงานผู้จัดฝึกอบรมออกค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับค่าอาหาร
ค่าที่พัก และหรือค่ายานพาหนะ บางส่วน หรือกรณีที่ค่าลง ทะเบียนได้รวมค่าอาหาร
ค่าที่พัก และหรือค่ายานพาหนะบางส่วนให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรม และผู้สังเกตการณ์เบิกค่าใช้จ่าย
ในการ เดินทาง ไปฝึกอบรมเฉพาะส่วนที่หน่วยงานผู้จัดฝึกอบรมมิได้ออกให้
โดยอนุโลม ตามพระราชกฤษฎีกา ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ไปราชการ เว้นแต่
การเบิกเบี้ยเลี้ยงเดินทาง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ ดังนี้ |
|
(1) การฝึกอบรมที่มีการจัดอาหาร ทุกมื้อให้งดเบี้ยเลี้ยงเดินทาง |
|
(2) การฝึกอบรมที่มีการจัดอาหาร 2 มื้อ ให้เบิกเบี้ยเลี้ยงเดินทางได้ไม่เกิน
1 ใน 3 ของอัตราเบี้ยเลี้ยงเดินทางเหมาจ่าย |
|
(3) การฝึกอบรมที่มีการจัดอาหาร 1 มื้อ ให้เบิกเบี้ยเลี้ยงเดินทางได้ไม่เกิน
2 ใน 3 ของอัตราเบี้ยเลี้ยงเดินทางเหมาจ่าย |
|
(4) การนับเวลาเพื่อคำนวณเบี้ยเลี้ยงเดินทางกรณีกรณีระหว่างการฝึกอบรมมีการจัดอาหาร |
| (4.1)
กรณีหลักสูตรหรือโครงการฝึกอบรมมิได้กำหนดให้มีการลงทะเบียนให้นับเวลาเดินทางตั้งแต่เวลาเดินทางออก
ออกจากสถานที่อยู่ ที่พัก หรือสถานที่ปฏิบัติราชการถึงเวลาเริ่มการฝึกอบรม |
| (4.2)
กรณีหลักสูตรหรือโครงการฝึกอบรมกำหนดให้มีการลงทะเบียน ให้นับเวลาเดินทางตั้งแต่เวลา
เดินทางออก จากสถานที่อยู่ ที่พัก หรือสถานที่ปฏิบัติราชการ จนถึงเวลาสิ้นสุด
การลงทะเบียน เว้นแต่กรณีกำหนดให้มีการลงทะเบียนล่วงหน้า ก่อนวันที่
เริ่มการฝึกอบรม และไม่มีการจัดเลี้ยงอาหารหรือประสานงานเรื่องอาหาร
ให้นับเวลาเดินทางจนถึงเวลาเริ่มการฝึกอบรม |
| (4.3)
การเดินทางกลับจากฝึกอบรม ให้นับเวลาในการเดินทางตั้งแต่เวลาสิ้นสุดการฝึกอบรมตามที่กำหนด
ใน หลักสูตรหรือโครงการ จนถึงเวลาเดินทางกลับถึงสถานที่อยู่ ที่พัก
หรือสถานที่ปฏิบัติราชการ |
(4.4)
นำเวลาการเดินทางไปฝึกอบรมตาม (4.1) หรือ (4.2) และการเดินทางกลับจากฝึกอบรมตาม
(4.3) คำนวณ คำนวณรวมกันเพื่อเบิกเบี้ยเลี้ยงเดินทาง |
|
กรณีหลักสูตรหรือโครงการฝึกอบรมมีระยะเวลาเกินกว่า
60 วัน และคาบเกี่ยวระหว่างปีงบประมาณ ให้นำเวลาเดิน ทางไปฝึกอบรม
ตาม (4.1) หรือ 4.2 และการเดินทางกลับจากฝึกอบรมตาม (4.3) คำนวณรวมกันเมื่อการฝึกอบรมเสร็จสิ้น
โดย ไม่ถือเป็น ค่าใช้จ่ายค้างเบิกข้ามปี
|
| ข้อ 25 กรณีหน่วยงานผู้จัดฝึกอบรม
ที่เป็นส่วนราชการ ได้ประสานงานเรื่องอาหาร ที่พักและยานพาหนะตามข้อ
20 ทั้งหมด หรือบางส่วน ให้เบิกค่าใช้จ่ายของผู้เข้ารับการฝึกอบรม
และผู้สังเกตการณ์ตามจำนวนเงินต่อคนตามที่หน่วยงานผู้จัดฝึกอบรมแจ้ง |
| สำหรับค่าใช้จ่ายในส่วนที่หน่วยงานผู้จัดฝึกอบรมมิไดประสานงานให้
ให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมและผู้สังเกตการณ์ เบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปฝึกอบรมโดยอนุโลมตามพระราชกฤษฎีกาค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ
ทั้งนี้ ภายใต้หลักเกณฑ์ข้อ 24 |
| ข้อ
26 กรณีหน่วยงานผู้จัดฝึกอบรม ไม่ออกค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับค่าอาหาร
ค่าที่พักและค่ายานพาหนะ หรือไม่ประสานงาน เรื่องอาหาร ที่พัก
และยานพาหนะ ให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรม และผู้สังเกตการณ์เบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปฝึกอบรม
โดยอนุโลม ตามพระราชกฤษฎีกา ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ |
| ข้อ 27 การเดินทางไปกลับระหว่างสถานที่อยู่
ที่พัก ที่ปฏิบัติราชการ กับสถานที่จัดฝึกอบรมห้ามเบิกค่าพาหนะรับจ้าง
(รถแท็กซี่) |
| |
| หมวด
4 |
| ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการฝึกอบรมที่จัดในต่างประเทศ |
| |
| ข้อ 28 ค่าใช้จ่ายของส่วนราชการผู้จัดฝีกอบรมที่จัดในต่างประเทศ
ให้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ในหมวด 2 เว้นแต่ |
| (1)
ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่มให้เบิกจ่ายเพิ่มจากบัญชีหมายเลข
2 หนึ่งเท่า |
| (2)
ค่าอาหาร คนละวันละไม่เกิน 2,500 บาท |
| (3)
ค่าที่พัก ไม่เกินอัตราตามบัญชีหมายเลข 5 |
| ข้อ
29 ค่าใช้จ่ายของผู้เข้ารับการฝึกอบรมและผู้สังเกตการณ์
ในการเดินทางไปฝึกอบรมต่างประเทศที่หน่วยงานผู้จัดในประเทศ จัด
หรือ หน่วยงานของต่างประเทศจัด ให้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ในหมวด 3
เว้นแต่ |
| (1)
ค่าลงทะเบียน ให้เบิกจ่ายได้เท่าที่จ่ายจริงในอัตราที่หน่วยงานผู้จัดเรียกเก็บ |
| (2)
กรณีหน่วยงานผู้จดประสานงานเรื่องอาหาร ที่พัก และหรือยานพาหนะให้เบิกค่าใช้จ่ายดังกล่าวตาม
จำนวนเงินต่อคนที่หน่วยงาน |
|
(2.1) ค่าอาหาร ให้เบิกจ่ายเท่าที่จ่ายจริง คนละวันละไม่เกิน
2,500 บาท |
|
(2.2) ค่าที่พัก ไม่เกินอัตราตามบัญชีหมายเลข 5 |
|
(2.3) ค่ายานพาหนะตามหลักเกณฑ์และอัตราตามข้อ 19 |
| |
| หมวด
5 |
| ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการฝึกอบรมบุคคลภายนอก |
| |
| ข้อ 30 การฝึกอบรมบุคคลภายนอกให้จัดได้เฉพาะการฝึกอบรมภายในประเทศเท่านั้น
|
| ข้อ 31 ค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมบุคคลภายนอกให้เทียบเท่าการฝึกอบรมระดับต้น
2 เว้นแต่ โดยให้ถือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่ได้ กำหนดไว้ในหมวด |
| (1)
ค่าอาหาร |
| กรณีจัดฝึกอบรมในสถานที่ของทางราชการ
หรือรัฐวิสาหกิจ |
| ครบทุกมื้อ
ไม่เกินคนละวันละ 150 บาท |
| ไม่ครบทุกมื้อ
ไม่เกินคนละวันละ 75 บาท |
| กรณีจัดฝึกอบรม
ในสถานที่ของเอกชน |
| ครบทุกมื้อ
ไม่เกิน คนละวันละ 250 บาท |
| ไม่ครบทุกมื้อ
ไม่เกินคนละวันละ 125 บาท |
| (2)
ค่าที่พักให้เบิกจ่ายได้เท่าที่จ่ายจริง
ไม่เกินคนละวันละ 300 บาท เว้นแต่กรณีมีความจำเป็น
หรือไม่เหมาะสม ที่จะพัก สองคนขึ้นไป ต่อหนึ่งห้องให้เบิกจ่ายได้ไม่เกินคนละ
วันละ 600 บาท |
| สำหรับบุคคลตามข้อ
11 (1) ถึง (4) ให้หัวหน้าส่วนราชการผู้จัดฝึกอบรมใช้ดุลยพินิจพิจารณา
หากประสงค์จะจัดที่พัก ให้ในอัตราสูงกว่า ที่กำหนดก็ให้เบิกจ่ายได้
แต่อัตราค่าที่พักต้องไม่เกินสิทธิที่พึงได้รับตามพระราชกฤษฎีกาค่าใช้จ่ายในการเดินทางไป
ราชการ |
| ข้อ 32 กรณีบุคคลภายนอกผู้เข้ารับการฝึกอบรมส่วนใหญ่ได้มีการเทียบตำแหน่งไว้แล้ว
เทียบเท่าตำแหน่งข้าราชการระดับ 3 ขึ้นไป ให้ส่วนราชการผู้จัดฝึกอบรมเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายเทียบเท่าการฝึกอบรมระดับกลาง |
| ข้อ 33 กรณีที่ส่วนราชการผู้จัดฝึกอบรมไม่จัดอาหาร
ที่พักและหรือยานพาหนะ ให้เบิกค่าใช้จ่ายให้แก่ผู้เข้ารับการฝึกอบรมที่เป็น
บุคคลภายนอกในส่วนที่มิได้จัดให้ ดังนี้ |
| (1)
การฝึกอบรมที่ไม่จ้ดอาหารทั้ง 3 มื้อ ให้เบิกจ่ายค่าอาหารได้ไม่เกินคนละวันละ
120 บาท |
| (2)
การฝึกอบรมที่จัดอาหารให้ 2 มื้อ ให้เบิกจ่ายค่าอาหารได้ไม่เกิน
1 ใน 3 ของอัตราตาม (1) |
| (3)
การฝึกอบรมที่จัดอาหารให้ 1 มื้อ ให้เบิกจ่ายค่าอาหารได้ไม่เกิน
2 ใน 3 ของอัตราตาม (1) |
| (4)
ค่ายานพาหนะ ให้เบิกจ่ายได้โดยอนุโลมตามพระราชกฤษฎีกา ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการเทียบเท่า
กับข้าราชการ ระดับ 1 |
| (5)
ค่าที่พัก เท่าที่จ่ายจริงไม่เกินคนละวันละ 300 บาท |
| (6)
การเดินทางไปกลับระหว่างสถานที่อยู่ ที่พักกับสถานที่ฝึกอบรม
ห้ามเบิกค่าพาหนะรับจ้าง (รถแท็กซี่) |
| ข้อ 34 ข้าราชการหรือลูกจ้างที่เข้าร่วมฝึกอบรมในหลักสูตรหรือโครงการฝึกอบรมบุคคลภายนอกให้ถือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์
ที่ได้กำหนด |
| |
| หมวด
6 |
| การเบิกจ่ายเงินและการรายงาน |
| |
| ข้อ 35 กรณีส่วนราชการผู้จัดฝึกอบรมออกค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับค่าอาหาร
ค่าที่พัก และหรือค่ายานพาหนะ ให้ใช้ใบเสร็จรับเงิน ตามระเบียบของทางราชการ
โดยแนบบัญชีลายมือชื่อจำนวนบุคคลเพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบการเบิกจ่าย
ยกเว้น ประธานในพิธีเปิดปิด การฝึกอบรม วิทยากร แขกผู้มีเกียรติและผู้ติดตาม |
| ข้อ 36 กรณีส่วนราชการผู้จัดฝึกอบรมประสานงานเรื่องอาหาร
ที่พัก และหรือยานพาหนะให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังนี้ |
| (1)
ให้คำนวณเงินค่าอาหาร ค่าที่พัก และหรือค่ายานพาหนะ โดยเฉลี่ยต่อคนตามจำนวนบุคคลตามข้อ
11 และแจ้งให้ ส่วนราชการที่ส่งผู้เข้ารับการฝึกอบรมหรือผู้สังเกตการณ์
ทราบก่อนกำหนดการฝึกอบรม |
| (2)
ให้ส่วนราชการที่ส่งผู้เข้ารับการฝึกอบรมหรือผู้สังเกตการณ์ เบิกจ่ายเงินยืมให้แก่ผู้เข้ารับการฝึกอบรม
หรือผู้สังเกตการณ์ เพื่อจ่ายเป็นค่าใช้จ่ายตามรายการตาม (1) ให้แก่ส่วนราชการผู้จัดฝึกอบรม |
| กรณีหลักสูตรหรือโครงการฝึกอบรม
มีระยะเวลาเกินกว่า 60 วัน ให้เบิกจ่ายเงินยืมให้แก่ผู้เข้ารับการฝึกอบรม
หรือผู้สังเกตการณ์เป็นงวด งวดละไม่เกิน 60 วัน |
| (3)
กรณีส่วนราชการผู้จัดฝึกอบรมได้รับใบเสร็จรับเงินเป็นค่าอาหาร
ค่าที่พัก และหรือค่ายานพาหนะ ที่ออกให้แก่ผู้เข้ารับ การฝึกอบรมหรือผู้สังเกตการณ์เป็นรายบุคคลให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรม
หรือผู้สังเกตการณ์นำใบเสร็จ รับเงิน ดังกล่าวเป็นหลักฐานในการ
ชดใช้เงินยืมต่อไป |
| กรณีส่วนราชการผู้จัดฝึกอบรมได้รับใบเสร็จรับเงินเเป็นค่าอาหาร
ค่าที่พัก และหรือค่ายานพาหนะที่ออกใน นามส่วนราชการผู้จัดฝึกอบรมเป็นยอดรวม
ให้ส่วนราชการผู้จัดฝึกอบรมจัดทำรายละเอียดค่าใช้จ่ายตามแนบบใบแจ้งรายการค่าใช้จ่าย
ระหว่างการฝึกอบรมท้ายระเบียน พร้อมแนบสำเนาใบเสร็จรับเงิน ซึ่งเจ้าหน้าที่ที่หัวหน้าส่วนราชการ
ผู้จัดฝึกอบรมมอบหมาย เป็น ผู้รับรอง สำเนา และแจ้งให้ส่วนราชการที่ส่งผู้เข้ารับการฝึกอบรมหรือผู้สังเกตการณ์
ทราบอย่างช้าไม่เกิน 5 วันทำการ นับแต่วันสิ้นสุด การฝึกอบรม ทั้งนี้
จะแจ้งรวมหรือเป็นรายบุคคล ก็ได้ |
| กรณีหลักสูตรการฝึกอบรมมีระยะเวลาเกินกว่า
60 วัน ให้จัดทำรายละเอียด ค่าใช้จ่ายเป็นงวด งวดละ ไม่เกิน 60
วัน |
| (4)
หลักเกณฑ์ตาม (2)-(3) ให้ใช้บังคับกรณีการเบิกค่าใช้จ่าย สำหรับบุคคลตาม
ข้อ 11(1) ถึง (4) ด้วย |
| ข้อ 37 การเบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปฝึกอบรม
โดยอนุโลมตามพระราชกฤษฎีกา ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ สำหรับ
วิทยากรที่เบิกค่าใช้จ่ายนการเดินทางจากต้นสังกัด และสำหรับบุคคลตาม
ข้อ 11(2) (5) และ (6) ที่เป็นข้าราชการหรือลูกจ้างของทาง ราชการ
ให้แนบโครงการหรือหลักสูตรการฝึกอบรมและหลักฐานการอนุมัติให้เดินทางไปฝึกอบรมเพื่อประกอบการขอเบิกเงิน |
| ข้อ 38 การเบิกค่าใช้จ่ายสมทบกรณีได้รับความช่วยเหลือจากหน่วยงานอื่น
ให้จัดทำรายละเอียดค่าใช้จ่าย ตามแบบรายละเอียด ค่าใช้จ่ายกรณีที่ได้รับความช่วยเหลือท้ายระเบียบ
พร้อมแนบสำเนาหนังสือของหน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือ เพื่อเป็นหลักฐานประกอบ
การเบิกจ่ายและกรณีหน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือไม่ได้ระบุวงเงินให้ความช่วยเหลือไว้ให้คำนวณเงินค่าใช้จ่ายที่ได้รับความช่วยเหลือ
โดยอิงอัตราค่าใช้จ่ายตามระเบียบ |
| ข้อ 39 การเบิกค่าใช้จ่ายให้แก่บุคคลภายนอก
ตามข้อ 33 ให้ใช้แบบใบสำคัญรับเงิน ค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาฝึกอบรมสำหรับ
บุคคลภายนอก พร้อมแนบโครงการหรือหลักสูตรการฝึกอบรมเพื่อประกอบการเบิกจ่าย |
|
| ข้อ 40 การเบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปฝึกอบรมทุกกรณี
ไม่ต้องมีเอกสารประกอบฏีกา เพียงแต่หมายเหตุหลังฏีกาว่าเบิกเป็น
ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปฝึกอบรมหลักสูตรใด จำนวนเงินเท่าใด ตามสัญญา
เงินยืมเลขที่เท่าใด |
| ข้อ 41 กรณีที่ระเบียบกำหนดให้แนบบัญชีลายมือชื่อจำนวนบุคคลเพื่อประกอบการเบิกจ่ายให้หัวหน้าส่วนราชการผู้จัดฝึกอบรม
ใช้ดุลยพินิจพิจารณาอนุมัติให้เบิกจ่ายได้ตามความจำเป็นและเหมาะสมในกรณีที่ผู้เข้ารับการฝึกอบรม
ผู้สังเกตการณ์ หรือข้าราชการ และลูกจ้างที่ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ในการจัดฝึกอบรมไม่สามารถเข้าร่วมในการฝึกอบรมได้
เนื่องจากมีเหตุจำเป็น เจ็บป่วย มีราชการสำคัญ เร่งด่วน เป็นต้น
ทำให้จำนวนเงินค่าใช้จ่ายที่ขอเบิกไม่ตรงกับจำนวนลายมือของบุคคลดังกล่าว |
| ข้อ 42 หลักฐานการเบิกค่าใช้จ่ายกรณีอื่น
ๆ ให้ถือปฏิบัติตามระเบียบการเก็บรักษาเงินและการนำเงินส่งคลังของส่วนราชการ
หรือ ระเบียบการเก็บรักษาเงินและการนำเงินส่งคลังในหน้าที่ของอำเภอและกิ่งอำเภอ
แล้วแต่กรณี |
| ข้อ 43 ให้ส่วนราชการผู้จัดฝึกอบรมประเมินผลการฝึกอบรม
และรายงานต่อหัวหน้าส่วนราชการผู้จัดฝึกอบรมภายใน 60 วัน นับแต่สิ้นสุดการฝึกอบรม |
| สำหรับผู้เข้ารับการฝึกอบรมหรือผู้สังเกตการณ์ที่เข้ารับการฝึกอบรมที่
หน่วยงานอื่น เป็นผู้จัดให้จัดทำรายงานผลการ เข้ารับ การฝึกอบรมเสนอหัวหน้าส่วนราชการต้นสังกัดภายใน
60 วัน นับตั้งแต่วันเดินทางกลับจากการฝึกอบรมถึงสถานที่ปฏิบัติราชการ |
| ข้อ
44 การเบิกค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมนอกเหนือจากที่กำหนดไว้ในระเบียบนี้
ให้ขอคำความตกลงกับกระทรวงการคลัง |
| |
ประกาศ ณ วันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2545 |
| |
| |
(นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์) |
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง |
| |
| หมายเหตุ ประเภท ก. ได้แก่ ประเทศ
รัฐ เมือง |
1. |
เครือรัฐออสเตรเลีย |
2. |
สาธารณรัฐออสเตรีย |
3. |
ราชอาณาจักรเดนมาร์ก |
4. |
สาธารณฟินแลนด์ |
5. |
สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน |
6. |
ราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ |
7. |
ราชอาณาจักรนอร์เวย์ |
8. |
ราชอาณาจักรสวีเดน |
9. |
สมาพันธ์รัฐสวิส (สวิตเซอร์แลนด์) |
10. |
ราชอาณาจักรเบลเยี่ยม |
11. |
แคนาดา |
12. |
สาธารณรัฐเกาหลี(เกาหลีใต้) |
13. |
สาธารณรัฐโปรตุเกส |
14. |
ใต้หวัน |
15. |
สหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล |
16. |
สาธารณรัฐโปแลนด์ |
17. |
กัมพูชา |
18. |
ราชรัฐลักเซมเบิร์ก |
19. |
สาธารณรัฐชิลี |
20. |
นิวซีแลนด์ |
21. |
ฮ่องกง |
22. |
สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ |
23. |
สาธารณรัฐอินโดนีเซีย |
24. |
สาธารณรัฐตุรกี |
25. |
สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ |
26. |
สาธารณรัฐฮังการี |
27. |
สหพันธ์สาธารณรัฐยูโกสลาเวีย |
28. |
สาธารณรัฐไอซ์แลนด์ |
29. |
ราชอาณาจักรโมร็อกโก |
30. |
มอริเชียส |
31. |
สาธารณรัฐเช็ก |
32. |
สาธารณรัฐสโลวัก |
33. |
ราชรัฐโมนาโก |
34. |
สาธารณรัฐฝรั่งเศส |
35. |
สหพันธรัฐรัสเซีย |
36. |
ญี่ปุ่น |
37. |
สหรัฐอเมริกา |
38. |
สหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่ |
39. |
ราชอาณาจักรสเปน |
|
และไอร์แลนด์เหนือ |
|
|
40. |
สาธารณรัฐอิตาลี |
| |
| ประเภท ข. ได้แก่ ประเทศ รัฐ
เมือง |
1. |
รัฐบาห์เรน |
2. |
สาธารณรัฐประชาชนจีน |
3. |
สาธารณรัฐไซปรัส |
4. |
สาธารณรัฐอินเดีย |
5. |
สาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน |
6. |
สาธารณรัฐอิรัก |
7. |
รัฐอิสราเอล |
8. |
ราชอาณาจักรฮัชไมด์จอร์แดน |
9. |
รัฐคูเวต |
10. |
สาธารณรัฐอิสลามปากีสถาน |
11. |
รัฐสุลต่านโอมาน |
12. |
รัฐกาตาร์ |
13. |
ราชอาณาจักรซาอุดิอาระเบีย |
14. |
สาธารณรัฐประชาชนบังคลาเทศ |
15. |
เนกาบรูไนดารุสซาลาม (บรูไน) |
16. |
สาธารณรัฐอาหรับซีเรีย |
17. |
ราชอาณาจักรตองกา |
18. |
ราชรัฐอันดอร์รา |
19. |
สาธารณรัฐเฮลเลนิก (กรีซ) |
20. |
โรมาเนีย |
21. |
สาธารณรัฐบรุนดี |
22. |
สาธารณรัฐแคเมอรูน |
23. |
สาธารณรัฐแอฟริกากลาง |
24. |
สาธารณรัฐขาด |
25. |
สาธารณรัฐโกตดิวัวร์(ไอเวอรี่โคส) |
26. |
สาธารณรัฐจิบูตี |
27. |
สาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ |
28. |
สาธารณรัฐแกมเบีย |
29. |
สาธารณรัฐกานา |
30. |
สาธารณรัฐเคนยา |
31. |
สาธารณรัฐมาลี |
32. |
สาธารณรัฐอิสลามมอริเตเนีย |
33. |
สาธารณรัฐไนเจอร์ |
34. |
สาธารณรัฐรัฐเซเนกัล |
35. |
สหพันธ์สาธารณรัฐไนจีเรีย |
36. |
สาธารณรัฐเซียร์ราลีโอน |
37. |
สหสาธารณรัฐแทนซาเนีย |
38. |
สาธารณรัฐเบนิน |
39 |
เครือรัฐบาฉฮามาส |
40. |
สาธารณรัฐคอสตาริกา |
41. |
สาธารณรัฐปานามา |
42. |
สาธารณรัฐนิแดดและโตเบโก |
43 |
จาเมกา |
44. |
สาธารณรัฐอาร์เจนตินา |
45. |
สาธารณรัฐโครเอเชีย |
46. |
สาธารณรัฐสโลวีเนีย |
47. |
สาธารณรัฐบอสเนียและเฮอเซโกวีนา |
48. |
สาธารณรัฐมาซิโตเนีย |
49. |
สาธารณรัฐอาเมเนีย |
50. |
สาธารณรัฐเอเซอร์ไบจาน |
51. |
สาธารณรัฐเบลารุส |
52. |
สาธารณรัฐเอสโตเนีย |
53. |
จอร์เจีย |
54. |
สาธารณรัฐคาซัคสถาน |
55. |
สาธารณรัฐคีร์กิซสถาน |
56. |
สาธารณรัฐลัตเวีย |
57. |
สาธารณรัฐลิทัวเนีย |
58. |
สาธารณรัฐมอลโดวา |
59. |
สาธารณรัฐทาอิกิสถาน |
60. |
เติร์กเมนิสถาน |
61. |
ยูเครน |
62. |
สาธารณรัฐ |
63. |
สาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตรยศรีลังกา |
64. |
สหรัฐเม็กซิโก |
65. |
มาเลเซีย |
66. |
ราชอาณาจักรเนปาล |
67. |
สาธารณรัฐแอฟริกาใต้ |
68. |
สาธารณรัฐบัลแกเรีย |
69. |
สาธารณรัฐยูกันดา |
70. |
สาธารณรัฐแซมเบีย |
71. |
สาธารณรัฐซิมบับเว |
72. |
สาธารณรัฐตูนิเซีย |
ประเภท ค. ได้แก่ ประเทศ รัฐ เมืองอื่น ๆ นอกจากที่กำหนดในประเภท
ก. และประเภท ข. |