สรุปผลการอภิปราย
"ชำแหละร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์"
ในวันที่ 15 ธันวาคม 2543

ณ. ห้องจิตติ ติงศภัทิย์ คณะนิติศาสตร์
 
โดย
  ศาสตราจารย์ ดร.คณึง ฦาไชย ประธานกรรมการอัยการ
  ศาสตราจารย์ โสภณ รัตนากร อดีตประธานศาลฎีกา
  อาจารย์ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
 
ดำเนินรายการโดย
  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. นพดล อินนา  
  รองศาสตราจารย์ นรนิติ เศรษฐบุตร  
* เมื่อมหาวิทยาลัยของรัฐเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐจะมีลักษณะอย่างไร และ มีข้อดีและข้อเสียอย่างไร
 
ศาสตราจารย์ ดร.คณึง ฦาไชย

การที่มหาวิทยาลัยของรัฐซึ่งมีฐานะเป็นส่วนราชการอยู่เดิม จะต้องเปลี่ยนไปเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของ รัฐบาล ย่อมต้องเกิดปัญหาว่า จะสามารถปรับเปลี่ยนไปด้วยความเรียบร้อยหรือไม่อย่างไร ซึ่งไม่เหมือน กับมหาวิทยาลัยสุรนารี ที่เริ่มก่อตั้งก็เป็นมหาวิทยาลัยของรัฐที่ไม่มีฐานะเป็นส่วนราชการตั้งแต่ต้นี้

ศาสตราจารย์ ดร.คณึง ฦาไชย

มหาวิทยาลัยของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการนั้น มีข้อแตกต่างจากมหาวิทยาลัยในระบบราชการ คือประการแรก มหาวิทยาลัยที่ไม่เป็นส่วนราชการ มีความคล่องตัวและมีความเป็นอิสระในเรื่องการบริหารงานบุคคล และ บริหารการเงินและทรัพย์สิน ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญในการบริหารองค์กร ประการที่สอง มหาวิทยาลัยที่ไม่เป็น ส่วนราชการมีอิสระที่จะกำหนดอัตราเงินเดือนอาจารย์และพนักงานของมหาวิทยาลัยได้เองตามที่เห็นเหมาะสม

แต่ถ้าหากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในปัจจุบันซึ่งมีเอกลักษณ์ จิตวิญญาณ และประเพณี ของความเป็นธรรมศาสตร์ อยู่ ถ้าหากจะต้องเปลี่ยนแปลงไปก็อาจจะต้องมีปัญหาอยู่บ้าง และไม่ใช่เรื่องง่าย

ส่วนตัวร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่นำมาให้ชำแหละฉบับนี้เขียนดี แต่ก็ยังมีข้อที่น่าสังเกต ที่ต้องการฝากไว้อยู่สองสามจุด ซึ่งจะอภิปรายเสนอความเห็นในช่วงต่อไป

ศาสตราจารย์ โสภณ รัตนากร

คำถามว่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ควรจะออกนอกระบบหรือไม่ เป็นคำถามที่น่าคิด แต่มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์แต่เดิมนั้นก็เป็นมหาวิทยาลัยนอกระบบราชการ ทั้งมหาวิทยาลัยต่างประเทศที่รู้จักมา ส่วนใหญ่ก็เป็นมหาวิทยาลัย นอกระบบราชการ แต่ถ้าจะถามว่าจะออกนอกระบบราชการดีไหมก็ตอบว่า โดยหลักการก็น่าที่จะเป็นสิ่งที่ดี เพราะมหาวิทยาลัยก็จะได้มีอิสระในเรื่องการบริหารงาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง วิชาการ หรือ เรื่องการบริหารบุคคล แต่ในทางปฏิบัติจะดีหรือไม่อย่างไร เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ส่วนข้ออ้างที่ว่า มหาวิทยาลัยของรัฐต้องออกนอกระบบราชการเพราะพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ กำหนด ว่ามหาวิทยาลัยจะต้องออกนอกระบบราชการ แต่เมื่อไปพิจารณาพระราชบัญญัติการศึกษา แห่งชาติแล้วจะเห็นว่า กฎหมายมิได้เขียนบังคับให้มหาวิทยาลัยที่เป็นสถานศึกษาของรัฐต้องออกไปนอก ระบบราชการแต่อย่างใด แต่เขียนไว้ในมาตรา 36 ว่าให้สถานศึกษาที่จัดการศึกษาในระดับปริญญาตรี เป็นนิติบุคคลและอาจเป็นส่วนราชการ หรือเป็นหน่วยงานในกำกับของรัฐก็ได้ และได้มีการกล่าวอ้าง กันว่าต้องออกนอกระบบเพราะจะได้เป็นอิสระ ซึ่งตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ ในมาตรา 36 วรรคสองก็ได้เขียนบอกไว้แล้วว่า ให้สถานศึกษา ตามมาตรา 36 นี้เป็นอิสระสามารถพัฒนา บริหาร จัดการตนเอง มีเสรีภาพทางวิชาการ ภายใต้การกำกับดูแล ตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งสถานศึกษานั้น ๆ ซึ่งอธิบายได้ว่า กฎหมายว่าด้วยการศึกษาได้รับรองไว้แล้วว่า ให้สถานศึกษาซึ่งอาจเป็นหน่วยงานของรัฐ หรือ หน่วยงานในกำกับของรัฐ มีความเป็นอิสระสามารถบริหาร จัดการตนเองได้ ซึ่งไม่จำเป็นต้องออกนอก ระบบราชการ แต่ในความเป็นจริงแล้ว แม้จะเป็นส่วนราชการอย่างในปัจจุบันนี้ ในทางปฏิบัติในเรื่อง ของวิชาการแล้ว มหาวิทยาลัยก็มีความเป็นอิสระอยู่ค่อนข้างมาก ส่วนในเรื่องอื่น ๆ แม้จะ ออกนอกระบบ ราชการแล้วและมีกฎหมายที่เขียนให้เป็นอิสระ แต่ในทางปฏิบัติอาจไม่เป็นอย่างนั้นก็ได้ ซึ่งดูได้จากในอดีต ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เคยเป็นมหาวิทยาลัยที่มีอิสระ แต่รัฐบาลในสมัยนั้นก็เข้ามาครอบงำ มหาวิทยาลัยและ ยึดความเป็นอิสระดังกล่าวไปจากมหาวิทยาลัย ก็เกิดขึ้นมาแล้ว ดังนั้น แม้กฎหมายของ มหาวิทยาลัย จะเขียนให้มี ความเป็นอิสระแต่ในทาง ปฏิบัติก็อาจมีกฎหมายอื่นที่ทำให้รัฐบาลเข้ามาครอบงำ และไม่ให้ความเป็นอิสระในบางเรื่องก็ได้

มหาวิทยาลัยในต่างประเทศ อย่างในประเทศอังกฤษ และประเทศสหรัฐอเมริกา มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง ส่วนใหญ่เป็นมหาวิทยาลัยที่ไม่ไช่มหาวิทยาลัยของรัฐ และในสองประเทศค่าใช้จ่ายในการเรียนในมหาวิทยาลัย จะสูงมาก ดังนั้น หากเราออกนอกระบบราชการแล้ว รัฐบาลสนับสนุนงบประมาณเราไม่เพียงพอ ก็มีความ กังวลว่ามหาวิทยาลัยอาจต้องเพิ่มค่าใช้จ่ายในการเรียนในมหาวิทยาลัย แล้วจะทำกันอย่างไร มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ของเรานี้ เรามีปนิธาณว่าเป็นมหาวิทยาลัยของประชาชน แต่ถ้าค่าใช้จ่ายในการเรียนใน มหาวิทยาลัยสูงมากจนคนที่มีรายได้น้อยไม่สามารถเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยได้แล้วจะเป็นอย่างไร มหาวิทยาลัย จะหารายได้จากที่ใด ซึ่งอาจทำให้มหาวิทยาลัยต้องหารายได้ในทางที่ทำให้มาตรฐานทางวิชาการลดลง เป็นปัญหาที่น่าเป็นห่วง และได้เกิดขึ้นแล้วในมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ

ดังนั้น มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถ้าจะออกนอกระบบราชการก็จะต้องรักษาเอกลักษณ์ ความเป็นธรรมศาสตร์ ของเราเอาไว้ให้ได้ แต่ในปัจจุบันนี้มหาวิทยาลัยของรัฐของประเทศก็มีอยู่สองลักษณะอยู่แล้ว ถ้าหากจะคงสองลักษณะนี้ต่อไป แต่ถ้ามหาวิทยาลัยที่มิได้เป็นส่วนราชการดีมีประสิทธิภาพจริง ก็ค่อยให้มหาวิทยาลัยของรัฐที่เป็นส่วนราชการออกนอกระบบ โดยไม่จำเป็นต้องออกนอกระบบไปในทันทีก็ได้

* ภาพรวมของร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ฉบับโคราช/2 นี้เป็นอย่างไร

ศาสตราจารย์ ดร.คณึง ฦาไชย

เมื่อนำร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ฉบับ โคราช/2 ไปเปรียบเทียบกับพระราชบัญญัติ มหาวิทยาลัยสุรนารีแล้ว มีอีกหลายเรื่องที่เหมือนกับของมหาวิทยาลัยสุรนารี และก็มีอีกที่แตกต่าง เพิ่มเติมจากของมหาวิทยาลัยสุรนารี ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีและยังได้มีการหยิบยกเอาเอกลักษณ์ของมหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ที่มีอยู่แล้วเพิ่มเติมไว้ในร่างพระราชบัญญัตินี้ด้วย เป็นการเชื่อมต่อระหว่างมหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์เก่า กับของใหม่เอาไว้ด้วยกัน ซึ่งเป็นหลักการที่ดีมาก ดังนั้น ในภาพรวมของร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้มีหลักการที่ดี มีครบถ้วนในสิ่งที่ควรจะเป็นและมีสิ่งใหม่ที่เป็นสิ่งที่ดี และเข้าใจว่าร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ได้เขียนขึ้นสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน และพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติด้วย แต่ก็ยังมีถ้อยคำที่ยังคลาดเคลื่อนไม่ตรงกันนัก ซึ่งอาจจะเป็นเพราะผู้ร่างได้พิจารณาเฉพาะของมหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ เท่านั้น ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาตินั้น ได้มีการวิพากษ์วิจารณ์กันในหม่นักกฎหมายว่า พระราชบัญญัติฉบับนี้เป็นรูปแบบกฎหมายรุ่นใหม่ ที่มีลักษณะบทบัญญัติที่มีลักษณะเป็น นามธรรม ที่อาจ เป็นเรื่องดี ที่ทำให้เห็นจิตวิญญาณของกฎหมายฉบับนั้น ซึ่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ฉบับนี้ก็นำ หลักการในรัฐธรรมนูญมาบัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติฉบับนี้ด้วย แต่เขียนไว้มากกว่าของ มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ ดังนั้น จึงขอให้ไปพิจารณาพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ และก็พิจารณา นำหลักการที่ สอดคล้องและนำมาใช้กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้มาร่างไว้ในพระราชบัญญัติ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ต่อไป

อีกประเด็นหนึ่งตามร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ยังขาดความชัดเจนในเรื่องบุคลากร ในกรณีที่เมื่อมหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์เป็นมหาวิทยาลัยนอกระบบราชการแล้ว แต่ยังคงมีข้าราชการและลูกจ้างของส่วนราชการอยู่ ก็อาจเกิดปัญหาว่าข้าราชการและลูกจ้างประจำ นั้นจะสังกัดอยู่ในส่วนราชการใด ปัญหาความชัดเจน นี้อาจก่อให้เกิดปัญหาในเรื่องที่กำหนดให้เจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัยมีฐานะเป็นข้าราชการตามกฎหมาย ว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญของข้าราชการ หรือตามกฎหมายว่าด้วยเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ซึ่งน่าที่จะ ทำให้เกิดความชัดเจนในประเด็นดังกล่าวไว้ในพระราชบัญญัตินี้เลย เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา ในทางปฏิบัติ ที่จะมีตามมา

ศาสตราจารย์ โสภณ รัตนากร

เมื่อได้อ่านข้อเขียนที่ท่านรองศาสตราจารย์ ดร.กำชัย จงจักรพันธ์ ได้สรุปปัญหาข้อควรพิจารณาในการออกนอก
ระบบราชการของมหาวิทยาลัย ซึ่งมีอยู่ 8 ข้อดังนี้

    1. ของเดิมในราคาที่แพงขึ้น
    2. วิชา คณะ สำนัก สถาบัน ที่ไม่อาจหารายได้จะลดความสำคัญลง
    3. ค่าหน่วยกิตแพงขึ้น ประชาชนผู้ยากไร้อาจสูญเสียโอกาสที่จะได้เรียนในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
    4. มหาวิทยาลัยจะสามารถพึ่งพาตนเองได้หรือไม่
    5. คนดีคนเก่งไม่อยู่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไม่เข้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
    6. เมื่อต้องพึ่งพาตนเอง จะรักษามาตรฐานทางวิชาการไว้ได้หรือไม่
    7. คุณภาพของผู้ที่จบจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จะมีความรู้ มีคุณธรรม และนำความรู้ไปปฏิบัติงานได้หรือไม่ และสามารถที่จะแข่งขันได้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ
    8. ไม่มีการใช้ระบบประเมินที่มีประสิทธิภาพและเป็นธรรม

เมื่อศึกษาร่างพระราชบัญญัติแล้วเห็นว่าคงไม่สามารถแก้ปัญหาทั้งหมดนี้ได้ แต่ที่น่าจะกล่าวถึงเรื่องใหญ่ก็คือ เรื่องความเป็นอิสระซึ่งต้องพิจารณาในมาตรา 20 เรื่ององค์ประกอบสภามหาวิทยาลัย ซึ่งสภามหาวิทยาลัยจะ มีอำนาจกว้างขวางและน่ามีอิสระพอสมควร และในเรื่องสถานภาพของข้าราชการ พนักงาน เท่าที่ศึกษาในร่าง พระราชบัญญัติของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ จะเห็นว่ามีอยู่สามลักษณะ คือ ลักษณะที่หนึ่งบังคับให้ต้องออกนอก ระบบทันที ลักษณะไม่บังคับให้เป็นไปตามความสมัครใจแต่ภายในกำหนดเวลา ลักษณะที่สามไม่บังคับว่า ต้องออกนอกระบบจะขอเป็นข้าราชการอยู่ตลอดไปก็ได้ ซึ่งคงต้องไปพิจารณาดูว่าจะเลือกเป็นอย่างไร

ในเรื่องรายได้ของมหาวิทยาลัย ในมาตรา 11 และมาตรา 12 ที่เห็นความก้าวหน้าอย่างมากก็คือ เรื่องรายได้ ที่เกิดจากการดำเนินธุรกิจ ซึ่งเป็นเรื่องที่ก้าวหน้าอย่างมาก และมีเรื่องการให้สามารถกู้เงิน เป็นเรื่องที่น่า เป็นห่วงอย่างมากแต่จะขอพูดในภายหลัง และในมาตรา 13 ที่กำหนดว่าทรัพย์สินของมหาวิทยาลัย ไม่ตกอยู่ภายใต้การบังคับคดี ไม่สามารถยกอายุความมายันมหาวิทยาลัยได้ ซึ่งเป็นห่วงว่าเขียนไว้แล้ว จะมีประโยชน์ มีโทษหรือไม่ เพราะมหาวิทยาลัยสามารถที่จะทำธุรกิจรายได้ได้แต่ ถ้ามีบทบัญญัติไว้อย่างนี้ จะมีใครมาทำธุรกิจด้วย เพราะหากมหาวิทยาลัยผิดสัญญา ก็ไม่สามารถบังคับคดียึดทรัพย์สินมาชำระหนี้ได้ แต่ในทางปฏิบัติที่ผ่านมา แม้จะมีบทบัญญัติในลักษณะนี้ในกฎหมายหลายฉบับ ส่วนราชการก็ยอมปฏิบัติ ตามคำพิพากษาของศาลโดยไม่ต้องดำเนินการบังคับคดีอยู่แล้ว ดังนั้นการเขียนไว้อย่างนี้น่าจะไม่มี ประโยชน์อย่างไร

* พิจารณาร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ฉบับโคราช/2) เรียงตามมาตรา

ศาสตราจารย์ ดร.คณึง ฦาไชย

หรือใช้คำอื่นที่มีความหมายใกล้เคียงกัน เพื่อเป็นการให้เกียรติ ให้ความสำคัญแก่ผู้ที่มาทำหน้าที่ผู้บริหาร ใกล้เคียงกับคณาจารย์ และ "เจ้าหน้าที่ช่วยผู้บริหาร

และในเรื่องหลักเกณฑ์สำคัญของเจ้าหน้าที่ที่จะต้องการออกนอกระบบ เช่นเรื่องสถานะ หน้าที่ อัตราเงินเดือน เป็นต้น ควรจะบัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้ด้วย มิใช่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติ เพียงแค่ให้ไปออกเป็น ข้อบังคับมหาวิทยาลัยเท่านั้น เพื่อให้เกิดความชัดเจน และเป็นหลักประกันแก่เจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัย

หรือ "พนักงาน ก็ควรให้บัญญัติไว้เหมือนกัน เพื่อเพิ่มน้ำหนักความเชื่อถือในขั้นตอนการดำเนินการจัดทำ กฎหมาย และเป็นการสร้างมาตรฐานให้มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐเป็นมาตรฐานเดียวกัน ก็จะเกิดความเข้าใจ แก่หน่วยงานข้างนอกที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องว่าเขาควรปฏิบัติต่อมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐอย่างไร

ในเรื่องเครื่องราชอิสริยาภรณ์ และ เรื่องกองทุนบำเหน็จบำนาญ ที่ตามร่างพระราชบัญญัตินี้เขียนไว้ว่า ให้ถือเจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัยเป็นข้าราชการตามกฎหมายว่าด้วยเครื่องราชอิสริยาภรณ์ หรือว่าด้วยกองทุน บำเหน็จบำนาญข้าราชการ หากเป็นไปตามบทบัญญัตินี้จะเกิดความไม่เท่าเทียมกันกับมหาวิทยาลัยที่ออก นอกระบบอยู่แล้ว เช่น มหาวิทยาลัยสุรนารี มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ที่ไม่ได้รับสิทธิดังกล่าว แต่ควรเขียน ให้ผู้ที่เป็นข้าราชการอยู่แต่ต้องออกไปเป็นบุคลากรนอกระบบ เท่านั้นที่ได้รับสิทธิดังกล่าว ไม่รวมถึง
เจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยที่เข้ามาใหม่ และมหาวิทยาลัยทุกแห่งก็ควรเขียนให้เหมือนกัน เพื่อเป็นน้ำหนัก ความเชื่อถือและไม่ถูกตัดออกไปในขั้นตอนการจัดทำกฎหมาย

ศาสตราจารย์ โสภณ รัตนากร

ในภาพรวมของร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ฉบับนี้ แม้ว่าจะเขียนไว้อย่างดี และได้รับ การยอมรับประกาศใช้เป็นกฎหมายสมบูรณ์แล้ว แต่ก็คงไม่สามารถแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องได้ เพราะก็ยังมีกฎหมายอื่น ระเบียบราชการ หลักเกณฑ์ หรือขั้นตอนการปฏิบัติของราชการ อื่น ๆ ที่จะต้อง ได้รับการแก้ไขให้สอดคล้องกับการเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐบาล จึงมีความข้องใจว่า ทำไมรัฐบาล จึงปล่อยมหาวิทยาลัยแต่ละมหาวิทยาลัยไปดำเนินการแก้ไขปัญหากันโดยลำพัง ทั้งที่ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมานั้นเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมาทั้งระบบ ซึ่งมหาวิทยาลัยควรที่ร่วมมือกันแก้ไขปัญหาต่าง ๆ นั้น โดยอาจไปออกเป็นพระราชบัญญัติรวมกันในหลักการและที่เป็นปัญหารวมกัน ส่วนในเรื่องที่เป็นลักษณะ เฉพาะของแต่ละมหาวิทยาลัย ก็ให้ไปออกเป็นพระราชบัญญัติของแต่ละมหาวิทยาลัยไป

ในรายมาตรานั้นขอพูดถึงมาตรา 11 และมาตรา 12 ของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ที่ เป็นเรื่องรายได้ ของมหาวิทยาลัย ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่เป็นหัวใจของมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐบาล

ในมาตรา 11 อนุมาตรา 5 นั้นไม่มีข้อจำกัดอำนาจหน้าที่ตามอนุมาตรานี้ไว้เลย ยกตัวอย่างเช่น ของ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงมีการกำหนดวงเงินในการกู้ไว้หากกู้ในวงเงินหนึ่งต้องได้รับความเห็นชอบ
จากสภามหาวิทยาลัย ถ้ามากขึ้นต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรี หากสูงขึ้นอีกต้องได้รับความเห็นชอบ จากคณะรัฐมนตรี เป็นต้น แต่ถ้าเห็นว่าต้องการให้มีอิสระเต็มที่ก็ไม่ต้องเขียนในลักษณะนี้ไว้

และในอนุมาตรา 5 ที่เขียนให้สามารถจัดตั้งองค์กรที่เป็นนิติบุคคล และในอนุมาตรา 7 ให้ถือหุ้นและ เข้าไป ร่วมลงทุนในกิจการกับบุคคลอื่น เพื่อประโยชน์แก่กิจการของมหาวิทยาลัย ถือว่าเป็นการเขียน ที่ก้าวหน้ามาก และยังไม่เห็นในร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยอื่น ๆ แต่ในตอนปฏิบัติจะต้องไม่ลืมว่า จะต้องทำภายใน วัตถุประสงค์ของมหาวิทยาลัยตามมาตรา 7 เท่านั้น มิฉะนั้น นิติกรรมที่ทำอาจเป็นโมฆะก็ได้

ในมาตรา 12 มีข้อสังเกตว่า ตามร่างพระราชบัญญัตินี้กำหนดให้รัฐบาลจัดสรรเงินอุดหนุน ให้แก่ มหาวิทยาลัยโดยการเสนอแนะของกระทรวงการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เป็นจำนวนที่เพียงพอ ต่อค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของมหาวิทยาลัย และการพัฒนาอุดมศึกษา ที่อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงปัญหาจะเกิดว่าจำนวนเท่าใดจึงจะเพียงพอหรือจำเป็น ใครจะเป็น คนวินิจฉัย และในส่วนของเงินอุดหนุนการวิจัยตามร่างพระราชบัญญัตินี้ ให้รัฐบาล จัดสรรให้เพียงพอ ต่อการค้นคว้าวิจัย ก็จะเกิดปัญหาเช่นเดียวกันกับเงินอุดหนุนทั่วไป ดังนั้น ในที่สุดก็จะต้องมีการวิ่งเต้น และ ขอความกรุณาจากรัฐบาลให้จัดสรรเงินงบประมาณให้แก่มหาวิทยาลัยตามความต้องการของมหาวิทยาลัย หรือจำนวนใกล้เคียง จึงอาจทำให้การเป็นอิสระของมหาวิทยาลัยจะไม่สัมฤทธิ์ผล

ในมาตราที่เกี่ยวกับรายได้ของมหาวิทยาลัยที่ออกนอกระบบแล้ว หลายมหาวิทยาลัยมีเขียนเป็นวรรคสุดท้าย ไว้ใน พระราชบัญญัติว่า "ในกรณีที่รายได้ของมหาวิทยาลัยไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่าย ในการดำเนินการของ มหาวิทยาลัย และค่าภาระต่าง ๆ ที่เหมาะสม และมหาวิทยาลัยไม่สามารถหาเงินจากแหล่งอื่นได้ ให้รัฐบาล จัดสรรเงินให้แก่ มหาวิทยาลัยเท่าจำนวนที่จำเป็น ซึ่งน่าจะร่างไว้ในพระราชบัญญัตินี้ด้วยจะเป็นประโยชน์ยิ่ง

รองศาสตราจารย์ ดร. กำชัย จงจักรพันธ์ ชี้แจงตอบข้อสงสัยของวิทยากร

ในประเด็นตามมาตรา 16 นั้นหมายถึงผู้ที่เป็นข้าราชการแล้วเปลี่ยนสถานภาพเป็นเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัย และเป็นเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยที่เข้ามาหรือจะเข้ามาใหม่ด้วย โดยมีที่มาเป็นเหตุผลสนับสนุนว่าเป็นนโยบาย ของรัฐบาลที่ให้ไว้ต่อที่ประชุมอธิการบดี ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้กล่าวไว้ว่าแม้มหาวิทยาลัยจะออกนอกระบบ ราชการ แต่มหาวิทยาลัยก็ยังคงเป็นหน่วยงานของรัฐบาลประเภทหนึ่ง และเจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัย ก็ยังคงทำงานให้ภาครัฐอยู่ ดังนั้น จึงไม่มีเหตุผลใดที่จะไม่ให้เครื่องราชอิสริยาภรณ์แก่เจ้าหน้าที่ของ มหาวิทยาลัย

ศาสตราจารย์ โสภณ รัตนากร

ในเรื่องเงินอุดหนุนทั่วไปซึ่งได้กล่าวไว้ในตอนต้นว่า ยังมิได้เขียนไว้อย่างชัดเจนเพียงพอนั้น ได้มีหนังสือของ สำนักงานเลขาธิการสำนักนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 22 มีนาคม 2543 ถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แจ้งมติคณะรัฐมนตรี มีสาระสำคัญที่เกี่ยวกับเงินอุดหนุนสำหรับมหาวิทยาลัยนอกระบบราชการว่า งบประมาณดำเนินการซึ่งขอกำหนดวงเงินค่าใช้จ่ายต่อหัวที่แตกต่างกันในแต่ละสาขาวิชา และระดับการศึกษา โดยระยะแรกให้จัดสรรงบประมาณในการดำเนินการเพิ่มร้อยละสิบเป็นเกณฑ์ และจัดสรรงบประมาณในหมวด เงินเดือนเพิ่มร้อยละ60 จากอัตราเงินเดือนปัจจุบันของข้าราชการ ถ้าผู้นั้นผ่านการประเมินเข้าสู่ระบบใหม่ ซึ่งเป็นข้อความที่ชัดเจน แต่ก็ไม่เห็นว่ามีการเขียนไว้ในร่างพระราชบัญญัตินี้ จึงจะเป็นการดีหากเรากำหนด เรื่องในลักษณะนี้ไว้ในพระราชบัญญัติด้วย

คำถามจากผู้เข้ารับฟังการอภิปราย

: หากเกิดกรณี ที่มีการร่างข้อบังคับและข้อกำหนด ซึ่งเป็นกฎหมายลูกของพระราชบัญญัติ แตกต่างจากบทบัญญัติของร่างพระราชบัญญัติ มหาวิทยาลัยควรดำเนินการในเรื่องนี้อย่างไร

ศาสตราจารย์ ดร.คณึง ฦาไชย

ช่วงแรกจะเป็นเรื่องที่เป็นหัวเลี้ยวข้อต่อ ก็จะมีข้อบังคับหรือข้อกำหนด ใน 3 ลักษณะ คือข้อบังคับเดิม ข้อบังคับใหม่ และถ้าจำเป็น ก็จะต้องออกข้อบังคับหรือข้อกำหนด โดยคำนึงว่าเป็นการออกในช่วงของ ความเปลี่ยนแปลง เพื่อให้เหมาะสม โดยกำหนดว่าให้ใช้ข้อบังคับเดิมไปพลางก่อน

ศาสตราจารย์ โสภณ รัตนากร

กฎหมายลูกต้องออกให้สอดคล้องกับกฎหมายแม่ เพราะต้องอาศัยกฎหมายแม่ และโดยปกติกฎหมายลูก จะออกได้เมื่อมีกฎหมายแม่แล้ว เว้นแต่จะมีความจำเป็นก็อาจมีการยกร่างไปพร้อม ๆ กัน แต่ก็อาจมีปัญหาว่า เมื่อไปยกเลิกกฎหมายเดิมที่เป็นกฎหมายแม่แล้ว กฎหมายลูกที่ออกโดยอาศัยกฎหมายแม่นั้นก็จะสิ้นผลไปด้วย ซึ่งก็จะมีการแก้ไขปัญหานี้ โดยไปกำหนดไว้ในบทเฉพาะกาลของกฎหมายใหม่ ให้ใช้กฎหมายลูกของ กฎหมายเดิม ที่ไม่ขัดกับกฎหมายใหม่ ไปพลางก่อนจนกว่าจะมีกฎหมายลูกตามกฎหมายใหม่ออกมา

: จะนำเอาพระราชบัญญัติองค์การมหาชนอิสระที่มีอยู่แล้วมาใช้กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้หรือไม่อย่างไร

ศาสตราจารย์ ดร.คณึง ฦาไชย

ตามความเข้าใจแล้ว องค์การมหาชนเกิดขึ้นเพื่อที่จะลดขนาดของส่วนราชการให้เล็กลง จึงได้พิจารณากันว่า หน่วยงานใดของรัฐที่ใช้อำนาจรัฐแท้ก็ยังคงเป็นส่วนราชการอยู่ต่อไป แต่หน่วยงานใดที่เป็นกิจการของรัฐ ในเชิงบริการสาธารณ ะแต่ว่ารัฐจะต้องดูแลโดยใกล้ชิดก็ให้เป็นองค์การมหาชนอิสระ เพื่อให้มีความคล่องตัว ในการให้บริการ หน่วยงานของรัฐประเภทนี้เช่นกรณีโรงพยาบาลของรัฐ และตามพระราชบัญญัติ องค์การมหาชนอิสระ การเปลี่ยนส่วนราชการให้เป็นองค์การมหาชนอิสระจะทำได้โดยออกเป็นพระราชกฤษฎีกา ซึ่งถ้าหากมหาวิทยาลัยเห็นว่าหลักการตามพระราชบัญญัติองค์การมหาชนอิสระดีก็นำมาบัญญัติไว้ใน พระราชบัญญัตินี้ได้ แต่ไม่จำเป็นที่จะยึดพระราชบัญญัติองค์การมหาชนนี้เป็นแบบเสมอไป

ศาสตราจารย์ โสภณ รัตนากร

พระราชบัญญัติองค์การมหาชนอิสระ เป็นกฎหมายแม่บทสำหรับองค์การมหาชนอิสระโดยทั่วไป แต่สำหรับ มหาวิทยาลัยมีลักษณะเฉพาะ ก็สามารถบัญญัติอะไรที่แตกต่างจากพระราชบัญญัติองค์การมหาชนอิสระก็ได้

: มีความเป็นไปได้หรือไม่ที่จะเปลี่ยนชื่อมหาวิทยาลัย เป็นมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง ซึ่งเป็นชื่อดั่งเดิม

รองศาสตราจารย์ ดร. กำชัย จงจักรพันธ์

ในชั้นคณะกรรมการจัดทำร่างพระราชบัญญัตินี้ก็ได้มีการพิจารณาประเด็นนี้เหมือนกัน แต่ก็ได้เห็นว่าเนื่องจาก ขณะนี้ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงหลายสิ่งหลายอย่างแตกต่างไปจากเดิมมาก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็มิได้ เปิดสอนเฉพาะวิชาในสายสังคมศาสตร์เท่านั้น แต่ได้ทำการเปิดสอนในสายวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีด้วย ดังนั้น ชื่อ ธรรมศาสตร์และการเมือง อาจจะไม่คลอบคลุมคณะที่ทำการสอนในสายวิทยาศาสตร์ และ เทคโนโลยีก็ได้ และในปัจจุบันนี้ ชื่อมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็เป็นที่รู้จักและยอมรับกันทั้งในและต่างประเทศ แต่ถ้าหากต้องเปลี่ยนไปใช้ชื่ออื่นก็อาจทำให้สับสนได้ และประการสุดท้าย การที่มหาวิทยาลัยจะมีความ เป็นอิสระ สามารถชี้นำสังคมไปในแนวทางที่ถูกต้องได้ นั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับชื่อที่ใช้เรียกขาน แต่ขึ้นอยู่กับนโยบาย แนวทาง และวิธีปฏิบัติของมหาวิทยาลัยและคนในประชาคมธรรมศาสตร์มากกว่า

ศาสตราจารย์ โสภณ รัตนากร

โดยส่วนตัวไม่ได้ติดใจ และเห็นว่าไม่จำเป็นที่ที่จะต้องกลับไปใช้ชื่อเดิม เพราะแม้จะกลับไปใช้ชื่อเดิม ประชาชนทั่วไปก็คงจะเรียก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อยู่เหมือนเดิม เพราะคุ้นเคยกับชื่อนี้มานานแล้ว

: ในคณะกรรมการอุทธรณ์และร้องทุกข์ประจำมหาวิทยาลัย ควรมีกรรมการซึ่งมาจากผู้บริหารหรือไม่

ศาสตราจารย์ ดร.คณึง ฦาไชย

เมื่อดูองค์ประกอบของคณะกรรมการอุทธรณ์และร้องทุกข์ ตามร่างพระราชบัญญัตินี้แล้ว เห็นว่ามีกรรมการ ที่มาจากผู้บริหารเพียง 2 คน ซึ่งยังเป็นเสียงข้างน้อย และการมีผู้บริหารไว้ในคณะกรรมการชุดนี้ ก็มีข้อดี ในแง่ที่ผู้บริหารสามารถที่ให้ข้อมูลภายในแก่กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้ทราบข้อเท็จจริง และจำนวน 2 ใน 8 คนนั้นก็เป็นจำนวนที่เหมาะสมดีแล้ว

ศาสตราจารย์ โสภณ รัตนากร

ดูจากองค์ประกอบของคณะกรรมการอุทธรณ์และร้องทุกข์ มีประธานกรรมการ ซึ่งเป็นกรรมการสภา มหาวิทยาลัย ผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นบุคคลภายนอกอีก 2 คน รวมบุคคลภายนอกจำนวน 3 คน มีกรรมการที่มาจากผู้บริหาร จำนวน 2 คน และกรรมการที่เป็นตัวแทน จากอาจารย์และเจ้าหน้าที่ จำนวน 2 คน คิดว่าองค์ประกอบนี้เหมาะสมดีแล้ว ส่วนกรรมการที่มาจากผู้บริหาร นั้นมีความจำเป็นที่จะต้องมีไว้ เพื่อเขาจะได้ชี้แจงข้อมูลภายในให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิทราบ และก็มีตัวแทน คณาจารย์และเจ้าหน้าที่ที่จะคานอำนาจของผู้บริหารได้อยู่แล้ว

* วิทยากรกล่าวสรุปการอภิปราย

ศาสตราจารย์ ดร.คณึง ฦาไชย

กล่าวโดยสรุป ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เป็นร่างพระราชบัญญัติของมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐที่ดีฉบับหนึ่ง

ศาสตราจารย์ โสภณ รัตนากร

เมื่อดูร่างพระราชบัญญัตินี้แล้ว คิดว่าผู้ร่างได้นำเอาพระราชบัญญัติของเก่า และร่างพระราชบัญญัติของ มหาวิทยาลัยอื่น ๆ มาเปรียบเทียบแล้ว และพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็มิได้ตอบปัญหาและ แก้ไขปัญหาได้ทุกเรื่อง ดังนั้น ก็คงเป็นเรื่องที่มหาวิทยาลัยจะต้องพิจารณาแก้ไขปัญหากันต่อไป และจะออก นอกระบบอย่างไรที่จะคงรักษาเอกลักษณ์ที่ดีของมหาวิทยาลัยเอาไว้ให้ได้

[ ไปหน้าแรก ]