- ร่าง -
ข้อบังคับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ว่าด้วยการอุทธรณ์และร้องทุกข์ของเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัย พ.ศ............

 

         โดยที่เป็นการสมควรกำหนดให้มีข้อบังคับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ว่าด้วยการอุทธรณ์และร้องทุกข์ของเจ้าหน้าที่ มหาวิทยาลัย พ.ศ.254
         อาศัยอำนาจตามความในมาตรา......... แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ.254......... สภามหาวิทยาลัยจึงตราข้อบังคับไว้ดังต่อไปนี้
         ข้อ 1 ข้อบังคับนี้เรียกว่า "ข้อบังคับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ว่าด้วยการอุทธรณ์และร้องทุกข์ของเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัย พ.ศ.254......... "
         ข้อ 2 ข้อบังคับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
         ข้อ 3 บรรดาข้อบังคับ ข้อกำหนด ระเบียบ ประกาศหรืออื่น ๆ ซึ่งขัดหรือแย้งกับข้อบังคับนี้ ให้ใช้ข้อบังคับนี้แทน
         ข้อ 4 ในข้อบังคับนี้
         "มหาวิทยาลัย" หมายความว่า มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ.254
         "คณะกรรมการ" หมายความว่า คณะกรรมการอุทธรณ์และร้องทุกข์ประจำมหาวิทยาลัย
         "เจ้าหน้าที่" หมายความว่า เจ้าหน้าที่และลูกจ้างของมหาวิทยาลัย
         ข้อ 5 ข้อบังคับนี้ให้ใช้บังคับกับเจ้าหน้าที่
         ข้อ 6 การนับระยะเวลาตามข้อบังคับนี้ ถ้าวันสุดท้ายแห่งระยะเวลาตรงกับวันหยุดราชการ ให้นับวันเริ่มเปิดทำการใหม่เป็นวันสุดท้ายแห่งระยะเวลานั้น
         ข้อ 7 ให้อธิการบดีเป็นผู้รักษาการตามข้อบังคับนี้

 
หมวด 1
บททั่วไป

 

ข้อ 5 ในข้อบังคับนี้
"มหาวิทยาลัย" หมายความว่า มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
"สภามหาวิทยาลัย" หมายความว่า สภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
"สภาเจ้าหน้าที่" หมายความว่า สภาเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
"สภาข้าราชการ" หมายความว่า สภาข้าราชการมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
"เจ้าหน้าที่" หมายความว่า เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
หมายความรวมถึงข้าราชการและลูกจ้าง ที่ปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยกเว้นคณาจารย์ประจำ ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
"ข้าราชการ"หมายความว่าข้าราชการสาย ข ค ที่ปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
"ลูกจ้าง" หมายความว่า ลูกจ้างประจำที่ได้รับเงินค่าจ้างในหมวดเงินเดือนและค่าจ้างจากงบประมาณแผ่นดิน

          ข้อ 6 เจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัย มีสิทธิเลือกตั้งและสมัครรับเลือกตั้งเป็นกรรมการสภาเจ้าหน้าที่หลักเกณฑ์และวิธีการ เลือกตั้งกรรมการสภาเจ้าหน้าที่ให้เป็นไปตามระเบียบที่สภามหาวิทยาลัยกำหนด

 
หมวด 2
การอุทธรณ์
 

          ข้อ 10 เจ้าหน้าที่ผู้ใดถูกลงโทษทางวินัยผู้นั้นมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัยนั้นได้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการ ที่กำหนดไว้ในหมวดนี้
          การพิจารณาอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดไว้ในหมวดนี้เช่นเดียวกัน
          ข้อ 11 ผู้จะอุทธรณ์มีสิทธิขอคัดรายงานการสอบสวนจากผู้สอบสวนหรือขอตรวจหรือคัดบันทึกถ้อยคำบุคคล พยานหลักฐานอื่น หรือเอกสารที่เกี่ยวข้องได้ตามกฎหมายข้อมูลข่าวสารของทางราชการ
          ข้อ 12 การอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัยให้กระทำภายในสามสิบวันนับถัดจากวันทราบคำสั่งลงโทษ
          ข้อ 13 การอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย หรืออุทธรณ์ผลการพิจารณาของคณะกรรมการ ให้กระทำได้ สำหรับตนเองเท่านั้น จะอุทธรณ์แทนผู้อื่นหรือมอบหมายให้ผู้อื่นอุทธรณ์แทนไม่ได้
          ข้อ 14 การอุทธรณ์ต้องทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อของผู้อุทธรณ์ถึงประธานคณะกรรมการโดยมีรายละเอียด อย่างน้อยดังต่อไปนี้

  1. ข้อเท็จจริงของปัญหานั้น
  2. เหตุผลที่แสดงให้เห็นว่าปัญหานั้นกระทำให้ผู้อุทธรณ์ถูกลงโทษทางวินัยไม่ถูกต้อง และ/หรือไม่เหมาะสมอย่างไร
  3. ความประสงค์ที่ขออุทธรณ์

          ผู้อุทธรณ์จะระบุความประสงค์ที่จะขอชี้แจงด้วยวาจาในชั้นพิจารณาด้วยก็ได้ และให้เป็นดุลยพินิจของ คณะกรรมการที่จะอนุญาตให้ผู้อุทธรณ์เข้าชี้แจงในชั้นพิจารณา
          ข้อ 15 นับตั้งแต่วันที่ได้รับหนังสืออุทธรณ์ ให้คณะกรรมการพิจารณาความสมบูรณ์ของการอุทธรณ์ตามข้อ 14 ให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวัน
          ข้อ 16 อุทธรณ์ใดที่คณะกรรมการไม่รับไว้พิจารณา ให้คณะกรรมการมีหนังสือแจ้งผู้อุทธรณ์ทราบโดยเร็ว
ผู้อุทธรณ์มีสิทธิยื่นอุทธรณ์ผลการไม่รับพิจารณาของคณะกรรมการ ตามความในวรรคก่อนต่อนายกสภามหาวิทยาลัย ได้ภายในสามสิบวันนับถัดจากวันที่ลงลายมือชื่อทราบผล และให้นำความในข้อ 19 วรรคสองและสามมาใช้บังคับโดย อนุโลม ผลการพิจารณาของนายกสภามหาวิทยาลัยให้ถือเป็นที่สุด
          ข้อ 17 ผู้อุทธรณ์มีสิทธิคัดค้านกรรมการอุทธรณ์และร้องทุกข์ประจำมหาวิทยาลัย ถ้าผู้นั้นมีเหตุอย่างหนึ่ง อย่างใดดังต่อไปนี้

    1. รู้เห็นเหตุการณ์ในการกระทำผิดวินัยที่ผู้อุทธรณ์ถูกลงโทษ
    2. มีส่วนได้เสียในการกระทำผิดวินัยที่ผู้อุทธรณ์ถูกลงโทษ
    3. มีสาเหตุโกรธเคืองผู้อุทธรณ์
    4. เป็นผู้กล่าวหาหรือเป็นผู้บังคับบัญชาผู้สั่งลงโทษหรือเป็นคู่สมรส บุพการีผู้สืบสันดาน หรือพี่น้องร่วม บิดามารดา หรือร่วมบิดาหรือมารดากับผู้กล่าวหาหรือผู้บังคับบัญชาผู้สั่งลงโทษ

          การคัดค้านนั้นต้องแสดงข้อเท็จจริงที่เป็นเหตุแห่งการคัดค้านเป็นหนังสือก่อนการเริ่มพิจารณาอุทธรณ์ครั้งแรก ของคณะกรรมการที่ถูกคัดค้าน
          เมื่อมีการคัดค้านตามวรรคก่อน กรรมการผู้นั้นจะถอนตัวไม่ร่วมพิจารณาอุทธรณ์นั้นก็ได้ แต่ถ้ากรรมการผู้นั้นมิได้ ถอนตัว ให้ประธานคณะกรรมการพิจารณาข้อเท็จจริงที่คัดค้าน หากเห็นว่าข้อเท็จจริงนั้นน่าเชื่อถือให้แจ้งกรรมการทราบ และมิให้ร่วมพิจารณาอุทธรณ์นั้น เว้นแต่ประธานคณะกรรมการพิจารณาเห็นว่าการให้กรรมการผู้ถูกคัดค้านนั้น จะเป็น ประโยชน์ยิ่งกว่า จะอนุญาตให้กรรมการผู้นั้นร่วมพิจารณาอุทธรณ์ต่อไปก็ได้

          กรณีตาม (4) ห้ามกรรมการผู้นั้นร่วมพิจารณาอุทธรณ์
          ข้อ 18 ระหว่างการพิจารณาอุทธรณ์ ผู้อุทธรณ์หรือผู้มีส่วนได้เสียหรือบุคคลใดจะยื่นหนังสือแสดงข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานใหม่ต่อคณะกรรมการ เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาอุทธรณ์ก็ได้
          ข้อ 19 การนับระยะเวลาอุทธรณ์ ให้ถือวันที่ผู้ถูกลงโทษทางวินัยลงลายมือชื่อรับทราบคำสั่งลงโทษ เป็นวันทราบ คำสั่งลงโทษ

           ถ้าผู้ถูกลงโทษไม่ยอมลงลายมือชื่อรับทราบคำสั่งลงโทษ และมีการแจ้งคำสั่งลงโทษให้ผู้ถูกลงโทษทราบ กับมอบสำเนาคำสั่งลงโทษให้ผู้ถูกลงโทษ แล้วทำบันทึกลงวันเดือนปี เวลา และสถานที่ที่แจ้ง และลงลายมือชื่อผู้แจ้ง พร้อมทั้ง พยานรู้เห็นไว้เป็นหลักฐานแล้ว ให้ถือวันที่แจ้งนั้นเป็นวันทราบคำสั่งลงโทษ

          ถ้าไม่อาจแจ้งให้ผู้ถูกลงโทษลงลายมือชื่อรับทราบคำสั่งลงโทษได้โดยตรงและได้แจ้งเป็นหนังสือส่งสำเนาคำสั่ง ลงโทษ ทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับไปให้ผู้ถูกลงโทษ ณ ที่อยู่ของผู้ถูกลงโทษซึ่งปรากฏตามหลักฐานของทางราชการ โดยส่งสำเนาคำสั่งลงโทษไปให้สองฉบับเพื่อให้ผู้ถูกลงโทษเก็บไว้หนึ่งฉบับ และให้ผู้ถูกลงโทษลงลายมือชื่อ และวันเดือน ปี ที่ รับทราบคำสั่งลงโทษส่งกลับคืนมาเพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐานหนึ่งฉบับ ในกรณีเช่นนี้ เมื่อล่วงพ้นสามสิบวันนับแต่วันที่ ปรากฏ ในใบตอบรับทางไปรษณีย์ลงทะเบียนว่า ผู้ถูกลงโทษได้รับเอกสารดังกล่าวหรือมีผู้รับแทนแล้ว แม้ยังไม่ได้รับ สำเนาคำสั่ง ลงโทษฉบับที่ให้ผู้ถูกลงโทษลงลายมือชื่อ และวันเดือนปีที่รับทราบคำสั่งลงโทษกลับคืนมา ให้ถือว่าผู้ถูก ลงโทษได้ทราบ คำสั่งลงโทษแล้ว

          ข้อ 20 ผู้อุทธรณ์จะขอถอนอุทธรณ์ก่อนการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์เสร็จสิ้นโดยทำเป็นหนังสือถึงประธานคณะ กรรมการก็ได้ เมื่อถอนอุทธรณ์แล้วการพิจารณาอุทธรณ์ให้เป็นอันระงับ
          ข้อ 21 การพิจารณาอุทธรณ์ของคณะกรรมการในกรณีมีความจำเป็นและสมควรอาจขอเอกสาร และหลักฐานที่ เกี่ยวข้องเพิ่มเติม รวมทั้งคำชี้แจงจากหน่วยราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานอื่นของรัฐ ห้างหุ้นส่วน บริษัท หรือบุคคลใด ๆ หรือขอให้ผู้แทนหน่วยราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานอื่นของรัฐ ห้างหุ้นส่วน บริษัท ข้าราชการ หรือบุคคลใด ๆ มาให้ ถ้อยคำหรือชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อประกอบการพิจารณาได้
          ข้อ 22 ในกรณีที่มีผู้ถูกลงโทษทางวินัยในความผิดที่ได้กระทำร่วมกัน และเป็นความผิดในเรื่องเดียวกันโดยมี พฤติการณ์แห่งการกระทำอย่างเดียวกัน เมื่อผู้ถูกลงโทษคนใดคนหนึ่งใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งลงโทษดังกล่าว และผลการ พิจารณาเป็นคุณแก่ผู้อุทธรณ์ แม้ผู้ถูกลงโทษคนอื่นจะไม่ได้ใช้สิทธิอุทธรณ์ หากพฤติการณ์ของผู้ไม่ได้ใช้สิทธิอุทธรณ์ เป็นเหตุในลักษณะคดีอันเป็นเหตุเดียวกับกรณีของผู้อุทธรณ์แล้ว ให้มีมติให้ผู้ที่ไม่ได้ใช้สิทธิอุทธรณ์ได้รับการพิจารณา การลงโทษให้มีผลในทางที่เป็นคุณเช่นเดียวกับผู้อุทธรณ์ด้วย
          ข้อ 23 นับตั้งแต่วันที่ได้รับหนังสืออุทธรณ์ ให้คณะกรรมการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ให้แล้วเสร็จภายในหกสิบวัน
กรณีที่ไม่สามารถพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ได้ทันภายในกำหนดและมีเหตุจำเป็นอย่างยิ่ง ให้ขออนุมัติขยายเวลาต่อนายก สภามหาวิทยาลัยได้อีกครั้งละไม่เกินหกสิบวัน
          ข้อ 24 เมื่อคณะกรรมการได้พิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์แล้ว

    1. ถ้าเห็นว่าการสั่งลงโทษถูกต้องและเหมาะสมกับความผิดแล้ว ให้มีมติยกอุทธรณ์
    2. ถ้าเห็นว่าการสั่งลงโทษไม่ถูกต้องและ/หรือไม่เหมาะสมกับความผิดประการใด

       ให้มีมติแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องและเหมาะสม

          ข้อ 25 ผลการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการ

    1. ถ้าผลการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัยอย่างไม่ร้ายแรง มีมติไม่เพิ่มโทษในสถานโทษที่หนัก ขึ้น หรือมีมติให้ลดโทษให้ถือเป็นที่สุด ให้ประธานคณะกรรมการแจ้งมหาวิทยาลัยเพื่อปฏิบัติตามมติของ คณะกรรมการโดยเร็ว
    2. ถ้าผลการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัยอย่างไม่ร้ายแรง มีมติให้เพิ่มโทษในสถานโทษ ที่ หนักขึ้น ให้ประธานคณะกรรมการแจ้งผลให้ผู้อุทธรณ์ได้ทราบ รวมทั้งสิทธิที่สามารถอุทธรณ์ต่อสภา มหาวิทยาลัยภายใน สามสิบวัน นับถัดจากวันที่ลงลายมือชื่อรับทราบผลการพิจารณาและให้นำความในข้อ 13 และ 14 มาใช้บังคับโดย อนุโลมกับการยื่นอุทธรณ์ต่อสภามหาวิทยาลัย ผลการพิจารณาวินิจฉัย อุทธรณ์ของสภามหาวิทยาลัยให้ถือเป็นที่สุด
    3. ถ้าผลการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัยอย่างร้ายแรง ให้ประธานคณะกรรมการ เสนอต่อ สภามหาวิทยาลัยวินิจฉัย คำวินิจฉัยของสภามหาวิทยาลัยให้ถือเป็นที่สุด
          ถ้าผลการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัยอย่างไม่ร้ายแรง มีมติเห็นว่ากรณีมีมูลควรกล่าวหาว่า ผู้อุทธรณ์กระทำความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ให้ประธานคณะกรรมการแจ้งมหาวิทยาลัย เพื่อเริ่มกระบวนพิจารณา ทางวินัยอย่างร้ายแรงโดยเร็ว
หมวด 3
การร้องทุกข์
 

          ข้อ 26 เพื่อให้เกิดความเข้าใจและความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้บังคับบัญชา กับผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา เมื่อมีกรณีเป็น ปัญหาขึ้นระหว่างกัน ควรจะได้ปรึกษาหารือทำความเข้าใจกัน ฉะนั้น เมื่อผู้อยู่ใต้บังคับบัญชามีปัญหาเกี่ยวกับการที่ ผู้บังคับบัญชาใช้อำนาจหน้าที่ปฏิบัติต่อตน ไม่ถูกต้องหรือไม่ปฏิบัติต่อตนให้ถูกต้องตามกฎหมาย และแสดงความประสงค์ ที่จะปรึกษาหารือกับผู้บังคับบัญชา ให้ผู้บังคับบัญชานั้นให้โอกาสและรับฟังหรือสอบถามเกี่ยวกับปัญหาดังกล่าว เพื่อเป็น ทางแห่งการทำความเข้าใจและแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในชั้นต้น

          ถ้าผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาไม่ประสงค์ที่จะปรึกษาหารือ หรือปรึกษาหารือแล้ว ไม่ได้รับคำชี้แจงหรือได้รับคำชี้แจง ไม่เป็นที่พอใจ ก็ให้ร้องทุกข์ได้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดไว้ในหมวดนี้

          อนึ่ง เจ้าหน้าที่ผู้ใด ถูกให้ออก หรือ มีความคับข้องใจอันเกิดจากการปฏิบัติของผู้บังคับบัญชา ในกรณีใดกรณีหนึ่ง ดังต่อไปนี้ ก็สามารถร้องทุกข์ได้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดไว้ในหมวดนี้เช่นเดียวกัน

  1. บริหารงานบุคคลโดยเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม เพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรมหรือความคิดเห็นทางการเมืองอันไม่ขัดต่อกฎหมาย
  2. ไม่มอบหมายงานให้ปฏิบัติ
  3. ประวิงเวลาหรือหน่วงเหนี่ยวการดำเนินการบางเรื่อง เป็นเหตุให้เสียสิทธิหรือไม่ได้รับสิทธิประโยชน์อันพึงมี พึงได้ในเวลาอันสมควรการ

          พิจารณาเรื่องร้องทุกข์ของคณะกรรมการ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ และวิธีการ ที่กำหนดไว้ในหมวดนี้ เช่นเดียวกัน
          ข้อ 27 การร้องทุกข์ให้กระทำภายในสามสิบวันนับถัดจากวันทราบคำสั่งให้ออก หรือเรื่องอันเป็นเหตุให้ร้องทุกข์ แล้วแต่กรณี
          ข้อ 28 การร้องทุกข์หรืออุทธรณ์ผลการไม่รับพิจารณาเรื่องร้องทุกข์ของคณะกรรมการ ให้กระทำได้สำหรับตนเอง เท่านั้น จะร้องทุกข์แทนผู้อื่นหรือมอบหมายให้ผู้อื่นร้องทุกข์แทนไม่ได้
          ข้อ 29 การร้องทุกข์ต้องทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อของผู้ร้องทุกข์ถึงประธานคณะกรรมการ โดยมีรายละเอียด อย่างน้อยดังต่อไปนี้

  1. ข้อเท็จจริงของปัญหานั้น
  2. เหตุผลที่แสดงให้เห็นว่าปัญหานั้นผู้บังคับบัญชาได้ใช้อำนาจหน้าที่ปฏิบัติต่อตนไม่ถูกต้องและ/หรือไม่เหมาะสมอย่างไร
  3. ความประสงค์จะได้รับการพิจารณา

          ผู้ร้องทุกข์จะระบุความประสงค์ที่จะขอชี้แจงด้วยวาจาในชั้นพิจารณาด้วยก็ได้ และให้เป็นดุลยพินิจของ คณะกรรมการ ที่จะอนุญาตให้ผู้ร้องทุกข์เข้าชี้แจงในชั้นพิจารณา

          ข้อ 30 นับตั้งแต่วันที่ได้รับหนังสือร้องทุกข์ ให้คณะกรรมการพิจารณาความสมบูรณ์ ของการร้องทุกข์ตามข้อ 29 ให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวัน
          ข้อ 31 คำร้องทุกข์ใดที่คณะกรรมการไม่รับไว้พิจารณา ให้คณะกรรมการ มีหนังสือแจ้งผู้ร้องทุกข์ทราบโดยเร็ว

          ผู้ร้องทุกข์มีสิทธิยื่นอุทธรณ์ผลการไม่รับพิจารณาของคณะกรรมการ ตามความในวรรคก่อน ต่อนายกสภา มหาวิทยาลัย ได้ภายในสามสิบวัน นับถัดจากวันที่ลงลายมือชื่อทราบผล และให้นำความในข้อ 19 วรรคสองและ สามมาใช้บังคับ โดยอนุโลม ผลการพิจารณาของนายกสภามหาวิทยาลัยให้ถือเป็นที่สุด
          ข้อ 32 ผู้ร้องทุกข์มีสิทธิคัดค้านกรรมการอุทธรณ์และร้องทุกข์ประจำมหาวิทยาลัย ถ้าผู้นั้นมีเหตุอย่างหนึ่ง อย่างใดดังต่อไปนี้

    1. เป็นผู้บังคับบัญชาผู้เป็นเหตุแห่งการร้องทุกข์
    2. มีส่วนได้เสียในเรื่องที่ร้องทุกข์
    3. มีสาเหตุโกรธเคืองผู้ร้องทุกข์
    4. เป็นคู่สมรส บุพการีผู้สืบสันดานหรือพี่น้องร่วมบิดามารดา หรือร่วมบิดาหรือมารดากับผู้บังคับบัญชา กับผู้เป็นเหตุแห่งการร้องทุกข์

                    วิธีการคัดค้านและการพิจารณาข้อคัดค้านนั้นให้นำความในข้อ 17 วรรคสองและสามมาใช้บังคับโดยอนุโลม           กรณีตาม (1) และ (4) ห้ามกรรมการผู้นั้นร่วมพิจารณาเรื่องร้องทุกข์

          กรณีตาม (1) และ (4) ห้ามกรรมการผู้นั้นร่วมพิจารณาเรื่องร้องทุกข์

          ข้อ 33 การนับระยะเวลาร้องทุกข์

  1. ในกรณีที่เหตุร้องทุกข์เกิดจากผู้ร้องทุกข์ถูกสั่งให้ออก ให้ถือวันที่ผู้ร้องทุกข์นั้นลงลายมือชื่อรับทราบคำสั่งให้ออก เป็นวันทราบคำสั่งให้ออก และให้นำความในข้อ 19 วรรคสองและสามมาใช้บังคับโดยอนุโลม
  2. ในกรณีที่เหตุร้องทุกข์เกิดจากการที่ผู้บังคับบัญชามีคำสั่งเป็นหนังสือต่อผู้ร้องทุกข์ ให้ถือวันที่ผู้ถูกสั่งลงลายมือชื่อ รับทราบคำสั่ง เป็นวันทราบเรื่องอันเป็นเหตุให้ร้องทุกข์ และให้นำความในข้อ 19 วรรคสองและสามมาใช้บังคับ โดยอนุโลม
  3. ในกรณีที่ผู้บังคับบัญชาไม่มีคำสั่งเป็นหนังสือต่อผู้ร้องทุกข์โดยตรง ให้ถือวันที่มีหลักฐานยืนยันว่า ผู้ร้องทุกข์ รับทราบ หรือควรได้ทราบคำสั่งนั้นเป็นวันทราบเรื่องอันเป็นเหตุให้ร้องทุกข์
  4. ในกรณีที่ผู้บังคับบัญชาใช้อำนาจหน้าที่ปฏิบัติโดยไม่ถูกต้อง หรือไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมายต่อผู้ร้องทุกข์ โดย ไม่ได้มีคำสั่งอย่างใด หรือผู้ร้องทุกข์มีความคับข้องใจอันเกิดจากการปฏิบัติของผู้บังคับบัญชา ให้ถือวันที่ ผู้ร้องทุกข์ควรได้ ทราบถึงการใช้อำนาจหน้าที่หรือการปฏิบัติของผู้บังคับบัญชาดังกล่าว เป็นวันทราบเรื่อง อันเป็นเหตุให้ร้องทุกข์

          ข้อ 34 ผู้ร้องทุกข์จะขอถอนเรื่องร้องทุกข์ก่อนที่คณะกรรมการจะพิจารณา

          เรื่องร้องทุกข์เสร็จสิ้นโดยทำเป็นหนังสือถึงประธานคณะกรรมการก็ได้ เมื่อถอนเรื่องร้องทุกข์แล้วการพิจารณา เรื่องร้องทุกข์ให้เป็นอันระงับ

          ความในวรรคก่อนให้ใช้บังคับกับการร้องทุกข์กรณีมีปัญหาเกี่ยวกับ การที่ผู้บังคับบัญชา ใช้อำนาจหน้าที่ปฏิบัติ ต่อตนไม่ถูกต้องหรือไม่ปฏิบัติต่อตนให้ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งผู้ร้องทุกข์ได้โอนหรือย้ายไป กระทรวง หรือกรมอื่น หรือลาออกไปจากมหาวิทยาลัยและคณะกรรมการได้พิจารณาโดยคำนึงถึงความเป็นธรรม แล้วมีมติเห็นชอบให้ยุติ การพิจารณาด้วย

          ข้อ 35 ภายใต้บังคับของข้อ 31 ให้คณะกรรมการมีหนังสือแจ้งพร้อมทั้งส่งสำเนา หนังสือร้องทุกข์ให้ผู้บังคับ บัญชา ผู้เป็นเหตุแห่งการร้องทุกข์ทราบ ก่อนการพิจารณาเรื่องร้องทุกข์ของคณะกรรมการครั้งแรกและให้ผู้บังคับบัญชา ผู้เป็นเหตุแห่งการร้องทุกข์นั้นส่งเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องและคำชี้แจงของตน(ถ้ามี) ไปเพื่อประกอบการพิจารณา ต่อคณะกรรมการภายในสิบวัน นับถัดจากวันได้รับหนังสือ

          ข้อ 36 การพิจารณาเรื่องร้องทุกข์ของคณะกรรมการในกรณีมีความจำเป็น และสมควรอาจขอเอกสารและหลักฐาน ที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม รวมทั้งคำชี้แจงจากหน่วยราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานอื่นของรัฐ ห้างหุ้นส่วน บริษัท หรือบุคคลใด ๆ หรือขอให้ผู้แทนหน่วยราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานอื่นของรัฐ ห้างหุ้นส่วน บริษัท ข้าราชการ หรือบุคคลใด ๆ มาให้ถ้อยคำหรือชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อประกอบการพิจารณาได้

          ข้อ 37 ระหว่างการพิจารณาคำร้องทุกข์ ผู้ร้องทุกข์หรือผู้มีส่วนได้เสียหรือบุคคลใด จะยื่นหนังสือแสดงพยาน หลักฐานใด ๆ ต่อคณะกรรมการเพื่อใช้ประกอบการพิจารณาคำร้องทุกข์ก็ได้

          ข้อ 38 ให้คณะกรรมการพิจารณาวินิจฉัยเรื่องร้องทุกข์ให้แล้วเสร็จภายในสี่สิบห้าวันนับถัดจากวันที่ได้รับหนังสือ ร้องทุกข์ แต่ถ้าไม่อาจพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในเวลาดังกล่าวและมีเหตุจำเป็นอย่างยิ่ง ให้ขอขยายเวลาต่อนายกสภา มหาวิทยาลัยได้อีกครั้งละไม่เกินสามสิบวัน

          ข้อ 39 เมื่อคณะกรรมการได้พิจารณาวินิจฉัยเรื่องร้องทุกข์แล้ว

    1. ถ้าเห็นว่าคำสั่งให้ออกถูกต้องและเหมาะสม ให้มีมติยกคำร้องทุกข์
    2. ถ้าเห็นว่าคำสั่งให้ออกไม่ถูกต้องและ/หรือไม่เหมาะสม ให้มีมติยกคำสั่ง
    3. ถ้าเห็นว่าการที่ผู้บังคับบัญชาใช้อำนาจหน้าที่ปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติต่อต่อผู้ร้องทุกข์นั้นถูกต้อง และเหมาะสมให้มี มติยกคำร้องทุกข์
    4. ถ้าเห็นว่าการที่ผู้บังคับบัญชาใช้อำนาจหน้าที่ปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติต่อต่อผู้ร้องทุกข์นั้นไม่ถูกต้องและ/หรือ ไม่เหมาะสมประการใด ให้มีมติแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้อง และเหมาะสม
    5. ถ้าเห็นว่าสมควรดำเนินการโดยประการอื่นใดเพื่อให้มีความถูกต้องตามกฎหมายและมีความเป็นธรรมให้มีมติ ให้ดำเนินการได้ตามควรแก่กรณี

          ข้อ 40 ผลการพิจารณาวินิจฉัยเรื่องร้องทุกข์ให้ถือเป็นที่สุด เว้นแต่เป็นผลการพิจารณาวินิจฉัยการให้ออก

          ข้อ 41 เมื่อคณะกรรมการมีคำวินิจฉัยแล้ว ให้ประธานคณะกรรมการแจ้งผู้บังคับบัญชา ผู้เป็นเหตุแห่งการร้องทุกข์ นั้นปฏิบัติตามคำวินิจฉัย และแจ้งผู้ร้องทุกข์ได้ทราบโดยเร็ว เว้นแต่เป็นผลการพิจารณาวินิจฉัยการให้ออก ให้ประธาน คณะกรรมการเสนอต่อสภามหาวิทยาลัยวินิจฉัย คำวินิจฉัยของสภามหาวิทยาลัยให้ถือเป็นที่สุด

ประกาศ ณ วันที่ ........................................................................

(ลงชื่อ)

(...................................................... )
นายกสภามหาวิทยาลัย