108 ปัญหาการออกนอกระบบของ มธ.
 
1.
ถาม ทำไมต้องออกนอกระบบ ?
  ตอบ รัฐบาลกำหนดเป็นนโยบายให้มหาวิทยาลัยของรัฐทั้งหมด 20 แห่ง ต้องออกนอกระบบราชการ ไปเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ เหตุผลของการออกนอกระบบราชการตามที่ปรากฏในสมุดปกขาว ของทบวงมหาวิทยาลัย เรื่อง หลักการและแนวปฏิบัติมหาวิทยาลัยในกำกับของ รัฐบาล มี 2 ประเด็นคือ เพื่อส่งเสริมการปฏิบัติงานของสถาบันอุดมศึกษาให้มีความเป็นอิสระ คล่องตัว มีประสิทธิภาพ เพื่อ ความเป็นเลิศทางวิชาการและเป็นไปตามเงื่อนไขของธนาคารพัฒนา แห่งเอเชีย (ADB)
   
2.
ถาม ออกนอกระบบ ใครได้ประโยชน์ ?
  ตอบ ฝ่ายกำหนดนโยบายตอบว่า สังคมและประเทศชาติจะได้ระบบอุดมศึกษาที่ดี มหาวิทยาลัย จะได้วัฒนธรรมองค์กรที่มีการทำงานตามความรู้ความสามารถที่มุ่งสู่ความเป็นเลิศทางวิชาการ มีผลิตผลที่มีประสิทธิภาพและสนองตอบต่อความต้องการของสังคมและประเทศชาติ ผู้ปกครอง นักศึกษา จะมีความมั่นใจและพึงพอใจในระบบอุดมศึกษาของประเทศที่รัฐจัดให้ โดยมีมาตรฐาน เท่าเทียมกับนานาชาติ สำหรับบุคลากรฝ่ายที่ปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัยจะมีระบบการทำงานและ ระบบการประเมินผลที่มีประสิทธิภาพและมีความเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ได้รับ ค่าตอบแทนสูงขึ้นตามไปด้วย
   
3.
ถาม ไม่ออกนอกระบบได้ไหม ?
  ตอบ ไม่ได้ เพราะมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นหน่วยงานราชการจำต้องปฏิบัติตามนโยบายของ
รัฐบาล
   
4.
ถาม บุคลากรมีความเห็นแตกต่างได้หรือไม่ ?
  ตอบ ได้ เพราะธรรมศาสตร์เคารพสิทธิ เสรีภาพในการคิด ในการแสดงความคิดเห็น ยิ่งไปกว่านั้น
มธ. สนับสนุนให้ร่วมคิด ร่วมแสดงความคิดเห็น เพราะหากเราไม่ชัดเจนว่า การออกนอกระบบ
จะมีข้อดี ข้ออ่อนอย่างไร เราจะชัดเจนในการออกนอกระบบของเราได้อย่างไร ในทางปฏิบัติ มธ.
พร้อมและเคยนำความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคลากร และหน่วยงาน ส่งต่อให้ฝ่ายกำหนดนโยบาย
พิจารณาแล้ว
   
5.
ถาม ทำไมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จึงอยากออกนอกระบบ ?
  ตอบ มธ. มิได้เริ่มต้นอยากออกนอกระบบ แต่ที่ต้องร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ออกนอกระบบ
เพราะ มธ. เป็นส่วนราชการในสังกัดทบวงมหาวิทยาลัย จึงต้องปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาลโดย
ให้ปรับเปลี่ยนสถานภาพไปเป็นสถาบันอุดมศึกษาในกำกับของรัฐภายในปี พ.ศ. 2545 นอกจากนี้
มธ. ควรเตรียมตัวในทุกเรื่องให้พร้อม หาก มธ. ไม่เตรียมตัว ไม่ทำอะไร ไม่มีร่าง พ.ร.บ. ของตนเอง
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อาจต้องปรับเปลี่ยนไปเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับโดยอาศัย พ.ร.บ. กลาง
ที่จะมีขึ้นหรือ พ.ร.บ. องค์กรมหาชนที่มีผลเป็นกฎหมายแล้ว
   
6.
ถาม การออกนอกระบบจะช่วยยกระดับการศึกษาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นหรือไม่ ?
  ตอบ ฝ่ายกำหนดนโยบายตอบว่า จะช่วยยกระดับการศึกษาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เนื่องจาก
การออกนอกระบบจะเอื้อต่อการให้มหาวิทยาลัยสามารถปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรให้มีการ
ทำงานตามความรู้ความสามารถ มีผลิตผลที่มีประสิทธิภาพ นำไปสู่ความเป็นเลิศทางวิชาการที่
มหาวิทยาลัยพึงประสงค์
   
7.
ถาม จะมีการทบทวนนโยบายการออกนอกระบบหรือไม่ ?
  ตอบ ณ ปัจจุบัน นโยบายการออกนอกระบบราชการของรัฐบาลยังมีอยู่ ยังไม่เปลี่ยนแปลง ยกเลิก
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อาจเสนอความเห็น แต่ไม่อยู่ในฐานะจะยกเลิกหรือทบทวนนโยบายของ
รัฐบาล
   
8.
ถาม สามารถเลือกที่จะเป็นข้าราชการตามเดิมหรือเลือกเป็นเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยตามความ
สมัครใจ ได้หรือไม่ (ขอให้เป็นระบบคู่ขนานตลอดไป)?
  ตอบ ร่าง พ.ร.บ. ของ มธ. ได้กำหนดให้เป็นระบบคู่ขนานตลอดไป สามารถที่จะเลือกเป็น
ข้าราชการตามเดิมหรือเลือกเป็นเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยตามความสมัครใจได้ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง
ผู้ที่ไม่มั่นใจว่า ออกนอกระบบราชการแล้วจะดีเหมือนที่ฝ่ายกำหนดนโยบายวางไว้หรือไม่
ก็สามารถอยู่เป็นข้าราชการได้จนเกษียณอายุราชการ
   
9.
ถาม ผู้ที่เลือกเป็นข้าราชการ จะอยู่ได้โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ใช่หรือไม่ ?
  ตอบ จะยังคงเป็นข้าราชการต่อไป ส่วนจะมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับรัฐบาลว่าจะ
เปลี่ยนแปลงหรือไม่ ไม่ใช่อำนาจหน้าที่ของ มธ. ซึ่งในปัจจุบันรัฐบาลกำลังจัดทำร่าง พ.ร.บ.
ระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. … (อยู่ในชั้นรัฐสภา) ซึ่งเมื่อเป็นกฎหมาย
แล้ว ก็ใช้กับข้าราชการในมหาวิทยาลัย
   
10.
ถาม การให้สิทธิแก่ข้าราชการยังดำรงสถานะเป็นข้าราชการอยู่ได้ เท่ากับมีบุคลากร 2 ประเภท
จะทำให้การบริหารมหาวิทยาลัยยากขึ้นหรือไม่ ?
  ตอบ โดยหลักการ การที่ มธ. มีบุคลากรมากกว่า 1 ประเภท ย่อมบริหารยากกว่าประเภทเดียว
แต่โดยข้อเท็จจริง แม้ยังไม่ออกนอกระบบราชการ มธ. ก็มีบุคลากรหลายประเภทอยู่แล้ว มธ.
เห็นว่าเพื่อความเป็นธรรม เพื่อความถูกต้องไม่ควรใช้ระบบบังคับ หาก มธ. กำหนดนโยบาย
ออกนอกระบบ กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการต่างๆ ดี บุคลากร ก็จะสมัครใจออกนอกระบบ
ราชการเอง ซึ่งแนวทางนี้ในปัจจุบันฝ่ายกำหนดนโยบาย คือ รัฐบาลรับได้
   
11.
ถาม หากอยู่ในระบบราชการจะปรับปรุงคุณภาพและประสิทธิภาพการบริหารงานให้ดีขึ้นได้
หรือไม่ ?
  ตอบ คำถามนี้เป็นความคิดเห็น ฝ่ายหนึ่งตอบว่า ตราบใดที่มหาวิทยาลัยยังอยู่ในระบบราชการ
การแก้ไขเหตุแห่งความไม่มีประสิทธิภาพคงกระทำได้ยาก เพราะจำเป็นต้องแก้ไขในหลายจุด
และบางครั้งก็ไม่อาจกระทำได้ เนื่องจากหากมีการแก้ไขแล้วก็จะกระทบไปถึงส่วนราชการอื่นด้วย
เช่น การปรับโครงสร้างอัตราเงินเดือน เป็นต้น ซึ่งได้มีความพยายามที่จะทำกันมานานแล้ว ดังนั้น
การแก้ปัญหาแห่งความไม่คล่องตัวและความไม่มีประสิทธิภาพในการบริหารจึงจำเป็นต้องกระทำ
ทั้งระบบและแยกออกมาจากระบบราชการโดยเด็ดขาด แล้วมอบอำนาจในการบริหารจัดการเรื่อง
ต่าง ๆ ให้กับมหาวิทยาลัย อันจะทำให้มหาวิทยาลัยมีอิสระในการพัฒนาและบริหารตนเองที่
สอดคล้องกับปรัชญาและจุดมุ่งหมายของมหาวิทยาลัยได้อย่างเต็มที่
อีกฝ่ายหนึ่งตอบว่า แม้อยู่ในระบบราชการก็สามารถปรับปรุงคุณภาพ และประสิทธิภาพ
ให้ดีขึ้นได้ ไม่มีอะไรห้าม หรือเป็นอุปสรรค แต่ไม่เร่งจัดทำกันเอง
   
12.
ถาม มธ. จะออกนอกระบบเมื่อใด ?
  ตอบ นโยบายในการให้มหาวิทยาลัยของรัฐทั้งหมดต้องออกนอกระบบราชการภายในปี พ.ศ.
2545 ตราบจนถึงปัจจุบันนโยบายนี้ยังไม่เปลี่ยนแปลง สำหรับ มธ. ในฐานะที่เป็นส่วนราชการอยู่
ในปัจจุบันก็ต้องเตรียมตัว เตรียมความพร้อม เตรียมตั้งรับต่อการออกนอกระบบราชการตาม
นโยบายของรัฐบาล โดย มธ. เลือกที่จะกำหนดให้ มธ. เป็นมหาวิทยาลัยสุดท้ายและปีสุดท้าย
ที่จะออกนอกระบบราชการโดยเหตุที่เห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ต้องทำความเข้าใจแนวความคิด
ให้ชัดเจน วิเคราะห์ผลดีผลเสีย กำหนดทิศทางการออกนอกระบบให้ดี อีกทั้งยังต้องทำความเข้าใจ
เปิดโอกาสให้บุคลากรได้มีส่วนร่วม มธ. จึงไม่รีบร้อนที่จะออกนอกระบบ แต่จะรอบคอบประกอบ
กับเราต้องการให้กฎหมายระเบียบข้อบังคับต่างๆ ที่จะต้องมีขึ้น มีความสมบูรณ์และมีความพร้อม
มากที่สุด
 
อนึ่ง ปัจจุบัน มธ. ได้เสนอร่าง พ.ร.บ. ไปตามกระบวนการของการออกกฎหมายแล้ว
อยู่ในขั้นตอนของทบวงมหาวิทยาลัย ซึ่งจะใช้เวลาพอสมควรกว่าจะเป็นกฎหมายได้ ดังนั้น
พระราชบัญญัติของ มธ. ยังไม่มีผลบังคับในปี พ.ศ. 2545 โดยทันที นั่นคือ มธ. ยังไม่ออกนอกระบบ
ในปี 2545 เพราะต้องรอกระบวนการพิจารณาดังกล่าวข้างต้นก่อน
   
13.
ถาม จะให้ข้าราชการเตรียมตัวเป็นเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยที่ดีในอนาคตได้อย่างไร ?
  ตอบ ควรเตรียมพร้อมด้วยการให้ความสนใจและเข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการร่างพระราช
บัญญัติและกฎหมายลูกหรือกฎหมายลำดับรอง ฉบับต่าง ๆ เพื่อช่วยกันร่างหลักเกณฑ์กฎระเบียบ
ข้อบังคับต่าง ๆ ให้สมบูรณ์ที่สุด ซึ่งจะมีผลกระทบกับบุคลากรทุกคนในอนาคต
 
ในส่วนของตัวบุคลากรเองนั้น จะต้องเตรียมตัวในเรื่องการพัฒนาความรู้และพัฒนาศักยภาพ
ในหน้าที่การงานของตน พร้อมทั้งการปรับเปลี่ยนทัศนคติต่อการทำงานได้แก่ การงดเว้น
พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของข้าราชการไทย คือ ไม่กระตือรือร้น ไม่ปฏิบัติงานตามหน้าที่
โดยปรับพฤติกรรมที่พึงประสงค์ คืออุทิศเวลาของตนให้แก่ราชการ ขยัน รับผิดรับชอบ รักษาหน้าที่
ของตนให้ดี รู้จักหน้าที่และรู้จักพัฒนาตนเอง มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ยอมรับการเปลี่ยนแปลง
ตรงต่อเวลา มีความกระตือรือร้น ประหยัด ใฝ่รู้ รู้จักวิเคราะห์ มีคุณธรรม มีวินัยในตนเอง
ทำงานมีระบบ รักองค์กร ฯลฯ
   
14.
ถาม การจัดทำร่างพระราชบัญญัติของ มธ. มีกระบวนการอย่างไร ?
  ตอบ มธ. ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการจัดทำร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ในกำกับของรัฐ และยกร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อใช้เป็นร่างตุ๊กตาใน
การรับฟังความคิดเห็นจากประชาคมธรรมศาสตร์ โดยกำหนดแผนกระบวนการมีส่วนร่วม
และรับฟังความคิดเห็น 3 แผนคือ
 
แผนที่ 1
.แผนการมีส่วนร่วม โดยการจัดสัมมนา/ประชุมภายในหน่วยงานคือ คณะ/สำนัก/
สถาบัน/ กอง/หน่วยงานอื่น
แผนที่ 2
การสัมมนานอกสถานที่ โดยกลุ่มคณบดี/ผอ.สำนัก/สถาบัน/ผอ.กอง และเลขานุการ
คณะ/สำนัก/สถาบัน/หัวหน้างาน/คณาจารย์/ข้าราชการ/ลูกจ้าง
แผนที่ 3
การจัดวิพากษ์ วิจารณ์ ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ. …
   
15.
ถาม ขอทราบความคืบหน้าการจัดทำร่าง พ.ร.บ. มธ. และกฎหมายลำดับรอง ?
  ตอบ ปัจจุบันความคืบหน้าของร่าง พ.ร.บ. มธ. ได้ผ่านกระบวนการตามข้อ 14 และได้ผ่าน
การพิจารณาของสภามหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2545 และวันที่ 1 กรกฎาคม 2545
และมหาวิทยาลัยได้ส่งร่างให้ทบวงมหาวิทยาลัยแล้ว เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2546 ขณะนี้อยู่ใน
ระหว่างการพิจารณาของทบวงมหาวิทยาลัย เพื่อส่งให้คณะกรรมการกลั่นกรองนำเสนอ
คณะรัฐมนตรี ตามระเบียบเกี่ยวกับการเสนอกฎหมายเข้าสู่คณะรัฐมนตรีและสภาผู้แทนราษฎร
สำหรับในส่วนของกฎหมายลำดับรองนั้น โดยหลักการรองอธิการบดีฝ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง
รับผิดชอบจัดทำกฎหมายลำดับรองต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ปัจจุบันมีร่างกฎหมายลำดับรองเสร็จสิ้นแล้ว
10 ฉบับ คือ
 
  1. ข้อบังคับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ว่าด้วย วินัยและการรักษาวินัย พ.ศ. …
  2. ข้อบังคับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ว่าด้วย การอุทธรณ์และร้องทุกข์ พ.ศ. …
  3. ข้อบังคับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ว่าด้วย วันเวลาทำงานของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. …
  4. ข้อบังคับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ว่าด้วย สภาเจ้าหน้าที่ พ.ศ. …
  5. ข้อบังคับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ว่าด้วย พัสดุ พ.ศ. …
  6. ข้อบังคับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ว่าด้วย วินัยนักศึกษา
  7. ข้อกำหนดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ว่าด้วย การจ้าง พ.ศ. …
  8. ข้อกำหนดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ว่าด้วย สวัสดิการ พ.ศ. …
  9. ข้อกำหนดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ว่าด้วย การประเมินผลบุคลากร พ.ศ. …
  10. ข้อกำหนดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ว่าด้วย การบริหารงานบุคคล พ.ศ. …
   
16.
ถาม เมื่อร่าง พ.ร.บ. มธ. ที่ผ่านการพิจารณาจากมหาวิทยาลัยแล้ว จะมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลง
ได้หรือไม่ เพียงใด?
  ตอบ โดยหลักการ ร่าง พ.ร.บ. สามารถแก้ไขได้ ทั้งในระดับทบวงมหาวิทยาลัยในฐานะผู้กำกับดูแล
คณะรัฐมนตรีในฐานะผู้กำหนดนโยบาย คณะกรรมการกฤษฎีกาในฐานะที่ปรึกษากฎหมายของ
รัฐบาล สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ในฐานะผู้มีอำนาจออกกฎหมาย เพียงแต่ในขั้นตอน
การพิจารณาตามกระบวนการดังกล่าว มธ. จะมีผู้แทนไปชี้แจงยืนยันให้เห็นถึงหลักการและเหตุผล
และเจตนารมณ์ของการจัดทำร่าง พ.ร.บ. ในทุกเรื่อง
   
17.
ถาม หากออกนอกระบบแล้ว ระบบบริหารจะมีประสิทธิภาพจริงหรือไม่ ?
  ตอบ เนื่องจากการออกนอกระบบราชการ ทบวงมหาวิทยาลัยจะไม่กำหนดรูปแบบที่ตายตัวของ
มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐบาล เพียงแต่ไม่ต้องใช้ระเบียบราชการอีกต่อไป ด้วยการสร้างระบบ
ใหม่ที่คิดว่ามีประสิทธิภาพมากที่สุดของตัวเอง ทบวงมหาวิทยาลัย ให้อิสระการบริหารจัดการ
กฎเกณฑ์ข้อบังคับต่างๆ ทุกอย่างแก่มหาวิทยาลัยเป็นผู้กำหนด ระบบระเบียบการบริหารงานต่างๆ
ได้เองตามต้องการ โดยขึ้นอยู่บนพื้นฐานของความชอบธรรมและปรัชญาของมหาวิทยาลัยในกำกับ
ของรัฐแต่ละแห่ง ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความคล่องตัวและประสิทธิภาพ การบริหารงานของมหาวิทยาลัย
ซึ่งเป็นสถาบันที่มีภารกิจหลากหลาย หากใช้หลักเกณฑ์ กฎระเบียบแบบเดียวกันหมด จะเป็นสิ่งที่
น่าจะไม่เหมาะสม ประกอบกับมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งต่างมีลักษณะเฉพาะ (Characteristics)
ของตน ได้แก่ อายุการดำเนินงาน ขนาดของมหาวิทยาลัย ทำเลที่ตั้ง ปณิธานและภารกิจ
วัฒนธรรมการบริหารมหาวิทยาลัยจึงต้องพัฒนารูปแบบหรือกำหนดแนวปฏิบัติที่เหมาะสม
กับสภาพการณ์ดังกล่าว และเพื่อตอบสนองต่อความต้องการปรับเปลี่ยนที่รวดเร็วให้ทันกับ
การเปลี่ยนแปลงทางวิชาการของโลก ลดขั้นตอนการปฏิบัติต่าง ๆ และเอื้อประโยชน์ให้คน
ในมหาวิทยาลัยทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยอาศัยระบบการประเมินคุณภาพบุคลากร
ซึ่งแต่ละมหาวิทยาลัยจะเป็นผู้ตั้งเกณฑ์การประเมินเองบนพื้นฐานความเป็นธรรม และความพอใจ
ของทุกฝ่ายต่อไป
 
สรุปขึ้นอยู่กับ มธ. เองว่าจะทำได้มีประสิทธิภาพมากน้อยแค่ไหน
   
18.
ถาม ระบบการทำงานจะเปลี่ยนไปเหมือนบริษัทเอกชนหรือไม่ ?
  ตอบ ระบบการทำงานจะไม่เปลี่ยนไปเหมือนบริษัทเอกชนตรงที่บริษัทเอกชนเป็นธุรกิจที่แสวงหา
กำไร ในขณะที่ มธ. เมื่อออกนอกระบบยังคงมีสถานภาพเป็นหน่วยงานของรัฐที่มุ่งผลิตบัณฑิต
วิจัย บริการสังคม และทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม โดยไม่หวังผลกำไรมาแบ่งปันกัน แต่สามารถ
จะนำระบบการทำงานที่ดีของระบบเอกชนมาปรับใช้ให้เหมาะสมได้หากเห็นสมควร โดยที่ระบบ
การทำงานใหม่จะมีความคล่องตัว มีการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า มีการปรับกระบวนการทำงานให้
สอดคล้องกับสภาพแวดล้อม และสถานการณ์ในการปฏิบัติงาน สร้างระบบคุณธรรม (Merit
System ) ให้เกิดรูปธรรม
   
19.
ถาม หาก มธ. ออกนอกระบบแล้ว ประสิทธิภาพแย่ลงจะแก้ไขอย่างไร ?
  ตอบ หาก มธ. ได้มีการเตรียมความพร้อมอย่างดีที่สุด เปิดกว้างรับฟังจากทุกฝ่ายร่วมกันทำงาน
อย่างเต็มความสามารถ เชื่อว่าประสิทธิภาพน่าจะดีขึ้นด้วยวิธีการทำงานที่ให้บุคลากรทุกฝ่ายได้
มีส่วนร่วม และมีโอกาสอย่างเต็มที่ในการกำหนดทิศทางของมหาวิทยาลัยร่วมกัน โดยมี
สภามหาวิทยาลัยเป็นองค์กรสูงสุดในการกำหนดในทุกเรื่อง
   
20.
ถาม หากเรื่องการออกนอกระบบทำให้ มธ. ล้มเหลวหรือต้องล้มละลาย ใครเป็นผู้รับผิดชอบ ?
  ตอบ หากประสบความสำเร็จคงต้องยกความดีความชอบให้กับผู้กำหนดและผลักดันนโยบาย
การออกนอกระบบราชการ นั่นคือรัฐบาล ในเบื้องต้น ภายใน มธ. ก็ต้องเป็นสภามหาวิทยาลัย
ที่มีอำนาจสูงสุดในการตัดสินใจทุกเรื่อง และผู้บริหารที่ส่วนสำคัญในการบริหารงาน แต่หาก
เกิดความล้มเหลว รัฐบาลก็ต้องรับผิดชอบในวิสัยทัศน์ และการกระทำของตน รวมทั้ง
สภามหาวิทยาลัยและผู้บริหารตามลำดับ ดังนั้น ดีที่สุด คือ ขอให้ทุกฝ่ายมามีส่วนร่วมระดมสมอง
เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ที่มีประสิทธิภาพ และมีความเป็นธรรมมากที่สุด
 
21.
ถาม เมื่อ มธ. ออกนอกระบบแล้ว จะกลับไปเป็นส่วนราชการตามเดิมได้หรือไม่ ?
  ตอบ โดยหลักการอาจเป็นไปได้ ขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาล
   
22.
ถาม อนาคตของ มธ. จะไป ในทิศทางใด ?
  ตอบ ตามร่าง พ.ร.บ. มธ. มาตรา 7 และมาตรา 8 ได้กำหนดว่า มหาวิทยาลัยเป็นสถาบันทางวิชาการ
และวิชาชีพชั้นสูง มีวัตถุประสงค์จัดให้มีการศึกษา การเรียนรู้ การส่งเสริมวิชาการและวิชาชีพ
ชั้นสูง การวิจัย การให้บริการทางวิชาการแก่สังคม รวมถึงการทำนุบำรุงส่งเสริมและพัฒนา
ประชาธิปไตย ศีลธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม ภูมิปัญญาไทย วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและ
สิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยมีปณิธานมุ่งสู่ความเป็นเลิศทางวิชาการ ความเป็นธรรมในสังคม
และการร่วมนำสังคมไปในแนวทางที่ถูกต้องดีงาม และพึงปรารถนา
   
 
มหาวิทยาลัยถือหลักเสรีภาพในทางวิชาการ ความเสมอภาคและโอกาสทางการศึกษาให้
ความสำคัญกับกระบวนการเรียนรู้ของนักศึกษา และคุณภาพชีวิตในมหาวิทยาลัย เพื่อผลิตบัณฑิต
ที่มีคุณธรรม คุณภาพ มีความรู้ความสามารถในการทำงานที่ได้มาตรฐาน และในการดำรงชีวิตที่
มีคุณค่าอย่างมีความสุข มหาวิทยาลัยยึดหลักการบริหารที่ดีมีคุณธรรม คุณภาพ ประสิทธิภาพ
โปร่งใส รับผิดชอบ ตรวจสอบได้ ตลอดจนการใช้ทรัพยากรร่วมกันอย่างคุ้มค่า โดยคำนึงถึงการ
มีส่วนร่วมของประชาคม การกระจายอำนาจบริหารให้แก่หน่วยงานต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัย และ
สนับสนุนหน่วยงานที่ไม่สามารถพึ่งพาตนเองในทางการเงินได้
   
 
อนึ่ง มธ. ได้กำหนดวิสัยทัศน์ (Vision) ดังนี้ "มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นเลิศ เป็นธรรม
ร่วมนำสังคม ระดมพลังหลากหลาย สู่เป้าหมายยิ่งใหญ่ รับใช้ประชา พัฒนาองค์รวม" โดยได้กำหนด
ยุทธศาสตร์จำนวน 8 ยุทธศาสตร์ ดังนี้ (รายละเอียดปรากฏในแผนกลยุทธ์ มธ. โดย กองแผนงาน
ฝ่ายวางแผนพัฒนาและเทคโนโลยี)
 
    1. ใช้อุดมการณ์ธรรมศาสตร์ในการระดมสร้างสรรค์
    2. ปฏิรูปองค์กร และกระบวนการบริหารจัดการทุกระดับเพื่อบูรณาการ
    3. พัฒนาทรัพยากรบุคคลทุกกลุ่มทุกระดับ
    4. ปฏิรูประบบการศึกษา - การเรียนรู้อย่างบูรณาการเพื่อพัฒนาตนเองและสังคม
    5. พัฒนางานวิจัยเพื่อสังคมและความเป็นเลิศในระดับนานาชาติ
    6. ปฏิรูประบบการให้บริการแก่สังคมเพื่อการจัดการทางสังคม
    7. จัดตั้งระบบกองทุนของมหาวิทยาลัยโดยระดมทรัพยากรทุกรูปแบบ
    8. พัฒนาเทคโนโลยีเพื่อประโยชน์ทุกด้าน
   
23.
ถาม มธ. มีแนวทางในการดำเนินการอย่างไร เพื่อไม่ให้รัฐบาลปรับลดงบประมาณน้อยลง ?
  ตอบ มธ. จะดำเนินการดังนี้
   
 
1.
ในร่าง พ.ร.บ. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้กำหนดไว้ชัดเจนตามมาตรา 13 ระบุไว้ว่า
รายได้ของมหาวิทยาลัยได้แก่ เงินอุดหนุนทั่วไป และเงินอุดหนุนวิจัยที่รัฐบาลจัดสรรให้เป็น
รายปี ให้มีจำนวนที่เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการดำเนินการ ตามวัตถุประสงค์ ของมหาวิทยาลัย เงินสมทบกองทุนนักศึกษา และกองทุนเพื่อจัดการศึกษาที่รัฐบาล จัดสรรให้เป็นรายปีเป็นการเฉพาะแยกต่างหากจากเงิน อุดหนุนทั่วไป โดยกองทุน นักศึกษาตามวัตถุประสงค์เพื่อ จัดสรรเป็นทุนการศึกษาให้ แก่นักศึกษาที่ขาดแคลน ทุนทรัพย์ และกองทุนเพื่อจัดการศึกษามีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นทุนอุดหนุนให้แก่คณะ สำนัก สถาบัน วิทยาลัย ภาควิชา หรือสาขาวิชาที่จัดการศึกษาในสาขาวิชาที่จำเป็น และมีประโยชน์ ต่อสังคม แต่ไม่สามารถพึ่งพาตนเองในทางการเงินได้
2.
ประสานงานกับมหาวิทยาลัยของรัฐทั้งหลาย เพื่อร่วมกันในนามของ ทปอ. (ที่ประชุม
อธิการบดีแห่งประเทศไทย) ชี้แจงให้รัฐบาลเข้าใจ และตระหนักว่ามหาวิทยาลัยยังคงมีความ
จำเป็นต้องพึ่งพางบประมาณแผ่นดินเป็นหลัก อย่าได้ตัดงบประมาณหรือลดงบประมาณ
สนับสนุนลง เพราะจะมีผลต่อการดำเนินงาน และคุณภาพของมหาวิทยาลัย
   
3.
บริหารจัดการอย่างประหยัด ใช้ทรัพยากรร่วมกัน
   
4.
หารายได้เพิ่มเติม โดยไม่ขัดต่อหลักการของมหาวิทยาลัย ไม่กระทบต่อมาตรฐาน
การศึกษาของธรรมศาสตร์ ไม่กลายไปเป็นธุรกิจการศึกษา
   
24.
ถาม ชีวิตความเป็นอยู่ของบุคลากร มธ. หลังออกนอกระบบแล้ว จะดีขึ้นหรือลดลง มากน้อย
เพียงใด ?
  ตอบ โดยหลักการที่รัฐบาล และทบวงวางไว้จะดีขึ้นกว่าเดิม โดยได้รับอัตราเงินเดือนที่สูงขึ้น
ได้รับสวัสดิการไม่น้อยกว่าเดิม (ตามร่าง พ.ร.บ. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มาตรา 84 วรรคสาม)
มีระบบการประเมินที่มีทั้งประสิทธิภาพและความเป็นธรรมมากขึ้น เป็นต้น ซึ่งในส่วนของ มธ.
ก็มีนโยบายชัดเจนที่จะพยายามทำให้ทุกเรื่องเป็นรูปธรรมจับต้องได้จริง
   
25.
ถาม ข้าราชการในปัจจุบัน จะมีการประเมินเพื่อเข้าสู่ระบบใหม่หรือไม่ ขอออกนอกระบบ
โดยไม่ประเมินได้ไหม ?
  ตอบ มธ. วางหลักไม่บังคับให้ข้าราชการต้องออกนอกระบบราชการ แต่ใครจะออกต้องผ่าน
การประเมินให้ได้เสียก่อน ถ้าประเมินแล้วไม่ผ่านก็มีโอกาสประเมินใหม่ได้อีก ตามรอบระยะ
เวลาที่จะได้กำหนดขึ้น และประเมินไม่ผ่านก็เป็นข้าราชการอยู่ต่อไปได้ ไม่ได้กระทบอะไร ที่
มธ. วางหลักเช่นนี้เพราะ ต้องการให้การเปลี่ยนแปลงออกนอกระบบราชการดีขึ้นมีประสิทธิภาพ
มากขึ้นจริง ๆ ไม่ใช่ "เหล้าเก่าในขวดใหม่" หรือ " ของเดิมในราคาที่แพงขึ้น" ดังนั้น คำตอบคือ
ต้องมีการประเมินเพื่อเปลี่ยนสถานภาพจากข้าราชการไปเป็นเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัย โดยให้ยื่น
ความจำนงเป็นหนังสือต่อผู้บังคับบัญชา และจะต้องผ่านการประเมินตามหลักเกณฑ์ และวิธีการ
ที่สภามหาวิทยาลัยกำหนด (ตามร่าง พ.ร.บ. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มาตรา 84 วรรคสอง)
   
26.
ถาม ระบบการประเมินผลข้าราชการที่เข้าสู่ระบบใหม่ เป็นอย่างไร ?
  ตอบ ประเมินตามภาระงานที่รับผิดชอบ (Job Description) และภาระงานขั้นต่ำ (Minimum
Workload) ของแต่ละตำแหน่งเป็นหลัก และเป็นไปตามเกณฑ์ที่มหาวิทยาลัยกำหนด ซึ่งเกณฑ์นี้
ไม่สูงจนเกินความสามารถที่บุคคลในตำแหน่งนั้น ๆ จะทำได้ แต่ไม่ใช่ต่ำจนไม่มีประสิทธิภาพ
ที่สำคัญต้องสร้างระบบที่มีความเป็นธรรม ปิดกั้นปัญหาการกลั่นแกล้งและอคติ
   
27.
ถาม ผู้บริหารจำเป็นต้องเลือกออกนอกระบบเป็นเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยทันทีหรือไม่ และจะมีผล
กับผู้บริหารในระดับใดบ้าง ?
  ตอบ โดยหลักการถ้าเป็นผู้บริหารที่ดำรงตำแหน่งอธิการบดี รองอธิการบดี คณบดี ผู้อำนวยการสถาบัน ผู้อำนวยการสำนัก ผู้อำนวยการวิทยาลัย เลขานุการคณะ เลขานุการสำนัก เลขานุการวิทยาลัย ผู้อำนวยการกอง หัวหน้างาน และหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่า ต้องเป็นเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ในระหว่างเปลี่ยนผ่านข้าราชการที่ดำรงตำแหน่งคณบดี ผู้อำนวยการสถาบัน ผู้อำนวยการสำนัก ผู้อำนวยการวิทยาลัย หรือหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่า อยู่ในวันที่ พ.ร.บ. ใช้บังคับ และยังมิได้เปลี่ยนสถานภาพเป็นเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัย ให้คงดำรงตำแหน่งอยู่ต่อไปจนกว่าจะครบวาระได้
 
สำหรับข้าราชการผู้ดำรงตำแหน่งเลขานุการคณะ เลขานุการสำนัก เลขานุการวิทยาลัย
ผู้อำนวยการกอง หัวหน้างาน และหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่า ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในวันที่ พ.ร.บ. ใช้บังคับ และยังมิได้เปลี่ยนสถานะภาพเป็นเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัย
ให้คงดำรงตำแหน่งอยู่ต่อไปได้อีกแต่ไม่เกินสามปีนับแต่วันที่ พ.ร.บ. ใช้บังคับ (ตามร่าง พ.ร.บ. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มาตรา 85)
   
28.
ถาม ระบบการประเมินเป็นอย่างไร จะแน่ใจอย่างไรว่ามีความเป็นธรรม โปร่งใส และไม่มีระบบ
พรรคพวกหรือเลือกปฏิบัติเฉพาะบุคคล ?
  ตอบ เพื่อเป็นหลักประกันทั้งในด้านประสิทธิภาพและความเป็นธรรม ได้มีกำหนดไว้ในร่าง พ.ร.บ. มธ. มาตรา 49 และ 50 มหาวิทยาลัยต้องจัดให้มีระบบการประเมินผลการดำเนินงาน
ของหน่วยงานและการทำงานของบุคลากร โดยใช้ผลการประเมินดังกล่าวเป็นหลักในการบริหารงานบุคคล และการพิจารณาความดีความชอบ วิธีการและหลักเกณฑ์ของระบบการประเมินผล
จะต้องกำหนดให้มีการหาข้อมูลจากหน่วยงานหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานและบุคลากรที่
ถูกประเมินและแจ้งผลการประเมินให้หน่วยงานและบุคลากรนั้นได้ทราบว่า การดำเนินงานของหน่วยงานและการทำงานของบุคลากรนั้นอยู่ในระดับใด และควรปรับปรุงในเรื่องใดและอย่างไร
 
การประเมินผลอันเป็นส่วนหนึ่งของระบบการบริหารบุคคล จะมีคณะกรรมการบริหารบุคคลกำกับดูแล ซึ่งมีองค์ประกอบหลากหลายโดยมีจำนวนผู้ทรงคุณวุฒิจากหน่วยงานภายนอกมากกว่าภายใน และมีตัวแทนผู้บริหารน้อยที่สุด หากผู้ถูกประเมินไม่เห็นชอบกับผลประเมิน สามารถอุทธรณ์ร้องทุกข์ได้ ที่คณะกรรมการอุทธรณ์ร้องทุกข์ และหากเกรงว่าจะไม่ได้รับ
ความเป็นธรรม
 
บุคลากรทุกฝ่ายควรมาร่วมกันร่างระเบียบวิธีการ และแบบประเมิน สิ่งสำคัญอยู่ที่ "เกณฑ์" โดยที่เกณฑ์ประเมินจะต้องได้รับความเห็นชอบร่วมกันทั้งหมด
   
29.
ถาม อะไรเป็นสิ่งที่แสดงว่า มหาวิทยาลัยจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น เมื่อออกนอกระบบราชการ ?
  ตอบ จากสภาพปัญหาของมหาวิทยาลัยที่ยึดโยงอยู่กับระบบราชการมาอย่างแน่นแฟ้น ทั้งระบบ
การบริหารงานบุคคล การบริหารงบประมาณ การเงิน และการพัสดุ ต้องยึดถือกฎเกณฑ์และ
ระเบียบต่าง ๆ โดยเคร่งครัด ซึ่งในบางกรณีก็อาจขัดกับลักษณะการบริหารมหาวิทยาลัยที่ต้องการ
ความยืดหยุ่น ความคล่องตัวและความฉับไวในการดำเนินการ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่จะ
สนองตอบความก้าวหน้าทางวิชาการ ความไม่คล่องตัวและกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่เป็นกรอบใน
การบริหารมหาวิทยาลัยตามระบบราชการเหล่านี้ เป็นเหตุแห่งความไม่มีประสิทธิภาพของ
การบริหารมหาวิทยาลัย การออกนอกระบบราชการจะทำให้มหาวิทยาลัยมีอิสระในการพัฒนา
และบริหารตนเอง ให้สอดคล้องกับปรัชญาและจุดมุ่งหมายของมหาวิทยาลัยได้อย่างเต็มที่
สามารถแก้ปัญหาความไม่คล่องตัวและความไม่มีประสิทธิภาพในการบริหาร
  อนึ่ง ภายใต้ระบบราชการก็มีระบบการประเมิน และสามารถประเมินผลการทำงานได้
อยู่แล้ว เพียงแต่ว่า แต่ละหน่วยงานเอาจริงเอาจังไม่เหมือนกันเท่านั้น ถ้าออกนอกระบบแล้ว
หลักการคือ จะต้องมีระบบการประเมินผลงานที่เข้มแข็งและเป็นธรรมซึ่งจะเป็นหลักประกัน
ให้ผู้ที่ทำงานอย่างเต็มศักยภาพมีความมั่นคงในการทำงาน และมีความก้าวหน้าในการทำงาน
ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะสะท้อนให้เห็นว่ามหาวิทยาลัยจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น
   
30.
ถาม ใครเป็นผู้ประเมิน ผู้ถูกประเมินขอดูผลการประเมินได้หรือไม่ ?
  ตอบ โดยหลักการจะมีคณะกรรมการที่เป็นกลางเป็นผู้ประเมิน และการประเมินตามร่าง พ.ร.บ.
มธ. กำหนดให้มีการหาข้อมูลจากหน่วยงานหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานและบุคลากรที่
ถูกประเมินและแจ้งผลการประเมินให้หน่วยงานและบุคลากรนั้นได้ทราบว่าการดำเนินงานของ
  หน่วยงานและการทำงานของบุคลากรนั้นอยู่ในระดับใด และควรปรับปรุงในเรื่องใดและอย่างไร
โดยผู้ถูกประเมินมีสิทธิ์ขอดูผลการประเมินได้ (ตามร่าง พ.ร.บ. มธ. มาตรา 50)
   
31.
ถาม ในระบบราชการ ลูกน้องที่มีความคิดเห็นต่างกับหัวหน้ายังพออยู่ได้ แต่เมื่อออกนอกระบบ
ราชการแล้ว ยังกระทำได้หรือไม่ ?
  ตอบ กระทำได้ เพราะเรายังคงอยู่ในสังคมประชาธิปไตยเหมือนเดิม การแสดง ความคิดเห็น
ที่แตกต่างกับคนอื่นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้เป็นปกติในระบบประชาธิปไตยและการที่มหาวิทยาลัย
ธรรมศาสตร์ออกนอกระบบราชการ ก็ไม่ได้แปลว่าธรรมศาสตร์จะบริหารงานแบบเผด็จการ
ในทางตรงกันข้าม การบริหารงานแบบนอกระบบจะต้องถูกออกแบบให้มีความโปร่งใสและ
ความยุติธรรมที่เป็นรูปธรรมในการบริหารงานมากขึ้น อันที่จริงหน่วยงานต้องการคนทำงานที่
มีความคิดความอ่าน คนที่ทำงานตามสั่งอย่างเดียว ไม่มีความคิดเห็น ไม่มีความรู้ ไม่มีความคิด
ริเริ่มสร้างสรรค์เลย ไม่ควรได้รับความก้าวหน้าในการทำงาน ดังนั้น คนมีความคิดเห็นเป็นเรื่องดี
และสามารถเห็นต่างจากผู้บังคับบัญชาได้ สามารถให้คำแนะนำได้ แต่เมื่อผู้บังคับบัญชาตัดสินใจ
แล้วควรปฏิบัติตาม ไม่ใช่ดื้อดึงตามความคิดเห็นของตน ซึ่งเป็นหลักการที่สอดคล้องกับสิ่งที่
ปรากฏอยู่ในร่างข้อบังคับ ว่าด้วยวินัยและการรักษาวินัย
   
32.
ถาม ผลงานวัดจากตรงไหน เป็นรูปธรรมชัดเจนหรือไม่ ?
  ตอบ การประเมินผลงานจะดูที่ขอบข่ายภาระงานที่แต่ละตำแหน่งนั้น ๆ รับผิดชอบ
(Job Description) และภาระงานขั้นต่ำ (Minimum Workload) ที่แต่ละตำแหน่งจะต้องปฏิบัติ ซึ่งจะมีการร่วมกัน กำหนดไว้อย่างเป็นรูปธรรม นั่นคือ ถ้าบุคลากรสามารถทำงานได้ตามภาระงานขั้นต่ำของตน โดยมีคุณภาพงานได้ มาตรฐานก็ย่อมผ่านการประเมินอย่างแน่นอน และถ้าบุคลากรคนใด สามารถทำงานได้มากกว่าภาระงาน ขั้นต่ำที่กำหนดก็ย่อมมีสิทธิ์ที่จะได้รับรางวัล จากการปฏิบัติงานนั้น ซึ่งอาจจะเป็นการเลื่อนเงินเดือน 2 ขั้น หรือการได้รับโบนัสพิเศษ เป็นต้น
   
33.
ถาม การประเมินผลงานอาจารย์ ใช้ระบบที่มีพื้นฐานเหมือนกันทุกคณะหรือไม่ ?
  ตอบ ใช้หลักเกณฑ์พื้นฐานกลางเหมือนกันทุกคณะ โดยมหาวิทยาลัยจะกำหนดเกณฑ์กลาง
ซึ่งกำหนดภาระงานขั้นต่ำไว้ แต่ในรายละเอียดจะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับลักษณะเฉพาะ ซึ่งใน
รายละเอียดแต่ละคณะต้องเป็นผู้กำหนด
   
34.
ถาม ภาระงานสอน - งานวิจัย เป็นอย่างไร?
  ตอบ ภาระงานขั้นต่ำของงานสอน - งานวิจัย จะมีมากน้อยเท่าไรนั้น ฝ่ายที่รับผิดชอบกำลัง
พิจารณากำหนดอยู่ ในปัจจุบันบางคณะก็มีการกำหนดภาระงานสอน - งานวิจัยขั้นต่ำไว้ แต่อาจ
มากน้อยต่างกัน บางคณะก็ไม่มีการกำหนด
   
35.
ถาม ภาระงานสอนกับงานวิชาการอื่น ๆ นำมาถัวเฉลี่ยกันได้หรือไม่ ?
  ตอบ โดยหลักเกณฑ์แล้ว อาจารย์มหาวิทยาลัยควรรับผิดชอบทั้งงานสอนและงานวิจัยไปด้วยกัน
แต่น้ำหนักจะเป็นเท่าไร ฝ่ายที่เกี่ยวข้องกำลังพิจารณาเสนออยู่ อย่างไรก็ตาม โดยหลักการ ก็เห็นว่าอาจยืดหยุ่นให้มีการนำภาระงานสอน หรือ งานวิชาการมาเฉลี่ยกันได้บ้าง ตามหลักเกณฑ์ที่จะกำหนดขึ้น
   
36.
ถาม มีหลักการทำสัญญาจ้างและการต่อสัญญาจ้างการทำงานอย่างไร มีระบบการจ้างงาน
แบบถาวร (Tenure System) หรือไม่ ถ้ามี ใช้หลักเกณฑ์เช่นใด ?
  ตอบ สัญญาจ้าง และ การต่อสัญญาจ้างที่จะใช้ปฏิบัติจริงเมื่อ มธ. ออกนอกระบบยังไม่มีข้อยุติ
แต่มีการเสนอแนวความคิดจากฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
  สัญญาจ้างจะแบ่งเป็น 2 สายคือ
 
  1. สายวิชาการ (Academic) มีสัญญาจ้างครั้งแรก 3 ปี ครั้งที่สอง 5 ปี ครั้งที่สาม 5 ปี หลังจากนั้น เป็นสัญญาจ้างแบบถาวร
  2. สายสนับสนุนวิชาการ (Non - Academic) มีสัญญาจ้างครั้งแรก 2 ปี ครั้งที่สอง 3 ปี ครั้งที่สาม 5 ปี หลังจากนั้นเป็นสัญญาจ้างแบบถาวร
    อนึ่ง จะมีการประเมินผลการปฏิบัติงานเพื่อเลื่อนขั้นเงินเดือนเป็นประจำทุก ๆ ปี
   
37.
ถาม โครงสร้างหน่วยงานของ มธ. ในภาพรวมเป็นอย่างไร หน่วยงานที่มีภาระงานใกล้เคียงกัน
จะยุบ รวมหรือไม่ ?
  ตอบ ร่าง พ.ร.บ. มธ. ได้กำหนดให้มีสภามหาวิทยาลัยเป็นองค์กรสูงสุด และมีหน่วยงานต่าง ๆ
ดังนี้
 
    1. สำนักงาน
    2. คณะ
    3. วิทยาลัย
    4. สถาบัน
    5. สำนัก
 
มหาวิทยาลัยอาจจะมีหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่า สำนักงาน คณะ วิทยาลัย สถาบัน หรือสำนัก เพื่อดำเนินการตามวัตถุประสงค์ในมาตรา 7 และมาตรา 8 เป็นหน่วยงานในมหาวิทยาลัยอีกก็ได้
 
การจัดโครงสร้างหน่วยงานเพื่อให้สอดคล้องตามร่าง พ.ร.บ. มธ. ซึ่งจะรวมถึงการพิจารณา เรื่องการยุบรวมหน่วยงานที่มีภารกิจใกล้เคียงกันด้วย ขณะนี้ ฝ่ายที่เกี่ยวข้องกำลังพิจารณา ดำเนินการ อย่างไรก็ตาม การจะยุบรวมหน่วยงานที่มีภารกิจใกล้เคียงกัน โดยหลักการน่าจะอยู่ บนพื้นฐานของเหตุผลและความจำเป็น โดยยึดหลักประโยชน์สูงสุดของมหาวิทยาลัยเป็นที่ตั้ง
   
38.
ถาม มีนโยบายลดจำนวนบุคลากรลง หรือยกเลิกตำแหน่ง หรือให้คนออกจากงาน (Lay Off)
หรือไม่ ?
  ตอบ ในหลักการ มหาวิทยาลัยไม่มีนโยบายดังกล่าว
   
39.
ถาม จะ Lay Off ผู้ที่มีอายุมากขึ้นเหมือนภาคเอกชนหรือไม่ โดยอ้างความอยู่รอดขององค์การ
เพราะไม่เชื่อคำพูดที่ว่า "ถ้าคุณทำงานดีมีความสามารถใครจะเอาออก"?
  ตอบ ในหลักการ มหาวิทยาลัยไม่มีนโยบาย Lay Off บุคลากรที่มีอายุมาก บุคลากรไม่ว่าอายุเท่าใด
จะอยู่ไม่ได้ถ้าประเมินผลงานไม่ผ่าน ประเด็นสำคัญ คือ การประเมินผลงาน ที่ต้องมีเกณฑ์ชัดเจน
เป็นรูปธรรม และได้รับการยอมรับจากบุคลากรว่าเหมาะสมเป็นธรรมแล้ว
   
40.
ถาม การพ้นสภาพจากการเป็นเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัย จะเกิดขึ้นในกรณีใดบ้าง ?
  ตอบ โดยหลักการพื้นฐานได้แก่กรณีต่อไปนี้ ถึงแก่กรรม ลาออก เกษียณอายุ ไม่ได้รับ
การต่อสัญญาจ้าง เพราะประเมินผลงานไม่ผ่าน ซึ่งรายละเอียดจะปรากฏในร่างกฎหมาย
ลำดับรองต่อไป
 
41.
ถาม กรณีเป็นหนี้ผ่อนบ้านกับสหกรณ์ออมทรัพย์ หากถูกประเมินให้ออก จะลดครึ่งราคา
หรือยกหนี้ให้หรือไม่ ?
  ตอบ การทำสัญญาจ้างกู้เงินจากสหกรณ์ออมทรัพย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หรือแม้แต่สถาบัน
การเงินใด ๆ เป็นการทำสัญญาระหว่างผู้กู้ กับ ผู้ให้กู้ (ซึ่งก็คือสถาบันการเงิน)เท่านั้น ไม่เกี่ยวข้อง
สัมพันธ์กับการจ้างงานของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แต่อย่างใด เป็นการรับผิดชอบ ส่วนบุคคลใน
การชำระหนี้นั้น ๆ ดังนั้น การเป็นหนี้กับสหกรณ์ฯ เป็นเรื่องระหว่างตัวบุคคล นั้น ๆ กับสหกรณ์
โดยให้ปฏิบัติไปตามระเบียบกฎเกณฑ์ของสหกรณ์ฯ
   
42.
ถาม การประเมินบุคลากรสายวิจัย มีระบบอย่างไร ประเมินโดยใคร ?
  ตอบ ระบบการประเมินบุคลากรทุกสาย จะอาศัยภาระงาน (Job Description) และภาระงานขั้นต่ำ
(Minimum Workload) เป็นรูปธรรมที่สำคัญ กล่าวคือ หากว่าไม่ทำภาระงานขั้นต่ำที่กำหนดไว้ใน
แต่ละสาย โดยไม่มีเหตุผลพิเศษ คือ ไม่มีประสิทธิภาพอาจถูกประเมินให้ไม่ได้รับการพิจารณา
ความดี ความชอบประจำปี และอาจจะถูกประเมินออกได้ โดยจะมีคณะกรรมการประเมินโดย
ยึดหลักสามัญ 5 ประการ ดังนี้\
 
    1. วิธีการประเมินต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้และเป็นธรรม
    2. กลไกการประเมินควรใช้องค์คณะบุคคลทั้งภายในและภายนอก
    3. ผลของการประเมินต้องนำไปพัฒนา และปรับปรุงเพื่อให้ได้คุณภาพ
    4. กฎเกณฑ์การดำเนินการต้องเป็นไปอย่างถูกต้องและเหมาะสม
    5. กฎเกณฑ์ทั้งหมดต้องเปิดโอกาสให้บุคลากรมีส่วนร่วมด้วย
43.
ถาม เมื่อเปลี่ยนสถานภาพจากข้าราชการเป็นเจ้าหน้าที่ มธ. ต้องทดลองงานก่อน หรือไม่ ?
  ตอบ เมื่อสามารถผ่านการประเมินเข้าสู่ระบบใหม่ เพื่อเปลี่ยนสถานภาพจากข้าราชการมาเป็น
เจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยตามเกณฑ์ที่กำหนดได้ ก็ให้เป็นเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัย ซึ่งจะไม่มี
การทดลองงาน แต่ต้องมีการประเมินผลการทำงานตามปกติทุกปี
   
44.
ถาม การทำงานในระบบมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ จะมีการคัดคนที่ขาดความ กระตือรือร้น
ไร้ประสิทธิภาพ ออกจากงานได้จริง หรือไม่ ?
  ตอบ จริง ถ้ามีระบบการประเมินที่เข้มแข็งและเป็นรูปธรรม และบังคับใช้ระบบการประเมิน
ดังกล่าวอย่างจริงจัง
   
45.
ถาม เจ้าหน้าที่สายสนับสนุนวิชาการมีโอกาสเพิ่มศักยภาพของตนได้อย่างไรบ้าง ?
  ตอบ นอกเหนือจากการพัฒนาตนเองเพื่อรองรับการทำงานและการประเมินในระบบใหม่แล้ว
ในส่วนของมหาวิทยาลัยมีนโยบายที่มุ่งเน้นให้มีการพัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่อง จนถึงเกษียณอายุ
ราชการ รวมถึงการจัดตั้งกองทุนพัฒนาบุคลากรตามที่ร่าง พ.ร.บ. มธ. กำหนดให้สามารถกระทำได้
เพื่อให้การสนับสนุนในเรื่องต่าง ๆ อาทิเช่น การให้ทุนการศึกษาต่อ ทุนดูงานและทุนฝึกอบรม
ระยะสั้น ระยะยาว ทั้งในประเทศและต่างประเทศ
   
46.
ถาม เมื่อออกนอกระบบ บุคคลที่ไม่จบการศึกษาระดับปริญญาตรี จะสามารถทำงานได้ต่อไป
หรือไม่ ?
  ตอบ บุคลากรที่ไม่จบการศึกษาปริญญาตรี ยังคงสามารถทำงานในระบบราชการได้อย่างปกติ
จนถึงเกษียณอายุ นอกจากนี้มหาวิทยาลัยมีแนวความคิด ที่จะเปิดโอกาสให้เปลี่ยนสถานภาพ
เป็นเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยได้ด้วย เช่น พนักงานขับรถ เจ้าหน้าที่บันทึกข้อมูล พนักงานธุรการ
เป็นต้น แต่ต้องผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ทำนองเดียวกับบุคลากรอื่น
  อนึ่ง มธ. มีนโยบายจะสนับสนุนให้ได้ศึกษาต่อในระดับสูงขึ้น แต่ถ้าบางคนมีอายุมาก
หรือมีภาระที่ไม่สามารถศึกษาต่อได้ก็ไม่มีผลกระทบต่อสถานภาพแต่อย่างใด สามารถทำงาน
ในระบบราชการจนเกษียณอายุ และทำงานใน ม. ในกำกับได้เช่นกัน
   
47.
ถาม สวัสดิการเป็นอย่างไร ?
  ตอบ ในเรื่องของสวัสดิการ โดยหลักการแล้วจะได้รับไม่น้อยกว่าสวัสดิการและประโยชน์อย่างอื่น
ที่ผู้นั้นได้รับอยู่ ในขณะเป็นข้าราชการหรือเป็นลูกจ้างประจำของทางราชการ (ตามร่าง พ.ร.บ.
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มาตรา 84 วรรคสอง) และเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยต้องได้รับการคุ้มครอง
และประโยชน์ตอบแทนไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมาย
ว่าด้วยเงินทดแทน (ตามร่าง พ.ร.บ. มธ. มาตรา 11) ซึ่งขณะนี้ ฝ่ายที่เกี่ยวข้องกำลังร่างกฎหมาย
ลำดับรองอยู่
   
48.
ถาม สิทธิการรักษาพยาบาลบุตร บิดา มารดา คู่สมรส ยังคงอยู่หรือไม่ ?
  ตอบ สิทธิดังกล่าว เป็นสิทธิของข้าราชการ เมื่อไม่ได้เป็นข้าราชการก็ไม่มีสิทธิ แต่จะมีสวัสดิการ
อื่นตามที่จะกำหนดขึ้น ส่วนจะมีในลักษณะเดียวกันหรือไม่ ฝ่ายที่รับผิดชอบกำลัง ร่างระเบียบฯ อยู่
   
49.
ถาม เบิกค่าเล่าเรียนบุตรได้หรือไม่ ?
  ตอบ ทำนองเดียวกับสิทธิการรักษาพยาบาล
   
50.
ถาม กรณีข้าราชการเลือกที่จะเปลี่ยนสภาพไปเป็นเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยทันที และมีอายุ
ราชการ 7 ปี จะได้รับบำเหน็จหรือบำนาญหรือไม่ ?
  ตอบ เมื่อข้าราชการเปลี่ยนสภาพเป็นเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัย ข้าราชการผู้นั้นจะมีสิทธิได้รับ
บำเหน็จ หรือบำนาญทันที ถ้ามีอายุราชการดังนี้
 
1.
อายุราชการ ตั้งแต่ 1 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป แต่ไม่ถึง 10 ปี (หรือ 9 ปี 6 เดือน)
จะได้รับบำเหน็จ
2.
อายุราชการ ตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป (หรือ 9 ปี 6 เดือน) มีสิทธิเลือกรับบำเหน็จ
หรือบำนาญก็ได้
   
51.
ถาม บำเหน็จ บำนาญ คำนวณอย่างไร ?
  ตอบ 1. กรณีไม่เป็นสมาชิก กบข.
 
บำเหน็จ  =
เงินเดือนเดือนสุดท้าย คูณ เวลาราชการ
บำนาญ  =
เงินเดือนเดือนสุดท้าย คูณ เวลาราชการ หาร 50 (เวลาราชการถ้าเศษ
ของปีถึง 6 เดือน ปัดเป็น 1 ปี ตาม พ.ร.บ. บำเหน็จบำนาญข้าราชการ
พ.ศ. 2494 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 29)
   
     2. กรณีเป็นสมาชิก กบข.
บำเหน็จ =
เงินเดือนเดือนสุดท้าย คูณ เวลาราชการ
บำนาญ  =
เงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย คูณ เวลาราชการ หาร 50 (แต่ไม่เกิน
70 % ของเงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย
(เวลาราชการให้นับรวมเศษของปีด้วย ตาม พ.ร.บ. กองทุนบำเหน็จ
บำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2539 มาตรา 66)
   
52.
ถาม เป็นสมาชิก กบข. (กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ) อยู่แล้ว เมื่อออกนอกระบบจะเป็น
ต่อได้ หรือไม่?
  ตอบ กรณีข้าราชการที่เป็นสมาชิก กบข. อยู่แล้ว เมื่อเปลี่ยนสภาพเป็นเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัย
จะเป็นสมาชิก กบข. ต่อเนื่องได้หรือไม่นั้น ขณะนี้ มติ ครม. เห็นชอบในหลักการให้เป็นสมาชิก
กบข. ต่อได้
   
53.
ถาม เมื่อออกนอกระบบ สามารถนับอายุการทำงานต่อเนื่องได้หรือไม่ ?
  ตอบ เมื่อออกนอกระบบจะเริ่มนับอายุการทำงานใหม่ เนื่องจากมิได้เป็นข้าราชการ จะนำไปนับ
เป็นอายุราชการไม่ได้
   
54.
ถาม เมื่อมหาวิทยาลัยออกนอกระบบแล้ว มหาวิทยาลัยมีแนวทางหรือนโยบายในการตอบแทน
ความดี ความชอบของเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยที่ปฏิบัติงานให้แก่มหาวิทยาลัยมานานหรือ
เกษียณอายุราชการอย่างไร ?
  ตอบ เรื่องนี้ เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องการบริหารบุคคล ขณะนี้อยู่ในระหว่างการดำเนินการ
   
55.
ถาม อัตราเงินเดือนใหม่ที่จะได้รับเมื่อเปลี่ยนสภาพจะเริ่มจากฐานเงินเดือนเดิมหรือไม่ ?
  ตอบ ใช้อัตราเงินเดือนเดิมของข้าราชการผู้นั้นเป็นฐานในการคิดคำนวณ เช่น ตัวอย่าง การคำนวณ
ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) กำหนดไว้ดังนี้
 
1.
ข้าราชการสาย ก = เงินเดือนเดิม = 1.6
2.
ข้าราชการสาย ข และสาย ค (ตำแหน่งที่ใช้วุฒิ ป.ตรี ขึ้นไป) = เงินเดือนเดิม = 1.5
3.
ข้าราชการสาย ข และสาย ค (ตำแหน่งที่ใช้วุฒิต่ำกว่า ป.ตรี) = เงินเดือนเดิม = 1.25
  ในส่วนของ มธ. มีแนวคิดว่า อัตราเงินเดือนเริ่มต้น ควรจะไม่ต่ำกว่ามหาวิทยาลัยของรัฐ
ที่ออกนอกระบบไปก่อนแล้ว ซึ่งขณะนี้มีข้อเสนอตั้งแต่ 1.5, 1.7 และ 2 เท่าของฐานเงินเดือนเดิม
แต่ไม่เป็นที่ยุติ
   
56.
ถาม อัตราเงินเดือนและค่าตอบแทนอื่น ๆ สูงกว่าเดิมเท่าใด โครงสร้างเงินเดือนแต่ละสาย
เป็นอย่างไร ?
  ตอบ ตามหลักการแล้ว อัตราเงินเดือน และค่าตอบแทน รวมทั้งโครงสร้างเงินเดือน
สภามหาวิทยาลัยจะเป็นผู้กำหนด
   
57.
ถาม เงินเดือนใหม่ของเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัย จะได้ทันทีที่ออกนอกระบบหรือไม่ ?
  ตอบ ได้ทันที ปัจจุบันบุคลากรมหาวิทยาลัยในกำกับของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้า
ธนบุรี ก็ได้รับอยู่
   
58.
ถาม นอกจากค่าตอบแทนที่สูงขึ้นแล้ว ข้าราชการที่ออกนอกระบบจะได้ประโยชน์อื่นใดอีก ?
  ตอบ ตามหลักการแล้ว เมื่อหน่วยงานได้รับประโยชน์สูงขึ้น บุคลากรในหน่วยงานนั้น ย่อมต้องได้
รับประโยชน์สูงขึ้นควบคู่ไปด้วย อาทิเช่น เงินโบนัสพิเศษ รางวัลอื่น ๆ เป็นต้น ซึ่งจะต้องกำหนด
เกณฑ์ต่อไป
   
59.
ถาม คนที่ค้าน หรือ ไม่เห็นด้วย ทำไมค้าน หรือไม่เห็นด้วย ?
  ตอบ ก็เพราะเขาเห็นต่างนั่นเอง ไม่เห็นเป็นเรื่องผิดปกติอะไร ต้องยอมรับว่านโยบายออกนอก
ระบบราชการ ตั้งแต่เริ่มต้นมีแต่กรอบนโยบายกว้าง ๆ รายละเอียดไม่มี ไม่ได้แจ้ง จึงทำให้คิด
และมองต่างกัน คนที่เห็นต่างก็มีสิทธิที่จะแสดงความเห็น ผู้ที่เห็นข้อดี ก็ต้องอธิบาย ชี้แจง ทำให้
เห็นได้ชัดเจนว่า ออกนอกระบบแล้วดี ผู้มีอำนาจหน้าที่กำหนดนโยบายก็ต้องรับฟังให้มาก ๆ แล้ว
ตัดสินใจ และรับผิดชอบในการตัดสินใจนั้น
   
60.
ถาม ไม่ได้ติดตามเรื่องออกนอกระบบมาตั้งแต่ต้น ช่วยสรุปความเป็นมาของการทำงานของ
มธ. ด้วย ?
  ตอบ เมื่อรัฐบาลมีนโยบาย และทบวงฯ ได้มีบันทึกขอให้ มธ. ดำเนินการ โดยให้เลือกว่าจะ
ออกนอกระบบในปีใด มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (รศ. ดร. นริศ ชัยสูตร อธิการบดี วาระแรก)
ได้กำหนดให้ มธ. ออกนอกระบบเป็น มหาวิทยาลัยสุดท้าย ในปีสุดท้าย คือ 2545 เหตุผล
เพราะการออกนอกระบบเป็นเรื่องใหญ่มาก รัฐบาลมีนโยบายโดยไม่มีรายละเอียดมากนัก
ภาระงานที่ต้องดำเนินการมีมากมาย ฯลฯ หลังจากนั้น ในส่วนของการจัดเตรียมกฎหมาย
คือ ร่าง พ.ร.บ. มธ. ได้ตั้งคณะกรรมการชุดหนึ่ง ทำหน้าที่จัดเตรียมกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ
ของมหาวิทยาลัยโดย มี รศ. ดร. กำชัย จงจักรพันธ์ เป็นประธานฯ รับผิดชอบในการดำเนินการ
จัดเตรียมร่าง พ.ร.บ. ได้กำหนดหลักการ และกรอบในการทำงานดังนี้
 
1.
เตรียมความพร้อมในเรื่องของความรู้ความเข้าใจ ในนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้ มหาวิทยาลัยของรัฐปรับเปลี่ยนไปเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับ คือ ให้ข้อมูล ข้อเท็จจริง เกี่ยวกับ นโยบายของรัฐบาลในเรื่องการออกนอกระบบราชการโดยละเอียด
2.
เปิดโอกาสให้บุคลากรได้แสดงความคิดเห็น วิพากษ์ วิจารณ์นโยบายการออกนอกระบบ
ราชการของรัฐบาลอย่างเต็มที่ สังคมมหาวิทยาลัยแม้จะเป็นหน่วยงานราชการที่ต้องปฏิบัติตาม
นโยบายของรัฐบาล แต่ก็เป็นชุมชนทางวิชาการที่มีวัฒนธรรมในการให้สิทธิเสรีภาพในการแสดง
ความคิดเห็นอย่างเต็มที่ ธรรมศาสตร์เปิดโอกาสให้ประชาคมได้อภิปราย วิเคราะห์ข้อดี ข้อเสีย
จุดเด่น จุดด้อยของนโยบายการออกนอกระบบราชการอย่างเต็มที่และทั่วถึง และมหาวิทยาลัย
ได้ประมวลเอาผลดี ผลเสียที่มีการคาดการณ์ไว้มาเป็นข้อมูล ที่เห็นว่าดี ก็คิดต่อว่าจะทำอย่างไร
บ้าง ข้อดีดังกล่าวถึงจะเกิดขึ้นแน่ๆ ที่เป็นข้อเสียก็ระดมสมอง หาหนทางป้องกัน แก้ไขล่วงหน้า
3.
สร้างกระบวนการจัดทำกฎหมาย คือ พระราชบัญญัติและกฎหมายลำดับรองอื่นๆ ใน
ลักษณะที่ให้ประชาคมได้มีโอกาสมีส่วนร่วมในการร่าง มีโอกาสแสดงความคิดเห็น รวมทั้งเปิด
กว้างรับฟังความคิดเห็นจากนักศึกษา ศิษย์เก่า สื่อมวลชน สังคมภายนอกทุกกลุ่มอย่างทั่วถึง
โดยได้จัดให้มีการประชุม สัมมนา อภิปราย เสวนา ในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งในส่วนกลางคือ
สำนักงานอธิการบดี และตามคณะ สำนัก สถาบันต่าง ๆ ประมาณ 73 ครั้ง มีจำนวนคนเข้าร่วม
ประมาณ 5,190 คน โดยสรุปเป็นรูปธรรม ขณะนี้ก็คือ ธรรมศาสตร์ได้จัดทำพระราชบัญญัติ
เสร็จสิ้นแล้ว อยู่ในขั้นตอนของทบวงมหาวิทยาลัยในการนำเสนอคณะรัฐมนตรี
  ในการรับฟังความคิดเห็น และข้อเสนอแนะจากบุคลากรนั้น มธ. ได้สรุปความคิดเห็น
ของบุคลากร / หน่วยงานที่มีต่อร่าง พ.ร.บ. มธ. โดยรายละเอียดชัดเจนพร้อมทั้งเหตุผลสนับสนุน (มีทั้งฉบับเต็ม / ฉบับย่อ) ส่งให้แก่กรรมการสภา มธ. เพื่อพิจารณา และวินิจฉัย และในท้ายที่สุดกรรมการสภามีมติปรับแก้ไขร่าง พ.ร.บ. มธ. ตามที่ปรากฏ (เล่มสีเหลืองแดง) ในส่วนของการรับฟังความคิดเห็นนั้น มธ. ไม่ได้ปรับร่าง พ.ร.บ. มธ. เป็นร่าง 1 , ร่าง 2 , 3 ฯลฯ ไปเรื่อย ๆ แต่ได้เลือกแนวทางสรุปความคิดเห็นของบุคลากร / หน่วยงานที่มีต่อร่าง พ.ร.บ. มธ. แทนและนำความคิดเห็นเหล่านั้น ส่งให้กรรมการสภาพิจารณา วินิจฉัย ทั้งนี้ เพราะเห็นว่า
  หากปรับแก้ร่างไปเรื่อย ๆ ตามการแสดงความคิดเห็นในแต่ละครั้งก็จะมีการปรับแก้ไขร่าง
กลับไป - กลับมา เพราะการแสดงความคิดเห็นของบุคลากร / หน่วยงานในแต่ละครั้ง หลายครั้ง
ก็กลับไปกลับมา นอกจากนี้ก็อาจก่อให้เกิดความสับสน เหมือนดังเช่นบางมหาวิทยาลัยประสบ
มาแล้ว เพราะมีถึง 9 ร่าง (ถ้าในส่วน มธ. ทำก็จะมีประมาณ 30 ร่าง เป็นอย่างน้อย)
 
61.
ถาม ในการดำเนินการจัดทำกฎหมายลำดับรอง คือ ข้อบังคับ ข้อกำหนด ระเบียบต่าง ๆ ตามใน
ร่าง พ.ร.บ. มธ. จะทำในลักษณะใด?
  ตอบ มีลำดับการดำเนินการดังนี้
 

1. มอบรองอธิการบดีดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่างกฎหมายลำดับรอง
2. มหาวิทยาลัยนำกฎหมายลำดับรองทำการประชาพิจารณ์ก่อนนำเสนอสภามหาวิทยาลัย
3. สภามหาวิทยาลัย จะตั้งคณะกรรมการเพื่อประมวลและทบทวนร่างกฎหมายลำดับรอง
โดยสรุปการดำเนินการกระทำในทำนองเดียวกับร่าง พ.ร.บ. มธ. (รองอธิการบดีที่เกี่ยวข้องรับผิดชอบ) โดยมีข้อเพิ่มเติมบางประการ คือ ในกรณีที่บุคลากรเห็นว่า ร่างข้อบังคับใดไม่เหมาะสม ไม่ถูกต้องสอดคล้องตามความเห็นตน นอกจากการแสดงความคิดเห็น ซึ่งจะได้รับการบันทึก ทำเป็นข้อสังเกตส่งให้ สภามหาวิทยาลัย พิจารณาวินิจฉัยแล้วบุคลากรอาจยกร่างข้อบังคับขึ้นเป็นเอกเทศได้ (หากมีคนรับรองร่างดังกล่าวถึง 50 คน) จะนำเสนอร่างดังกล่าวให้สภามหาวิทยาลัยพิจารณา

   
62.
ถาม กระบวนการจัดทำร่าง พ.ร.บ. มธ. บุคลากรมีส่วนแค่ไหน อย่างไร ความเห็นของบุคลากรได้
ถูกรับฟังโดย สภามหาวิทยาลัยหรือไม่ ?
  ตอบ การจัดทำร่าง พ.ร.บ. มธ. เริ่มต้นที่ได้เสนอประเด็นสำคัญที่ควรจะมีอยู่ในร่าง พ.ร.บ. มธ.
เพื่อเป็นการจุดประกายให้บุคลากรตื่นตัว สนใจ และร่วมในการเสนอความคิดเห็น และจัดทำร่าง
พ.ร.บ. มธ. มีการประชุมระดมสมองรับฟังความคิดเห็น และมีผู้เสนอประเด็นตามสมควร หลังจาก
นั้นได้มีการยกร่าง พ.ร.บ. มธ. ในรูปของกฎหมาย โดยยึดหลักการในการยกร่าง 3 ประการ คือ
 
1.
ศึกษาถึงหลักการของการออกนอกระบบราชการของรัฐบาล วิเคราะห์ข้อดี ข้ออ่อน
เพื่อนำข้อดีมาเป็นหลักในร่างกฎหมาย และพิจารณาหาหนทางป้องกันแก้ไขข้ออ่อนต่าง ๆ ที่อาจจะ เกิดขึ้น
2.
ศึกษาพิจารณา ข้อขัดข้องของการที่ยังอยู่ในระบบราชการ ศึกษากฎหมาย คือ พ.ร.บ.
มธ. ฉบับปัจจุบัน และพยายามป้องกันแก้ไขไม่ให้ปัญหาต่าง ๆ ที่เคยมีอยู่ในระบบราชการ ดำรง
อยู่ต่อไป เท่าที่จะสมควรทำได้ในร่าง พ.ร.บ. มธ.
3.
ศึกษาเปรียบเทียบพระราชบัญญัติของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัย
ในกำกับ เช่น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ฯลฯ หรือมหาวิทยาลัยของ
รัฐอื่น ๆ ที่เปลี่ยนไปเป็น ม. ในกำกับ เช่น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ฯลฯ
  เมื่อยกร่างตุ๊กตา ร่าง พ.ร.บ. มธ. ได้แล้ว ก็ใช้ตุ๊กตาที่เป็นหลักในการรับฟังความคิดเห็น โดยมีแผนการรับฟังความคิดเห็น 3 แผน คือ
 
  1. หน่วยงานจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็น และข้อเสนอแนะภายในหน่วยงาน
  2. แผนการสัมมนา ประชุม อภิปรายนอกสถานที่ จัดโดยมหาวิทยาลัยส่วนกลาง
  3. แผนรับฟังข้อคิดเห็นจาก วิทยากร ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด
  ทั้ง 3 แผน ใช้เวลาประมาณ 2-3 ปี มีความคิดเห็นต่าง ๆมากมาย ซึ่งความคิดเห็นต่าง ๆ
ที่มีนั้น คณะทำงาน ฯ ได้จดรวบรวมไว้โดยละเอียด ถูกต้อง ชัดเจนและนำเสนอต่อกรรมการ
สภามหาวิทยาลัย เพื่อให้ใช้เป็นข้อมูลในการพิจารณา วินิจฉัย ในชั้นสุดท้ายต่อไป
  เพื่อให้กรรมการสภาได้รับทราบความคิดเห็น ความต้องการของบุคลากร มธ. อย่างสะดวก
ชัดเจน คณะทำงานฯ ได้ดำเนินงาน
1.
จัดทำสรุปความคิดเห็นของบุคลากร เป็นแฟ้มทั้งฉบับเต็ม และฉบับย่อที่ง่ายและสะดวก
ในการศึกษา พร้อมทั้งจัดเตรียมข้อมูลต่าง ๆ ทั้งหมด
2.
จัดส่งข้อมูลความเห็นต่าง ๆ ให้แก่ กรรมการสภาล่วงหน้า ก่อนการประชุมพิจารณาเรื่อง
พ.ร.บ. มธ. เป็นเดือน ๆ
3.
ได้ชี้แจงความสำคัญ และความห่วงใยของบุคลากร บทบาท ภาระหน้าที่ของกรรมการ
สภา ในการใช้ดุลพินิจ เป็นผู้ตัดสินใจในขั้นสุดท้ายว่า ร่าง พ.ร.บ. มธ. จะมีหน้าตาอย่างไร ?
ด้านกรรมการทั้งหมด ซึ่งเชื่อมั่นว่า ความคิดเห็นของบุคลากร ได้เข้าสู่การรับฟัง ของกรรมการสภาครบถ้วน
   
63.
ถาม ข้าราชการที่สมัครใจออกนอกระบบ และได้ประเมินจนผ่านไปเป็นเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยแล้ว
จะได้รับบำเหน็จ บำนาญ แน่นอนหรือไม่ ?
  ตอบ โดยหลักการ ต้องได้ตามสิทธิ และวิธีการคำนวณตามที่กล่าวไปแล้ว โดยทางปฏิบัติ
ข้าราชการมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ที่เปลี่ยนสถานภาพไปเป็นพนักงาน
ของมหาวิทยาลัยในกำกับ ได้รับบำเหน็จ บำนาญอยู่จริง
   
64.
ถาม ลักษณะของการเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการ จะแตกต่างจากเดิมหรือไม่ และยัง คงมีเงินประจำ
ตำแหน่งเหมือนเดิมหรือไม่อย่างไร ?
  ตอบ การเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการ ยังมีอยู่เหมือนเดิม และมีเงินประจำตำแหน่งทางวิชาการ
เหมือนเดิม สำหรับหลักเกณฑ์ วิธีการ การเข้าสู่ตำแหน่งวิชาการ และเงินประจำตำแหน่ง จะเป็น
อย่างไร ฝ่ายที่รับผิดชอบกำลังพิจารณาอยู่
   
65.
ถาม ลักษณะของการเข้าสู่ตำแหน่งชำนาญการของบุคลากรสายบริการ หรือสายสนับสนุนวิชาการ
จะยังคงเหมือนเดิมหรือไม่ จะมีการเพิ่มเงินประจำตำแหน่งชำนาญการ เช่นเดียวกับบุคลากร
สายวิชาการหรือไม่ ?
  ตอบ เหมือนการเข้าสู่ตำแหน่งวิชาการ
   
66.
ถาม จะมีโบนัสไหม ?
  ตอบ สามารถมีได้ แม้ยังไม่ออกนอกระบบราชการ รัฐบาลชุดปัจจุบันยังให้โบนัสได้เลย
   
67.
ถาม เมื่อออกนอกระบบ มหาวิทยาลัยมีการจัดสรรงบประมาณให้แต่ละหน่วยงานอย่างไร
โดยเฉพาะหน่วยงานที่ไม่มีรายได้พิเศษ (โครงการเลี้ยงตัวเอง)
  ตอบ เป็นประเด็นที่ให้ความสำคัญมาก จริงอยู่ที่ความเข้มแข็งและความสามารถในการพึ่งพาตนเอง
ทางการเงินงบประมาณของมหาวิทยาลัยจะต้องได้รับการพิจารณา และให้ความสำคัญ ควบคู่ไปกับ
มาตรฐานทางวิชาการ แต่มิได้หมายความว่า หน่วยงาน องค์กร ที่ไม่สามารถหารายได้เองได้
จะหมดหรือมีความสำคัญน้อยลงไป ความสำคัญของหน่วยงาน องค์กร อยู่ที่การปฏิบัติหน้าที่ตาม
ภารกิจ ดังนั้น มธ. จะจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอในการปฏิบัติภารกิจ และจะดูแลเรื่อง
สวัสดิการค่าตอบแทนให้ใกล้เคียงกัน
  ตามมาตรา 8 ของร่าง พ.ร.บ. มธ. กำหนดให้มหาวิทยาลัยต้องสนับสนุนหน่วยงานที่ไม่
สามารถพึ่งพาตนเองในทางการเงินได้
   
68.
ถาม เมื่อออกนอกระบบราชการแล้ว อาจารย์ใช้ตำแหน่งทางวิชาการนำหน้าชื่อได้หรือไม่ ?
  ตอบ ในปัจจุบัน สามารถใช้ตำแหน่งทางวิชาการนำหน้าชื่อได้เสมือนยศ (ตามระเบียบว่าด้วย
การใช้ตำแหน่งทางวิชาการเป็นคำนำหน้าชื่อ) และเมื่อออกนอกระบบราชการแล้ว ร่าง พ.ร.บ. มธ.
มาตรา 72 กำหนดไว้ว่า ให้มีสิทธิใช้ตำแหน่งทางวิชาการเป็นคำนำหน้านาม เพื่อแสดงวิทยฐานะได้
ตลอดไป ให้ใช้อักษรย่อสำหรับตำแหน่งทางวิชาการ ดังต่อไปนี้
 
    1. ศาสตราจารย์ ใช้อักษรย่อ ศ.
    2. ศาสตราจารย์พิเศษ ใช้อักษรย่อ ศ. (พิเศษ)
    3. ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ใช้อักษรย่อ ศ. (เกียรติคุณ)
    4. ศาสตราจารย์ที่มีชื่อเป็นการเฉพาะ ใช้อักษรย่อ ศ. (ชื่อเฉพาะ)
    5. รองศาสตราจารย์ ใช้อักษรย่อ รศ.
    6. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ใช้อักษรย่อ ผศ.
    7. ตำแหน่งทางวิชาการที่เรียกชื่ออย่างอื่นตามมาตรา 66 วรรคสอง ใช้อักษรย่อตามที่
      สภามหาวิทยาลัยกำหนด
   
69.
ถาม มีแนวคิดที่จะเกษียณอายุราชการเร็วขึ้นหรือไม่ เช่น ให้เกษียณที่อายุ 55 ปี
  ตอบ ไม่มี จะมีก็แต่แนวคิดให้เกษียณที่อายุ 65 ปี (ปัจจุบัน ทบวงมหาวิทยาลัยได้วางกฎเกณฑ์
ให้อาจารย์ที่เป็นรองศาสตราจารย์ ถ้าผ่านเกณฑ์ประเมินก็ สามารถเกษียณที่อายุ 65 ปี ได้)
   
70.
ถาม เจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยสามารถโอนย้ายไปส่วนราชการอื่นได้เหมือนเดิมหรือไม่ ?
  ตอบ ไม่ได้ เพราะ ไม่ได้เป็นข้าราชการแล้ว
   
71.
ถาม การขยายวิทยาเขตต่าง ๆ เช่น ลำปาง นราธิวาส ฯลฯ เกี่ยวข้องกับการออกนอกระบบ
หรือไม่อย่างไร
  ตอบ ไม่เกี่ยวกัน นโยบายการไป ลำปาง นราธิวาส เป็นนโยบายของมหาวิทยาลัย การออกนอก
ระบบ เป็นนโยบายของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม ทั้ง 2 เรื่อง มีความสัมพันธ์กันในแง่การเตรียมการ
   
72.
ถาม มธ. มีแนวทางในการรักษา "จิตวิญญาณของธรรมศาสตร์" หรือไม่?
  ตอบ มธ. ให้ความสำคัญมาก และมีแนวทางดังนี้
 
  1. กำหนดนโยบายให้ มธ. เป็นมหาวิทยาลัยของประชาชน (People University)
  2. กำหนดหลักการเอาไว้ในร่าง พ.ร.บ. มธ. (มาตรา 7)
  3. กำหนดโครงงานต่าง ๆ ที่นำไปสู่การรักษา จิตวิญญาณของ มธ. และการถ่ายทอด
    ความเป็นธรรมศาสตร์ สู่นักศึกษารุ่นใหม่ ๆ
   
73.
ถาม ออกนอกระบบแล้ว เรื่องเครื่องราชอิสริยาภรณ์เป็นอย่างไร ?
  ตอบ ตามบันทึกทบวงมหาวิทยาลัยที่ ทม 0204 (2) / ว 183 ลงวันที่ 24 มีนาคม 2543 ยืนยันว่า
ครม. มีมติเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2543 เห็นชอบตามหลักการที่ทบวงมหาวิทยาลัยเสนอ ซึ่งในเรื่อง
เครื่องราชอิสริยาภรณ์นั้น เห็นชอบให้ข้าราชการซึ่งเปลี่ยนสภาพไปเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย
มีสิทธิได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ต่อไปอีก เสมือนเป็นข้าราชการ และให้สำนักเลขาธิการ
คณะรัฐมนตรีพิจารณาแก้ไขระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยเครื่องราชอิสริยาภรณ์ต่อไป
   
74.
ถาม เรื่องภาษีเงินได้ มหาวิทยาลัยในกำกับต้องเสียหรือไม่ ?
  ตอบ ตามบันทึกทบวงฯ ที่อ้างแล้วในข้อ 73 ให้ยกเว้นภาษีเงินได้กับมหาวิทยาลัยในกำกับ เหมือน
ดังเช่นเป็นส่วนราชการ
   
75.
ถาม ผู้ที่บริจาคทรัพย์หรือเงิน ให้แก่มหาวิทยาลัยในกำกับ สามารถนำไปยกเว้น หรือลดหย่อนใน
การคำนวณภาษีเงินได้ หรือไม่ ?
  ตอบ ตามบันทึกทบวงฯ ฉบับที่อ้างไว้แล้ว ในข้อ 73 ให้ผู้บริจาคยังคงได้รับสิทธิ และประโยชน์
ทางการเช่นเดียวกันกับ ก่อนที่จะมีการเปลี่ยนสภาพ โดยมอบให้กระทรวงการคลังรับไปพิจารณา
กำหนดไว้ในกฎหมายภาษีอากรต่อไป
   
76.
ถาม สิทธิ์การค้ำประกันหรือสิทธิ์การประกันตัว ของบุคลากร ของมหาวิทยาลัยในกำกับ มีเหมือน
ข้าราชการหรือไม่ ?
  ตอบ อ้างอิง บันทึกทบวงฯ ฉบับที่อ้างไว้แล้ว ในข้อ 73 เห็นชอบให้คงสิทธิดังกล่าว
   
77.
ถาม ออกนอกระบบแล้ว อยากให้อะไรเกิดขึ้นจริงบ้าง ?
  ตอบ ความจริงไม่ว่าอยู่ในระบบ หรือ ออกนอกระบบ ก็อยากให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น คือ
 
  1. มธ. สามารถผลิตบัณฑิตที่ "เก่งดี มีสุข" ที่มีจิตวิญญาณของ มธ. ที่ไม่เพียงแค่
    รับผิดชอบต่อตนเอง และครอบครัวได้เท่านั้น แต่ต้องออกไปรับใช้สังคม และ
    ประเทศชาติโดยรวมด้วย
  2. มธ. ยังคงเป็นมหาวิทยาลัยของประชาชน ที่มีความเข้มแข็งทางการเงินงบประมาณ
    แต่มิใช่ธุรกิจการศึกษา
  3. มธ. ต้องเป็นสถาบันการศึกษา ที่ยืนหยัด ยืนยัน รักษามาตรฐาน และคุณภาพการศึกษา
    ไว้อย่างเต็มที่
  4. มธ. ทำหน้าที่สถาบันการศึกษา สถาบันทางวิชาการ ที่บริการทางการศึกษาความรู้
    แก่สังคม ชี้แนะ ชี้นำสังคม ตามหลักวิชาการเป็นแหล่งของความรู้ที่ผู้กระหาย สามารถ
    เข้ามาศึกษาเรียนรู้ได้
  5. มีระบบบริหารบุคคลที่มีประสิทธิภาพ ตั้งอยู่บนหลักของคุณธรรม และมีความมั่นคง
    ให้แก่บุคลากร
  6. เงินเดือนและค่าตอบแทนของ คณาจารย์ และบุคลากร ต้องสมแก่ฐานานุรูป และภารกิจ
   
78.
ถาม มีผู้ประท้วงคัดค้านการออกนอกระบบ เรื่องนี้จะจบอย่างไร ?
  ตอบ ผู้ที่เห็นต่าง คิดต่างก็มีสิทธิ์ที่จะแสดงความเห็นคัดค้าน ประท้วง ฯลฯได้ เพราะย่อมมุ่งหวัง
ให้ผู้กำหนดนโยบายทบทวน เพื่อยกเลิก หรือเปลี่ยนนโยบาย ทำได้แต่ต้องอยู่ภายใต้กรอบของ
กฎหมาย และความเหมาะสม ซึ่งเป็นความรับผิดชอบของผู้แสดงออก
  ประเด็นสำคัญ คือ ผู้กำหนดนโยบายต้องรับฟังให้มาก จริงจัง จริงใจ และพิจารณาให้
รอบคอบ ถ่องแท้ หากพิจารณาแล้วยืนยันนโยบายเดิม ก็ควรตอบคำถามหรือข้อสงสัยของผู้ที่
ไม่เห็นด้วยให้ชัดเจน แล้วเดินหน้าตามนโยบายต่อไป ทำให้ชัดเจนและรับผิดชอบในการตัดสินใจ
ดังกล่าว กติกาของ มธ. เป็นอย่างนี้
   
79.
ถาม สถานภาพของลูกจ้างประจำและลูกจ้างชั่วคราว(งบพิเศษ) เมื่อออกนอกระบบแล้ว
จะเป็นอย่างไร?
  ตอบ ลูกจ้างประจำและลูกจ้างชั่วคราว (งบพิเศษ) เป็นบุคลากรที่จ้างในระบบราชการ ก็ยังอยู่ภายใต้
ระบบราชการเหมือนเดิม
  อย่างไรก็ตาม มีแนวคิดอนุญาตให้ลูกจ้างประจำ ชั่วคราว สมัครมาเป็นเจ้าหน้าที่ของ มธ. เมื่อ
ออกนอกระบบได้ ซึ่งจะต้องผ่านเกณฑ์ประเมินตามที่กำหนดไว้ ทำนองเดียวกับข้าราชการด้วย
   
80.
ถาม ลูกจ้าง ที่จ้างด้วยเงินรายได้ของหน่วยงาน จะเป็นอย่างไร ?
  ตอบ ก็ยังเป็นลูกจ้างที่อยู่ภายใต้การจ้างของหน่วยงานเหมือนเดิม ซึ่งเมื่อมีการรับสมัครเจ้าหน้าที่
มหาวิทยาลัย มีแนวความคิดเปิดกว้าง ให้ลูกจ้างของหน่วยงานสมัครเข้าเป็นเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัย
ด้วย
   
81.
ถาม ร่าง พ.ร.บ. มธ. ฉบับที่ผ่านสภามหาวิทยาลัย รู้สึกว่าจะมีรายละเอียดในกฎหมายมากเกินไป
หรือไม่ ?
  ตอบ มีความเห็นแตกต่างเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายหนึ่ง เห็นว่า ไม่ควรระบุ หรือ กำหนดรายละเอียด
มากจนเกินไป เพราะจะเป็นปัญหาในอนาคตได้ หากปรากฏว่าไม่เหมาะสม เพราะแก้ไขยากต้อง
ผ่านรัฐสภาวินิจฉัย ดังนั้นควรจะให้รายละเอียดไปปรากฏอยู่ในกฎหมายลำดับรอง
  อีกฝ่ายเห็นว่า ควรกำหนดไว้ให้ชัดเจน
   
82.
ถาม ปัจจุบัน มธ. มีบุคลากรกลุ่มใดบ้าง ?
  ตอบ มี
 
  1. ข้าราชการ (สาย ก สายวิชาการและสาย ข ค สายสนับสนุนวิชาการ)
  2. ลูกจ้างประจำ
  3. ลูกจ้างชั่วคราว (งบคลัง)
  4. ลูกจ้างชั่วคราว (งบพิเศษ)
  5. ลูกจ้าง (งบรายได้หน่วยงาน)
  6. พนักงานมหาวิทยาลัย พนักงาน (งบรายได้หน่วยงาน) สายวิชาการและ
    สายสนับสนุนวิชาการ
83.
ถาม มหาวิทยาลัยจะมีสวัสดิการช่วยเหลือบุคลากรที่ปฏิบัติงานในลักษณะที่มีความเสี่ยงสูง
หรือบุคลากรที่ปฏิบัติงานที่โรงพยาบาล ที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อในห้องปฏิบัติการหรือไม่
อย่างไร ?
  ตอบ เจ้าหน้าที่ที่ได้รับบาดเจ็บหรืออันตรายจากการปฏิบัติงานที่มีความเสี่ยงสูง โดยหลักการ
มหาวิทยาลัยควรต้องให้ความช่วยเหลือ สำหรับการกำหนดค่าตอบแทนหรือค่าตอบแทนพิเศษ
รวมทั้งสวัสดิการและประโยชน์เกื้อกูลอื่นๆ ให้แก่เจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัย ให้เป็นไปตาม
หลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการที่กำหนดโดยข้อกำหนดของมหาวิทยาลัย (ตามร่าง พ.ร.บ. มธ.
มาตรา 12 (8)
   
84.
ถาม มธ. จะแสวงหารายได้ ได้อย่างไร ?
  ตอบ นอกจากงบประมาณที่ได้รับจากรัฐบาลแล้ว ตามร่าง พ.ร.บ. มธ. มาตรา 12 - 13 ยังกำหนด
ให้ขยายขอบเขตอำนาจหน้าที่ให้มหาวิทยาลัยสามารถดำเนินการในเรื่องต่างๆ ที่เอื้อต่อการแสวงหา
รายได้เพิ่มมากขึ้น เช่น ค่าธรรมเนียมการศึกษา เงินบริจาค การบริหารจัดการทรัพย์สิน การหา
รายได้จากทรัพย์สินทางปัญญา การให้เช่าซื้อทรัพย์สินของมหาวิทยาลัย การออกพันธบัตร
การร่วมลงทุนกับบุคคล หรือหน่วยงานอื่น รายได้จากการวิจัย การฝึกอบรม การให้บริการ
วิชาการ การเปิดสอนหลักสูตรต่าง ๆ เป็นต้น
   
85.
ถาม หนี้สินของมหาวิทยาลัย ใครค้ำประกัน ใครรับผิดชอบ
  ตอบ ในการกู้ยืมเงินหรือก่อหนี้สินอื่นใด มหาวิทยาลัยอาจขอให้รัฐบาลค้ำประกันหนี้สินนั้นด้วย
ก็ได้ (ตามร่าง พ.ร.บ. มธ. มาตรา 12 วรรคท้าย)
   
86.
ถาม อัตราเงินเดือนของอาจารย์แต่ละหน่วยงานเท่ากันหรือต่างกัน เช่น อาจารย์ทางด้าน
วิทยาศาสตร์สุขภาพ อาจารย์ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และอาจารย์ทางด้าน
สังคมศาสตร์
  ตอบ โดยหลักการ อัตราเงินเดือนใช้บัญชีเดียวกัน เพียงแต่อาจกำหนดให้มีเงินค่าตอบแทนเพิ่ม
พิเศษได้ ซึ่งปัจจุบันมหาวิทยาลัยก็ได้กำหนดให้มีเงินค่าตอบแทนเพิ่มพิเศษให้กับผู้ปฏิบัติงาน
ในบางตำแหน่ง ตัวอย่างเช่น ผู้ปฏิบัติงานด้านคอมพิวเตอร์ เป็นต้น
   
87.
ถาม มีนโยบายกับนักศึกษายากจนอย่างไร ที่ไม่เป็นการตัดโอกาสลูกหลานผู้มีรายได้ต่ำหรือ
ผู้ด้อยโอกาส?
  ตอบ มหาวิทยาลัยให้ความสำคัญกับการให้ มธ. เป็นมหาวิทยาลัยของประชาชน (People
University) โดยมหาวิทยาลัยถือหลักเสรีภาพในทางวิชาการ ความเสมอภาคและโอกาสทาง
การศึกษาให้ความสำคัญกับกระบวนการเรียนรู้ของนักศึกษาและคุณภาพชีวิตในมหาวิทยาลัย
เพื่อผลิตบัณฑิตที่มีคุณธรรม คุณภาพ มีความรู้ความสามารถในการทำงานที่ได้มาตรฐาน และ
การดำรงชีวิตที่มีคุณค่าอย่างมีความสุข มหาวิทยาลัยยึดหลักการบริหารที่ดี มีคุณธรรม คุณภาพ
ประสิทธิภาพ โปร่งใส รับผิดชอบ ตรวจสอบได้ ตลอดจนการใช้ทรัพยากรร่วมกันอย่างคุ้มค่า
โดยคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของประชาคม การกระจายอำนาจการบริหารให้แก่หน่วยงานต่าง ๆ
ของมหาวิทยาลัย และสนับสนุนหน่วยงานที่ไม่สามารถพึ่งพาตนเองในทางการเงินได้ และจัดให้
มีกองทุนนักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ กองทุนเพื่อจัดการศึกษาในสาขาวิชาที่ไม่สามารถ
พึ่งพาตนเองในทางการเงินได้ กองทุนอื่น ทุนการศึกษา และทุนวิจัยในสาขาวิชาต่าง ๆ (ตามร่าง
พ.ร.บ. มธ. มาตรา 8 และมาตรา 12 (9)
   
88.
ถาม จะมีการบริหารงบประมาณแบบใหม่อย่างไร?
  ตอบ ผู้เกี่ยวข้องกำลังพิจารณาดำเนินการจัดวางระบบการบริหารการเงินและทรัพย์สินของ
มหาวิทยาลัย โดยตราเป็นข้อกำหนดมหาวิทยาลัย
   
89.
ถาม ระบบบัญชีจะเปลี่ยนไปเช่นไร?
  ตอบ มหาวิทยาลัยจะต้องจัดให้มีระบบบัญชีและวิธีการปฏิบัติตามหลักบัญชีที่เหมาะสมกับกิจการ
ของมหาวิทยาลัย รวมทั้งให้มีระบบควบคุมภายในที่เหมาะสม มีการตรวจสอบภายใน อย่าง
สม่ำเสมอ และให้มีคณะกรรมการตรวจสอบของมหาวิทยาลัย (ตามร่าง พ.ร.บ. มธ. มาตรา 74)
   
90.
ถาม มีการตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณอย่างไร?
  ตอบ การตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณอาจกระทำโดยสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินหรือ
ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาตที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินเป็นผู้สอบ
บัญชีของมหาวิทยาลัย และให้การตรวจสอบรับรองบัญชีและการเงินทุกประเภทของมหาวิทยาลัย
ทุกรอบปี และส่วนของมหาวิทยาลัย ให้มหาวิทยาลัยจัดทำงบแสดงฐานะการเงิน และงบแสดงผล
การดำเนินงานอย่างน้อยครั้งหนึ่งทุกรอบปีบัญชีและให้มหาวิทยาลัยจัดทำรายงานประจำปีแสดงผล
การดำเนินงาน รวมทั้งงบแสดงฐานะการเงิน และงบแสดงผล การดำเนินงาน เสนอต่อ
สภามหาวิทยาลัยเพื่อตรวจสอบและประเมินผลการปฏิบัติงาน เป็นต้น (ตามร่าง พ.ร.บ. มธ. มาตรา
75 มาตรา 76 และมาตรา 77)
 
91.
ถาม การได้มาซึ่งผู้บริหารระดับต่าง ๆ เป็นเช่นเดิมหรือเปลี่ยนไปอย่างไร ?
  ตอบ จะเป็นอย่างเดิมหรือเปลี่ยนแปลงก็ได้ เพราะการได้มาซึ่งผู้บริหารระดับต่าง ๆ นั้น เป็นไป
ตามข้อกำหนดมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นอำนาจของสภามหาวิทยาลัย
   
92.
ถาม เมื่อออกนอกระบบ อาจารย์สามารถรับงานนอกมหาวิทยาลัยได้หรือไม่ ถ้าได้ จะพิจารณา
แบ่งผลประโยชน์ให้มหาวิทยาลัยอย่างไร ?
 

ตอบ เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับนโยบายของมหาวิทยาลัย อย่างไรก็ตาม มีแนวคิดอยู่ 2 แนวทาง คือ

  1. อาจารย์รับเงินเดือนจากมหาวิทยาลัย จึงควรต้องทำงานเต็มเวลา อาจารย์จะรับงานภายนอก
    ก็ต้องแบ่งรายได้ให้มหาวิทยาลัยตามสัดส่วนที่เหมาะสม หรือ
  2. อาจารย์มีอิสระเต็มที่ในการรับงาน
93.
ถาม มหาวิทยาลัยมองอนาคตข้างหน้าเรื่องการนำมหาวิทยาลัยกลับไปสู่ "ตลาดวิชา" ดังปณิธาน
เมื่อแรกก่อตั้งบ้างหรือไม่ ถ้ามอง มองอย่างไร จะทำอย่างไร หากไม่มองเพราะเหตุใด ซึ่งแต่
เดิม มธ. ก็มิได้เป็นส่วนราชการมาก่อน
  ตอบ โดยหลักการ เป็นเรื่องของนโยบาย อย่างไรก็ตามร่าง พ.ร.บ. มธ. ไม่มีข้อห้ามในการนำ
มหาวิทยาลัยกลับไปสู่ตลาดวิชา
   
94.
ถาม การลงโทษและการร้องทุกข์ของข้าราชการกับเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัย เหมือนหรือต่างกัน
อย่างไร ?
  ตอบ ตามร่าง พ.ร.บ. มธ. ยังกำหนดให้สิทธิกับเจ้าหน้าที่หรือลูกจ้างมหาวิทยาลัยอุทธรณ์เกี่ยวกับ
การลงโทษหรือร้องทุกข์ได้เหมือนข้าราชการ
   
95.
ถาม จะมีสวัสดิการให้สิทธิหรือโควต้า บุตรของบุคลากร มธ. เข้าศึกษาต่อใน มธ. ทั้งระดับประถม
มัธยม และอุดมศึกษาหรือไม่ ?
  ตอบ สวัสดิการเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวเป็นแนวนโยบายของอธิการบดีแต่ละสมัยจะให้ความสำคัญ
กับเรื่องนี้อย่างไร แต่โดยหลักการแล้วกฎหมายมิได้กำหนดเป็นข้อห้าม ปัจจุบันมหาวิทยาลัยให้
สิทธิกับบุตรของบุคลากร มธ. เข้าศึกษาในระดับอนุบาล ประถม และมัธยมอยู่แล้ว สำหรับในระดับ
อุดมศึกษายังไม่มีนโยบาย แต่ในหลักการสามารถกระทำได้
   
96.
ถาม จะมีแนวทางการพัฒนาบุคลากรระดับล่างอย่างไร เพราะปัจจุบันมีแต่ระดับบน
  ตอบ การพัฒนาบุคลากรถือเป็นเรื่องสำคัญของการบริหารบุคคลของมหาวิทยาลัยโดยมีนโยบาย
สนับสนุนการพัฒนาบุคลากรในทุกระดับ ขณะนี้ มีแนวคิดเสนอให้มีการจัดตั้งกองทุนพัฒนา
บุคลากรด้วย รายละเอียดของการพัฒนาบุคลากร การบรรจุ การแต่งตั้ง การให้ได้รับเงินเดือน
หรือค่าจ้างจะเป็นไปตามข้อกำหนดมหาวิทยาลัย
   
97.
ถาม มธ. จะมีหลักประกันความมั่นคงอย่างไร เมื่อข้าราชการและลูกจ้างเปลี่ยนสถานภาพ
  ตอบ ตามร่าง พ.ร.บ. มธ. กำหนดให้มีระบบประเมินผลการทำงานที่โปร่งใส และเป็นธรรม
และยังกำหนดให้สิทธิเกี่ยวกับการอุทธรณ์และร้องทุกข์ได้ โดยมีคณะบุคคลที่เป็นกลางมา
ทำหน้าที่เรื่องการอุทธรณ์และร้องทุกข์
   
98.
ถาม มธ. จะมีการกำหนดเครื่องแบบของเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยหรือไม่ อย่างไร ?
  ตอบ ตามร่าง พ.ร.บ. มธ. มาตรา 58 เรื่องเครื่องแบบ เครื่องหมายหรือเครื่องแต่งกายของเจ้าหน้าที่
มหาวิทยาลัย และลูกจ้างของมหาวิทยาลัยหรือนักศึกษา เป็นอำนาจของสภามหาวิทยาลัยจะตราเป็น
ข้อบังคับฯ โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
   
99.
ถาม บทบาทของสภาเจ้าหน้าที่และสภาอาจารย์ จะเหมือน หรือแตกต่างจากเดิมอย่างไร ?
  ตอบ บทบาทของทั้ง 2 สภา โดยรวมไม่แตกต่างไปจากเดิม กล่าวคือ จะทำหน้าที่ให้คำปรึกษา
และเสนอแนะนำสภามหาวิทยาลัยหรืออธิการบดี สำหรับบทบาทหน้าที่การดำเนินงานของ
สภาเจ้าหน้าที่ และสภาอาจารย์สามารถกำหนดขึ้นมาเพิ่มเติมหรือแก้ไขได้ตามที่เห็นสมควร
โดยตราเป็นข้อกำหนดของมหาวิทยาลัย
   
100.
ถาม องค์ประกอบของสภามหาวิทยาลัย จะเหมือนหรือแตกต่างจากเดิมอย่างไร?
  ตอบ โดยภาพรวม องค์ประกอบของสภามหาวิทยาลัยมีลักษณะเป็นไตรภาคีเหมือนเดิม คือ
ประกอบด้วย ฝ่ายบริหาร ฝ่ายผู้แทนบุคลากร และฝ่ายผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอก เพียงแต่มีการ
ปรับลดสัดส่วนจำนวนให้น้อยลงเพื่อความกะทัดรัด และมีการเพิ่มกรรมการสภามหาวิทยาลัย
โดยตำแหน่งได้แก่ นายกสมาคมธรรมศาสตร์ ประธานคณะกรรมการวิชาการมหาวิทยาลัย
ประธานสภาอาจารย์และประธานสภาเจ้าหน้าที่ (ตามร่าง พ.ร.บ. มธ. มาตรา 19(3))
  องค์ประกอบของสภามหาวิทยาลัยใหม่ประกอบด้วย
 
นายกสภาฯ
1
คน
อุปนายกสภาฯ
1
คน
กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
9 - 12
คน
กรรมการโดยตำแหน่ง
4
คน
ผู้แทนคณาจารย์
4
คน
ผู้แทนเจ้าหน้าที่
2
คน
ผู้แทนบริหาร
6
คน
รวม
30
คน
   
  องค์ประกอบของสภามหาวิทยาลัยเดิม มี 34 คน ประกอบด้วย
 
นายกสภาฯ
1
คน
อุปนายกสภาฯ
1
คน
กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
14
คน
กรรมการโดยตำแหน่ง
1
คน
ผู้แทนคณาจารย์
6
คน
ผู้แทนเจ้าหน้าที่
2
คน
ผู้แทนบริหาร
9
คน
รวม
34
คน
จำนวนตัวเลขลดลง 4 คน
   
101.
ถาม ตำแหน่งที่แสดงความชำนาญการของข้าราชการสาย ข - ค เมื่อปรับเปลี่ยนเป็นเจ้าหน้าที่
มหาวิทยาลัย จะยังคงมีอยู่หรือไม่ ?
  ตอบ ยังอยู่เหมือนเดิม นอกจากนี้ร่าง พ.ร.บ. มธ. มาตรา 62 ยังเขียนให้อำนาจสภามหาวิทยาลัย
ออกข้อกำหนด ให้มีตำแหน่งความชำนาญหรือเชี่ยวชาญที่เรียกชื่ออย่างอื่นอีกก็ได้
   
102.
ถาม องค์ประกอบของคณะกรรมการอุทธรณ์และร้องทุกข์ จะเหมือนเดิมหรือแตกต่างจากเดิม
เพียงไร ?
  ตอบ จะไม่ต่างจากเดิม คือ มีองค์ประกอบ 3 ฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายบริหาร ฝ่ายผู้แทนบุคลากร ฝ่ายผู้
ทรงคุณวุฒิภายนอก เพียงแต่สัดส่วนจะกำหนดให้เหมาะสมอย่างไรนั้น ฝ่ายผู้เกี่ยวข้องกำลัง
ดำเนินการจัดทำกฎหมายลำดับรอง
   
103.
ถาม กฎหมายลำดับรอง กำหนดเสร็จเมื่อไร ?
  ตอบ ตามร่าง พ.ร.บ. มธ. มาตรา 92 กำหนดไว้ 3 ปี นับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้มีผลบังคับใช้
แต่นโยบายของ ท่านอธิการบดี รศ. ดร. นริศ ชัยสูตร ประสงค์จะให้กฎหมายลำดับรองเสร็จก่อน
เพื่อให้ประชาคมธรรมศาสตร์เกิดความมั่นใจว่าการบริหารงานของมหาวิทยาลัยเป็นไปตามปณิธาน
และหลักการบริหารที่ดี (Good Governance)
   
104.
ถาม เมื่อออกนอกระบบแล้ว ส่วนราชการที่มีอยู่เดิม ยังคงมีอยู่ต่อไปหรือไม่ ?
  ตอบ ส่วนราชการที่มีอยู่เดิม ใน มธ. ยังคงมีอยู่ต่อไป เว้นแต่จะได้มีข้อบังคับมหาวิทยาลัย
ธรรมศาสตร์กำหนดให้มีหน่วยงาน หรือส่วนงานอื่นตามพระราชบัญญัติออกนอกระบบขึ้น
มาแทน (ตามร่าง พ.ร.บ. มธ. มาตรา 91)
   
105.
ถาม เมื่อ พ.ร.บ. มธ. ฉบับใหม่มีผลบังคับใช้ จะมีคณะกรรมการเฉพาะกิจคณะหนึ่ง เพื่อปฏิบัติ
หน้าที่ให้เป็นไปตามบทเฉพาะกาล คณะกรรมการเฉพาะกิจดังกล่าวนี้ มีองค์ประกอบอย่างไร ?
  ตอบ ตามร่าง พ.ร.บ. มธ. มาตรา 93 องค์ประกอบของคณะกรรมการเฉพาะกิจประกอบด้วย
 
นายกสภามหาวิทยาลัย ประธาน
อธิการบดี กรรมการ
ผู้แทนกระทรวงศึกษาธิการ กรรมการ
ผู้แทนกระทรวงการคลัง กรรมการ
ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา กรรมการ
ผู้แทนสำนักงบประมาณ กรรมการ
ประธานสภาอาจารย์ กรรมการ
ประธานสภาข้าราชการ กรรมการ
ผู้ทรงคุณวุฒิที่สภามหาวิทยาลัยแต่งตั้ง 2 คน กรรมการ
รองอธิการบดีคนหนึ่ง (อธิการบดีแต่งตั้ง) กรรมการและเลขานุการ
รวมคณะกรรมการ 11 คน  
   
  กรรมการชุดนี้จะปฏิบัติหน้าที่ไปจนกว่าการปฏิบัติตามบทเฉพาะกาลนี้ได้ดำเนินการ
จนเสร็จสิ้นแล้ว
   
106.
ถาม พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2546 มาตรา 7 การกำหนด
ตำแหน่ง และอัตราเงินเดือนของข้าราชการในกระทรวงศึกษาธิการ ต่างกันหรือเหมือนกันกับ
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในกำกับของรัฐหรือไม่ อย่างไร ?
  ตอบ ต่างกันที่ การกำหนดตำแหน่ง อัตราเงินเดือนหรือค่าจ้าง ค่าตอบแทน สวัสดิการและ
ผลประโยชน์เกื้อกูลอื่น การพัฒนาบุคลากร การบรรจุ การแต่งตั้ง การให้ได้รับเงินเดือน
หรือค่าจ้าง การออกจากงาน วินัย การดำเนินการทางวินัย การอุทธรณ์ การร้องทุกข์ ฯลฯ ของ
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นอำนาจของสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่ของกระทรวงศึกษาธิการ
จะเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น
   
107.
ถาม ทำอย่างไรจึงจะนำกฎหมายซึ่งเขียนไว้ดี ๆ มีผลในทางปฏิบัติ
  ตอบ กฎหมายเป็นกรอบกติกาในการอยู่ร่วมกันของสังคม การทำงาน และการพิทักษ์สิทธิ์
ในระดับผู้ปฏิบัติงาน นอกจากจะมีกฎหมายที่วางไว้เป็นกรอบแล้ว ผู้ดูแลให้การปฏิบัติเป็นไปตาม
กรอบกติกาจะต้องเป็นผู้ทรงความยุติธรรม การบัญญัติกฎหมายมิได้เป็นหลักประกัน 100 % ว่า
ยุติธรรม แต่การปฏิบัติจริง เอาจริง ทำจริงของผู้ทรงอำนาจ จะต้องเป็นไปตามครรลองของ
ความยุติธรรมทำอย่างไรจะทำให้มีผลในทางปฏิบัติ มีแนวทางดังนี้
 
  1. ถ้าเรามีสิทธิเลือก ขอให้เลือกคนดีไปเป็นผู้ใช้อำนาจตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย
  2. ถ้าเราไม่มีสิทธิเลือก แต่เป็นผู้ได้รับผลกระทบจากการใช้อำนาจ ขอให้สร้าง
    เครือข่ายขึ้นไว้เพื่อคานอำนาจ
  3. เราต้องเข้าไปมีส่วนร่วมตามสิทธิที่กฎหมายรองรับเอาไว้ ในมาตรา 8
  4. เราต้องสร้างวัฒนธรรม ชื่นชม ให้เกียรติคนดี คนใช้อำนาจตามครรลอง ติติง ว่ากล่าว
    ผู้ที่ใช้อำนาจไม่ถูกต้องเป็นธรรม
108.
ถาม หลักการสำคัญที่ใช้นำ มธ. ออกนอกระบบ
 

ตอบ

  1. รักษามาตรฐานการศึกษาของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  2. ยึดมั่นหลักการมหาวิทยาลัยประชาชน
  3. คำนึงถึงความมั่นคงของบุคลากร
  4. ยึดหลักประสิทธิภาพ ประสิทธิผลในการทำงาน
  5. เคารพหลักการการมีส่วนร่วม โปร่งใส ยุติธรรม