สรุปข่าวทรัพยากรมนุษย์จากสื่อสารมวลชนหนังสือพิมพ์
(ช่วงระยะเวลา 1-31 สิงหาคม 2546)
สรุปและวิเคราะห์ข่าวประจำเดือนสิงหาคม
 
พักนี้แวดดวงแรงงานของประเทศเรามีข่าวใหญ่ ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่องล่าสุดข่าวใหญ่ประจำเดือนนี้คงหนี้ไม่พ้น
ข่าวจากกระทรวงแรงงานฯ ทั้งที่กระแสข่าวเมื่อเดือนที่แล้วเรื่องประกันสังคมกรณีว่างงานนับเป็นข่าวที่กระทบ ต่อสังคม ไทยเราเป็นอย่างมาก ซึ่งจะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนมกราคม 2547 เป็นต้นไปยังไม่ทันจาง รมต. กระทรวง แรงงาน ก็จุดประเด็นร้อนขึ้นมาอีกนั่นก็คือแนวความคิดของฝ่ายลูกจ้างที่จะให้มีการขยายความคุ้มครอง ประกันสังคมไปยังผู้ ใช้แรงงานนอกระบบซึ่งขณะนี้มีอยู่ประมาณ 23 ล้านคนทั่วประเทศ ทั้งนี้เพราะว่าในปัจจุบัน สำนักงานประกันสังคม ให้ความคุ้มครองผู้ประกันตนอยู่ประมาณ 7 ล้านคน อย่างไรก็ตามเรื่อง ดังกล่าวยังคงต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม ในราย ละเอียดอีกมากมาย เพราะต้องพิจารณาถึงความมั่นคง และเสถียรภาพของกองทุนประกันสังคมด้วย การให้ความคุ้มครอง แก่ผู้ใช้แรงงานทั้งประเทศเป็นเรื่องดี แต่ต้องคำนึงถึงความสามารถในการจ่ายเงินสมทบเข้า กองทุนประกันสังคม ของทั้งฝ่ายลูกจ้าง และฝ่ายนายจ้าง
 
นอกจากนี้มีข้อสังเกตอยู่เรื่องหนึ่งคือความพร้อมของหน่วยงานของภาครัฐที่เกี่ยวข้อง รวมถึงความพร้อมด้าน
บุคลากรและเทคโนโลยีด้านข้อมูลที่จะรองรับกับผู้ประกันตนจำนวนมากที่จะเข้าสู่กองทุนประกันสังคม ทั้งนี้เพราะ ว่า จำนวนผู้ประกันตน 7 ล้านคนในปัจจุบันปัญหาในการดำเนินการยังคงปรากฎให้เห็นอยู่บ้าง ข่าวเรื่องเงิน เงิน เงิน เป็นเรื่อง บาดใจข่าวแรกคือข่าวให้รัฐวิสาหกิจกำหนดอัตราค่าจ้าง ค่าตอบแทนหรือสวัสดิการต่าง ๆ ของพนักงานได้เอง เมื่อ คณะกรรมการรัฐวิสาหกิจนั้นเห็นชอบแล้ว ซึ่งก็คงเอื้ออำนวยให้มีความคล่องตัวในการบริหารจัดการองค์กรของตนเอง ได้เป็นอย่างดี อีกทั้งเป็นการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน และประสิทธิภาพขององค์กร ข่าวเกี่ยวกับเงินอีกเรื่อง ก็คือ ข่าวเรื่องค่าจ้างขั้นต่ำ เรื่องนี้พูดกันที่ไรมีเรื่องทุกที่ อย่างไรก็ตามก็ต้องมีข้อยุติจนได้เรื่องนี้คง ต้องอาศัยความเข้าใจ กันทั้ง 2 ฝ่ายคือฝ่ายลูกจ้าง และฝ่ายนายจ้าง ส่วนฝ่ายรับบาลคงต้องทำตัวเป็นกลาง ตัดสินใจภายใต้ข้อมูล เพื่อความ เป็นธรรม ในสังคมต่อไป อย่างไรก็ตามอัตราค่าจ้างขั้นต่ำใหม่นี้คาดว่าคงใช้บังคับทันเดือนมกราคม 2547
 
ข่าวตบท้ายประจำเดือนนี้คือข่าวประกันสังคมกรณีว่างงานที่จะเริ่มใช้บังคับตั้งแต่เดือนมกราคม 2547 นี้
ทางด้านนายสุชาญ โกศิน ประธานสมาคมนายจ้างธุรกิจไทย แสดงความคิดเห็นว่า “ขณะนี้การประกันว่างงาน ที่จะเริ่ม ในวันที่ 1 มกราคม 2547 กระทรวงแรงงานยังไม่มีความพร้อมใดๆ ใน 100% โดยมีความพร้อมเพียง 1% เท่านั้น” เมื่อทางตัวแทนฝ่ายนายจ้างแสดงความเห็นออกมาดังนี้ ฝ่ายรัฐบาลโดยสำนักงานประกันสังคม และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องคงต้องแสดงฝีมือให้เห็นว่าภาครัฐมีศักยภาพในการจัดการกับเรื่องดังกล่าว อีกทั้งจะสร้างความมั่นใจ ให้กับ ผู้ใช้แรงงาน ที่จะขยายความคุ้มครองไปยังแรงงานนอกระบบจำนวนมหาศาลในอนาคตอันใกล้นี้อีกด้วย
 
ข่าวเด่นในรอบเดือนสิงหาคม 2546
 
1. ดันแรงงานนอกระบบเข้า “ประกันสังคม”
2. ไฟเขียว 13 วิสาหกิจกำหนดค่าจ้างเอง
3. หวั่นประกันว่างงาน 1 มกราฯ ล้มเหลว นายจ้างชี้กระทรวงแรงงานพร้อม 1%
 
หัวข้อข่าวประจำเดือนสิงหาคม 2546
 
ร้องสิงคโปร์ทวนจ้างแรงงานต่างชาติ
(หนังสือพิมพ์มติชน วันศุกร์ที่ 1 สิงหาคม 2546)
 
เอพีแจ้งเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคมว่า สองนักเศรษฐศาสตร์ร้องเตือนรัฐบาลสิงคโปร์ให้ทบทวนนโยบายการว่า
จ้างแรงงานต่างชาติ หลังจากพบว่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา แรงงานต่างชาติได้งานไปทำมากกว่าแรงงานชาวสิงคโปร์
หนังสือพิมพ์สเตรตไทมส์ รายงานว่า นายตัน คีเกียป และ นายลิมชองยาห์นักเศรษฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยนันยาง เทคโนโลยี ระบุว่า ในช่วงปี 2541-2545 มีแรงงานต่างชาติที่ได้งานทำในอัตราการจ้างงานใหม่ จำนวน 187,000 อัตรา คิดเป็นสัดส่วนมากถึง 75 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งตรงข้ามกับช่วงปี 2535-2540 ที่ในทุก ๆ อัตราการว่าจ้างงานใหม่ 5 อัตรานั้น แรงงานชาวสิงคโปร์หรือผู้พำนักถาวรในสิงคโปร์ จะได้งานทำถึง 4 อัตรา จากการเปรียบเทียบข้อมูล ทางสถิติดังกล่าว จึงเห็นควรที่รัฐบาลสิงคโปร์จำเป็นต้องทบทวนนโยบายการจ้างงานวันเดียวกันกระทรวงทรัพยากรมนุษย์สิงคโปร์
ได้ประเมินอัตราการว่างงานในประเทศเบื้องต้นในช่วง ไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ อยู่ที่ 4.5 เปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ดี อัตราการ ว่างงานจะเพิ่มสูงขึ้น อันเป็นผลจากการแพร่ระบาดของโรคระบบทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง (ซาร์ส) และสภาพ เศรษฐกิจที่อ่อนแอของสิงคโปร์
 
“นิพนธ์” จี้เปลี่ยนรูปแบบ “ไตรภาคี” อันตรายลูกจ้างให้การเมืองล้วงลูก
(หนังสือพิมพ์มติชน วันเสาร์ที่ 2 สิงหาคม 2546)
 
เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม ที่โรงแรมเซ็นจูรี่ พาร์ค สภาที่ปรึกษาเพื่อพัฒนาแรงงานแห่งชาติ ได้จัดสัมมนาเรื่อง
“เหลียวหลัง แลหน้านโยบายการบริหารแรงงาน” โดยนายยงยุทธ แฉล้มวงษ์ ผู้อำนวยการวิจัยการพัฒนาแรงงาน มูลนิธิเพื่อการพัฒนาประเทศ (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า เรื่องความปลอดภัยในการทำงานต้องให้ผู้ใช้แรงงาน เข้ามามีส่วนร่วม และมีจิตสำนึก ไม่ใช่เพียงแต่จัดสัมมนาเท่านั้น เพราะการทำให้มีจิตวิญญาณต้องใช้เวลา และต้องปลูกฝังกันตั้งแต่เด็ก ต้องประสานกับกระทรวงศึกษาธิการให้ช่วยดูแล
 
“แปลกใจที่บางวิชาชีพ เช่น พยาบาล มีการก่อตั้งกันเป็นสภาการพยาบาลมีที่ทำการใหญ่โต แต่ไม่มีการดูแลคุ้มครอง
เพื่อนร่วมอาชีพ มีแต่เก็บค่าธรรมเนียม ขณะที่พยาบาลต้องคอยเป็นเบ๊ เช่นเรื่องรายได้ แพทย์บางแห่งเข้ามาจิ้ม ๆ ดูแลคนไข้นิด ๆ หน่อย ๆ มีรายได้เป็นแสน แต่พยาบาลบางคนทำงานมาทั้งชีวิตเงินเดือนแค่ สองหมื่นกว่าบาท ซึ่งเรื่องเหล่านี้สมาคมวิชาชีพต้องเข้ามาร่วมดูแล” นายยงยุทธกล่าว
 
นายนิพนธ์ พัวพงศกร อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ถึงเวลาต้องทบทวน
ระบบไตรภาคี เพราะระบบปัจจุบันสร้างขึ้นในช่วงที่ประเทศมีความขัดแย้งทางการเมือง การคัดเลือกตัวแทนลูกจ้างเข้า ไปเป็นกรรมการในไตรภาคีจึงเป็นกระบวนการทางการเมืองตั้งแต่เริ่มต้น จึงไม่ได้ตัวแทนที่ดูแลผลประโยชน์ของส่วนรวม ถ้าไม่เปลี่ยนแปลงรูปแบบอาจเป็นอันตรายต่อลูกจ้าง ต่อไปการแทรกแซงทางการเมืองจะ รุนแรงขึ้นต้องมีการเปลี่ยนแปลง ทิศทางการบริหาร เช่น กองทุนเงินทดแทน ทุกวันนี้ต้องเบิกจ่ายตามหมอ ทำให้มีปัญหาเพราะไม่จำเป็นต้องผ่าตัดก็ผ่า รัฐบาลไม่มีฐานข้อมูลเข้าไปจัดการทั้งที่สำนักงานประกันสังคม มีอำนาจซื้อมโหฬาร แต่กลับเอาอำนาจไปใช้แบบไม่โปร่งใส เพียงเพื่อผลประโยชน์ของนักการเมืองและ ข้าราชการบางคน แม้อัตราคนงานที่ประสบอันตรายน้อยลง แต่ระบบยัง ไม่มีประสิทธิภาพแท้จริงต้องเปลี่ยนแนวความคิดเดิมที่ออกกฎหมายแล้วบังคับใช้โดยส่งเจ้าหน้าที่ไป ตรวจสอบ เพราะทำได้ไม่ทั่วถึง
 

แม่คนงานไทยในยิววอน “สุวัจน์” ช่วย
(หนังสือพิมพ์มติชน วันจันทร์ที่ 4 สิงหาคม 2546)
 
เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม น.พ. เปรมศักดิ์ เพียยุระ ประธานกรรมาธิการแรงงาน นำนางแก้ว เถาทิพย์ อายุ 58 ปี
ราษฎรบ้านหนองไฮ ต.บ้านหันกิ่ง อ.โนนศิลา จ.ขอนแก่น เข้าร้องกับผู้สื่อข่าวที่ จ.ขอนแก่น ว่า บุตรชายนางแก้ว คือ
นายพายุ เถาทิพย์ อายุ 34 ปี ไปทำงานที่ประเทศอิสราเอล ตั้งแต่วันที่ 13 สิงหาคม 2545 ผ่านบริษัทโพธินันท์
เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ แมนเพาเวอร์ จำกัด ตั้งอยู่ที่ 1274 ถนนสุทธิสารวินิจฉัย เขตห้วยขวาง กทม. ทางบริษัทจัดให้นายพายุ ไปทำงานในเขต พื้นที่เสี่ยงภัยฉนวนกาซ่า จนวันที่ 24 มิถุนายน นายพายุถูกยิงที่ข้อเท้าด้าน ซ้ายเหนือตาตุ่ม และถูกส่งตัวไปรักษาที่ โรงพยาบาล ต่อมาวันที่ 26 มิถุนายน ตัวแทนบริษัทโพธินันท์ฯ นำผู้ป่วยออกจากโรงพยาบาล และให้พักในสำนักงาน ของบริษัทที่อยู่ในประเทศอิสราเอล โดยไม่มีผู้ดูแลรักษาแต่ อย่างใด นายพายุ โทรศัพท์เข้า มาประเทศมาร้องเรียน จึงได้มีหนังสือแจ้งไปทางกระทรวงแรงงานให้ตรวจสอบพร้อมให้ความช่วยเหลือ
 
“ต่อมากระทรวงแรงงานได้แจ้งกลับมาว่าได้ตรวจสอบพร้อมให้ทางบริษัทดูแลช่วยเหลือเป็นอย่างดีแล้วโดย
มีหนังสือรับรองของทางบริษัท และลายเซ็นรับรองของนายพายุตอบกลับมาด้วย เรื่องน่าจะผ่านไปด้วยดี แต่ปรากฎว่า นางแก้ว ได้แจ้งให้ผมทราบว่า นายพายุยังมีสภาพลำบากเช่นเดิม ขาด้านซ้ายที่ถูกยิงเริ่มลีบลง และ นายพายุไม่เคย เซ็นต์รับรองเอกสารแต่อย่างใด สงสัยว่าอาจจะเป็นการปลอมแปลงเอกสารทางกระทรวงแรงงาน ไม่ได้ตรวจสอบ ข้อเท็จจริงตามที่กล่าวอ้าง” น.พ.เปรมศักดิ์กล่าว
 
นางแก้วกล่าวว่า อยากร้องเรียนผ่านสื่อมวลชนไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน หาทางช่วยเหลือบุตรชาย
ด้วย เพราะบุตรชายโทรศัพท์มาเล่าให้ฟังว่า อยู่ที่สำนักงานของบริษัทต้องช่วยเหลือตัวเอง ทั้งที่ขาพิการ ไม่มีใครคอยดูแล รักษา แม้แต่ยาไม่มีให้กิน ต้องอาศัยขอยาแก้ปวดกับเพื่อนคนงานเท่านั้น ขณะเดียวกันที่ยังมีหนี้สิน จากการใช้จ่ายเพื่อ ให้ทำงานมากถึง 170,000 บาท นายพายุยังมีลูก 2 คน ที่กำลังอยู่ในวัยเรียน ซึ่งทางบริษัทควรให้การดูแลที่ดีกว่านี้
 
ดันแรงงานนอกระบบเข้า “ประกันสังคม”
(หนังสือพิมพ์มติชน วันพุธที่ 6 สิงหาคม 2546)
 
พรรคชาติพัฒนาจัดเสวนาหัวข้อ “ผู้ใช้แรงงานต้องการอะไร” ขึ้นเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม ณ ที่ทำการพรรคโดยเชิญ
นายประเทือง แสงสัข์ ประธานสภาองค์การลูกจ้างแรงงาน สภาแรงงานแห่งประเทศไทย นายสมศักดิ์ ดวงรัตน์ ประธานสภาองค์การลูกจ้าง สมาพันธ์แรงงานแห่งประเทศไทย และนายพนัส ไทยล้วน ประธานสภาองค์การลูกจ้างสภา แรงงานแห่งประเทศไทยเข้าร่วมนายพนัสกล่าวว่า อยากเห็นความมั่นคงของแรงงานนอกระบบไม่ว่าการเข้าไปอยู่ ในระบบการประกันสังคมเนื่องจากนายจ้างจำนวนมาก ไม่ยอมปฏิบัติตาม กฎหมายแรงงาน เริ่มมีการจ้าง เหมาช่วงเพื่อ ให้นายจ้าง ไม่ต้องรับผิดชอบสวัสดิการของลูกจ้างนายสมศักดิ์กล่าวว่า อยากเห็นการบังคับใช้กฎหมายอย่างแท้จริง เพราะหลังจากประเทศไทยมีกฎหมายเกี่ยวกับ ความปลอดภัยของแรงงานมากกว่า 10 ฉบับแต่การบังคับใช้ไม่ได้ ผลต่างจากมาเลเซียมีกฎหมายความ ปลอดภัยฉบับเดียวก็สามารถบังใช้ได้อย่างเข้มแข็ง
 
นายประเทืองกล่าวว่า เป็นห่วงแรงงานนอกระบบที่ถูกเอาเปรียบอย่างมหาศาล ถึงเวลาแล้วที่การประกันสังคม
ควรครอบคลุมทั้งระบบทั้ง 22 ล้านคนด้วย ถ้าหากพรรคชาติพัฒนาฉลาด เหตุใดถึงไม่มอง หาผู้ใช้แรงงานมาเป็นฐาน คะแนนเพราะจนถึงขณะนี้ยังไม่มีพรรคการเมืองใดที่จะทำพรรคเพื่อผู้ใช้แรงงานอย่างแท้จริง จึงเรียกร้องให้พรรคชาติ
พัฒนาเข็นนโยบายด้านแรงงานให้ชัดเจน ถึงเวลานั้นเชื่อว่า ผู้ใช้แรงงานทั่วประเทศ จะสนับสนุนนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และหัวหน้าพรรคชาติพัฒนา กล่าวว่าถือเป็นการ รับฟังความคิดเห็นของผู้ใช้แรงงาน มีความต้องการอะไรในนโยบายในด้านแรงงาน ดังนั้นเมื่อเป็นความ ต้องการของ ผู้ใช้แรงงานคิดว่าในส่วนนี้พรรค ชาติพัฒนา พร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่เพื่อให้เกิดนโยบาย ขยายการคุ้มครอง ไปยังผู้ที่ใช้แรงงานนอกระบบทั้งหมด ให้เข้ามาอยู่ในระบบการประกันสังคมตามกฎหมาย
 
อ้าง 2 สมาคมตุ๋นแรงงานต่างด้าว
(หนังสือพิมพ์มติชน วันจันทร์ที่ 11 สิงหาคม 2546)
 
เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 10 สิงหาคม พล.ต.ท.ชาญวุฒิ วัชรพุกก์ ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง
(ผบช.สตม.) พร้อมด้วย พล.ต.ต. ขรรค์ชัย อนันตสมบูรณ์ ผู้ช่วย ผบช.สตม. และ พ.ต.อ.โกศล บัวประเสริฐ ผกก.สส.สตม. ร่วมกันแถลงข่าว พ.ต.ท.สุมิตร คุณานุคุณ รองผกก.สส.สตม. กับพวกเข้าตรวจค้นสมาคมสงเคราะห์ผู้ด้อยโอกาสเลขที่ 414-416 ถนนสุทธิสาร แขวงและเขตดินแดง กทม. ตามที่สืบทราบว่ามีกลุ่มบุคคลจุดตั้งสมาคมแห่งนี้ขึ้นบังหน้า พร้อม อ้างชื่อสมาคมสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย ในการต้มตุ๋นแรงงานต่างด้าว ทั้งชาวพม่าและกัมพูชา ให้มาทำบัตร เป็นสมาชิก ของสมาคม แล้วจะสามารถอยู่ในเมืองไทย เดินทางไปไหนมาไหนได้ทุกแห่ง ตลอดจนสามารถใช้เป็น เอกสาร หลักฐาน ในการสมัครเข้าทำงาน และใช้ติดต่อกับโรงพยาบาลในยามเจ็บป่วยได้ด้วย ทำให้มีแรงงานต่างด้าว หลงเชื่อแห่ สมัครเป็น สมาชิกแล้ว ไม่ต่ำกว่า 1,000 คน โดยต้องจ่ายเงินให้รายหัวละ 3,000-4,000 บาทปรากฎว่า ระหว่างเข้าตรวจ ค้นไม่ พบนายเคนศักดิ์ สมบัติมั่งมี ผู้อ้างตัวเป็นนายกสมาคม รวมทั้งเจ้าหน้าที่ของสมาคม ซึ่งคงไหวตัวทันหลบหนี ไปก่อน หน้าที่ตำรวจจะไปถึงไม่นาน อย่างไรก็ตามทาง สตม.จะได้นำบุคคลต่างด้าวที่ถูกหลอกไปแจ้งความร้องทุกข์ สน.สุทธิสาร เพื่อติดตามจับกุมและดำเนินคดีผู้เกี่ยวข้องต่อไป
 
วารสาร มธ. ครองแชมป์ตกงาน
(หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ วันจันทร์ที่ 18 สิงหาคม 2546)
 
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ได้สรุปภาวะการมีงานทำของบัณฑิต มธ. ปีการศึกษา 2545 หลัง สำเร็จการศึกษา
แล้ว 4 เดือน ซึ่งมีบัณฑิตภาคปกติทั้งหมด 3,887 คน มีผู้ตอบแบบสำรวจ 3,681 คน ในจำนวนนี้ทำงานแล้ว 1,862 คน ศึกษาต่อ 1,034 คน และยังไม่ทำงาน 785 คน เมื่อพิจารณาการมีงานทำ ไม่รวมคณะแพทยศาสตร์ และ คณะทันตแพทย ศาสตร์ เนื่องจากมีสัญญาใช้ทุนกับรัฐบาล) พบว่าบัณฑิตที่ทำงานแล้วมากที่สุด ได้แก่ คณะพยาบาลศาสตร์ ร้อยละ 96.7 รองลงมาคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี ร้อยละ 71.8 และ คณะสหเวชศาสตร์ ร้อยละ 67.1 ส่วนที่ยังไม่ทำงาน 3 ลำดับแรก คือ คณะวารสารศาสตร์ฯ ร้อยละ 35.5 คณะ วิศวกรรมศาสตร์ ร้อยละ 33.3 และวิทยาลัยสหวิทยาการ
ร้อยละ 30.1
 
ลูกจ้างชักแถวขอปรับค่าแรงขั้นต่ำ
(หนังสือพิมพ์มติชน วันจันทร์ที่ 18 สิงหาคม 2546)
 
ลูกจ้างอยุธยาขอเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำจาก 139 เป็น 145 บาท หลังเมืองมหาชัยปรับไปแล้ว อ้างสระบุรี- ปทุมฯ
กำลังปรับเพิ่มกันถ้วนหน้า ระบุไม่พอกิน ทั้งรายจ่ายและค่าครองชีพสูง ด้านนายจ้างขอพิจารณาก่อนประชุมสรุปอีก
ครั้ง 20 ส.ค.นี้นายเอกณรงค์ สุขรักษ์ กรรมการฝ่ายลูกจ้างในคณะอนุกรรมการอัตราค่าจ้างขั้นต่ำจ.พระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า คณะอนุกรรมการอัตราค่าจ้างขั้นต่ำประจำจังหวัด ได้มีมติให้ปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำของ จ.พระนครศรีอยุธยาเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 3 บาท แต่ฝ่ายลูกจ้างในคณะอนุกรรมการ ได้เสนอให้มีการปรับขึ้น 6 บาท จากเดิม ที่มีอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ 139 บาท ให้ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 145 บาท อย่างไรก็ตาม ฝ่ายนายจ้างขอเวลาในการพิจารณาข้อเสนอของฝ่ายลูกจ้างที่ต้องการให้ปรับเพิ่มขึ้นอีก 6 บาทก่อน โดยจะให้คำตอบ และสรุปผลร่วมกันในการประชุมคณะอนุกรรมการอัตราค่าจ้างขั้นต่ำในวันที่ 20 สิงหาคม 2546 นี้ พร้อมกับนำข้อสรุปที่ได้รายงานต่อ คณะกรรมการค่าจ้างกลางเพื่อพิจารณาต่อไป
 
“ตอนนี้มีมติให้ปรับค่าจ้างขั้นต่ำในอยุธยาเพิ่มขึ้นแน่นอนแล้ว อย่างน้อยต้องเพิ่มขึ้น 3 บาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่
ทางราชการแต่เราขอให้ปรับขึ้นอีก 6 บาท เราได้สำรวจอัตราค่าครองชีพในจังหวัดแล้วพบว่า อัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่คน อยุธยาได้วันละ 139 บาทนั้น หากใช้เพียงคนเดียวไม่รวมครอบครัว ยังต้องติดลบถึง 20 กว่าบาท จึงควรปรับเพิ่มขึ้น และในจังหวัดใกล้เคียง เช่น ปทุมธานี มีอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ 169 บาท ได้มีมติให้ปรับเพิ่มขึ้นอีก 5 บาท เป็น 174 บาท ส่วน จ.สระบุรี มีอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ 148 บาท ก็จะขอปรับเพิ่มเป็น 151 บาท ทั้งที่จังหวัดเหล่านี้มีอัตราค่าครองชีพ ใกล้เคียงกับ อยุธยา แต่มีอัตราค่าจ้างขั้นต่ำสูงกว่า” นายเอกณรงค์กล่าว
 
นายเอกณรงค์กล่าวว่า เท่าที่ตรวจสอบความสามารถในการจ่ายของนายจ้างพบว่า ปัจจุบันมีนายจ้างใน
จ.พระนครศรีอยุธยาส่วนใหญ่จ่ายค่าจ้างรายวันให้กับลูกจ้างทั้งภาคเกษตร ก่อสร้าง และอุตสาหกรรมในอัตรา วันละ 150-200 บาท ซึ่งถือว่านายจ้างมีความสามารถในการจ่ายมากกว่าวันละ 145 บาทอยู่แล้ว เพียงแต่ว่ายังมี ลูกจ้างบางกลุ่ม เช่นลูกจ้างในอุตสาหกรรมขนาดเล็ก โดยเฉพาะลูกจ้างโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าที่นายจ้างเป็นชาวไต้หวันและจีน ที่ส่วนใหญ่จะ ได้รับค่าจ้างตามอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ซึ่งหากมีการปรับเพิ่มขึ้นในครั้งนี้ ลูกจ้างกลุ่มนี้ก็จะได้รับค่าจ้างที่สูงขึ้นอีก 6 บาท ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเดือนก่อนได้มีการปรับเพิ่มอัตราค่าจ้างขั้นต่ำให้กับลูกจ้างในจ.สมุทรสาครไปแล้ว จากวันละ 165 บาท เป็น 169 บาท อย่างไรก็ตาม การปรับค่าจ้างขั้นต่ำประจำปี 2546 นั้น ขณะนี้ในหลายจังหวัดได้พิจารณา ให้ปรับเพิ่มขึ้นแล้ว แต่ต้องส่งเรื่องมายังคณะกรรมการค่าจ้างกลาง ซึ่งมีนายอภัย จันทนจุลกะ ปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธาน พิจารณาตัดสิน ซึ่งส่วนใหญ่ได้ข้อสรุปประมาณสิ้นปีกระทรวงแรงงานเสนอ ครม. ตั้ง ศบท.แก้ตุ๋นคนไปนอก
 
 
(หนังสือพิมพ์มติชน วันอังคารที่ 19 สิงหาคม 2546)
 
รายงานข่าวจากกระทรวงแรงงานแจ้งว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรีวันที่ 19 สิงหาคม กระทรวงแรงงาน
จะเสนอร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วย การจัดตั้งศูนย์บริการไปทำงานต่างประเทศ เพื่อขอจัดตั้ง “ศูนย์บริการ การไปทำงานต่างประเทศ” (ศบท.) โดยยึดหลักการเข้าถึงข้อมูลและบริการ และอำนวยความสะดวก แก่คนหางานให้เข้าถึง บริการได้อย่างรวดเร็วมีประสิทธิภาพ ณ จุดเดียว โดยมีอำนาจพิจารณาอนุญาต อนุมัติ ให้บริการ เตรียมความพร้อม และเป็นศูนย์กลางข้อมูลเกี่ยวกับการเดินทางไปทำงานต่างประเทศแบบเบ็ดเสร็จ โดยมีข้าราชการระดับ 9 เป็นผู้อำนวย การศูนย์ และกำหนดให้เจ้าหน้าที่ในสังกัดกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานตำรวจแห่งชาต ิและกระทรวงแรงงานอยู่ประจำข่าวแจ้งว่า สำหรับเหตุผลในการขอจัดตั้ง ศบท. เพราะแรงงานไทยที่เดินทาง ไปทำงาน ต่างประเทศ ยังประสบปัญหาหลาย ๆ ด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการต้มตุ๋น หลอกลวง ปัญหาเสียค่าใช้จ่ายและ ค่าบริการ จัดหางาน สูงและไม่เป็นธรรม ซึ่งจากสถิติตั้งแต่ปี 2539 – 2545 มีจำนวนคนหางานที่ได้รับความเดือดร้อน 43,807 คน รวมเงินค่าเสียหายกว่า 2,288 ล้านบาท ช่วยขจัดสายหรือนายหน้าจัดหางานเถื่อนลดดอกเบี้ยเงินกู้และ เงินค่าปากถุงคน หางานที่ต้องกู้ยืมจากนายทุน
 
แฉแนวโน้มเด็กไทยไอคิวต่ำเหตุแม่ห่วงสวย
(หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ วันอังคารที่ 19 สิงหาคม 2546)
 
พ.ญ.จันทร์เพ็ญ ชูประภาวรรณ ผอ.โครงการวิจัยระยะยาวในเด็กไทย แถลงความคืบหน้าโครงการวิจัยระยะยาว
ในเด็กไทยว่า จากการศึกษาสภาพความเป็นจริงของครอบครัวทั้งหมด 4,300 ครอบครัว โดยคัดเลือกครอบครัวจากพื้นที่ 4 ภาครวมทั้งกรุงเทพฯ เริ่มศึกษาตั้งแต่แม่ตั้งครรภ์ คลอดบุตร จนกระทั่งอายุ 24 ปี ซึ่งถือว่าเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว เพื่อ ให้ได้เห็นสภาพที่แท้จริงของครอบครัวไทย เพื่อนำไปสู่การวางแผนนโยบายในการพัฒนาเด็ก และครอบครัว ไทยให้มี คุณภาพทัดเทียมประเทศอื่น จากการศึกษาในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา พบว่าครอบครัวไทยร้อยละ 54.1 อยู่ร่วมกันแบบ ครอบครัวขยาย ร้อยละ 40 อยู่กันแบบพ่อแม่ลูก ร้อยละ 6 พบว่าสามีทิ้งไปตั้งแต่ลูก ยังไม่เกิด และร้อยละ 5.4 เมื่อเกิดแล้ว หย่าขาดจากกัน ทำให้ลูกต้องอยู่กับตายาย และพบว่าหญิงร้อยละ 10 สมรสในช่วงอายุต่ำกว่า 20 ปี ต่ำสุดคือ 14 ปีเท่านั้น ซึ่งถือเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อพัฒนาการของเด็กไทย เนื่องจากแม่ในวัยต่ำกว่า 18 ปี ยังไม่มีความพร้อมในการเลี้ยงดูบุตร ทำให้เด็กมีภาวะโภชนาการไม่ดี น้ำหนักน้อยเมื่อแรกคลอด ที่สำคัญเด็กจะมีพัฒนาการทางสมองต่ำ หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ ไอคิวต่ำ
 
พ.ญ.จันทร์เพ็ญกล่าวว่า จากการศึกษาวิจัยยังพบอีกว่า ครอบครัวไทยส่วนใหญ่ ไม่มีการเตรียมพร้อมสำหรับ
การมีครอบครัว การเลี้ยงดูลูกเป็นไปตามสัญชาตญาณ เมื่อเลี้ยงลูกคนแรกมาอย่างไรก็จะเลี้ยงคนต่อไปตามนั้น อีกทั้งเมื่อ ทราบว่าจะมีลูกต้องรู้จักเตรียมพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ แต่ปัจจุบันเมื่อรู้ว่ามีลูก กลับเตรียม ซื้อผ้าอ้อม หรือเสื้อผ้าเด็ก เท่านั้น ทั้งนี้อาจมีสาเหตุมาจากปัจจุบันคุณแม่โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ เป็นห่วงเรื่องรูปร่าง ของตนเอง มากขึ้น ส่งผลให้เด็กที่เกิดมามีสติปัญญาลดลง
 
ไฟเขียว 13 วิสาหกิจกำหนดค่าจ้างเอง
(หนังสือพิมพ์มติชน วันพุธที่ 20 สิงหาคม 2546)
 
เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม น.ต.ศิธา ทิวารี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)
ว่า ที่ประชุมพิจารณาการขอความเห็นชอบการกำหนดขอบเขตสภาพการจ้างที่เกี่ยวกับการเงิน สำหรับรัฐวิสาหกิจตาม มาตรา 13(2) แห่งพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอแล้ว มีมติเห็น ชอบให้รัฐวิสาหกิจจำนวน 13 แห่ง ได้รับการยกเว้นไม่ต้องนำกฎ ระเบียบ และมติคณะรัฐมนตรีต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง กับเงินเดือน ค่าจ้าง ค่าตอบแทน และสวัสดิการต่าง ๆ มากำหนดขอบเขต สภาพการจ้างเกี่ยวกับการเงินตามมาตรา 13 (2) แห่ง พระราชบัญญัติแรงงาน สัมพันธ์ พ.ศ. 2543 โดยให้รัฐวิสาหกิจดังกล่าวสามารถดำเนิน การปรับปรุงสภาพการจ้าง ที่เกี่ยวกับ การเงิน ในการกำหนดอัตราค่าจ้าง ค่าตอบแทน หรือสวัสดิการต่าง ๆ ของพนักงานได้เอง เมื่อคณะกรรมการ รัฐวิสาหกิจนั้นเห็นชอบแล้ว
 
รัฐวิสาหกิจดังกล่าว ได้แก่ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยีแห่งประเทศไทย บริษัทวิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) บริษัท ทศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) บรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงิน บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อม รถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) และการสื่อสารแห่งประเทศไทย
 
“สุวัจน์” รับประสาน “ศึกษา-คลัง” ฟัน ร.ร.ตุ๋นฝึกงาน-ขอหลักฐานมัด
(หนังสือพิมพ์มติชน วันพุธที่ 20 สิงหาคม 2546)
 
ความคืบหน้ากรณีที่ชาวบ้านจาก จ.บุรีรัมย์กว่า 50 คน ร้องทุกข์ขอความเป็นธรรมจากกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน
ให้ช่วยปลดหนี้สินที่กู้ยืมจากกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงานจำนวนรายละ 50,000-80,000 บาท หลังจากได้รับการชักชวน ให้มาเรียนที่โรงเรียนนาวิกวานิชย์ ตั้งอยู่ที่ อ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ เชื่อว่าเมื่อเรียนจบจะได้งานทำบนเรือพาณิชย์ ได้รับเงินเดือนไม่น้อยกว่าเดือนละ 20,000 บาท แต่ปรากฎว่าเมื่อเรียนจบกลับไม่มีงานทำ แถมยังถูกทวงหนี้และ ฟ้องร้อง ต่อศาลนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม ว่า เป็นปัญหาโรงเรียน ฝึกอาชีพมีพฤติกรรมส่อ ไปในทางหลอกลวงคนหางาน ซึ่งไม่ใช่เรื่องของกระทรวงแรงงาน แต่เป็นสิ่งที่ กระทรวง ศึกษาธิการ (ศธ.) ต้องดำเนินการ เพราะเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจากโรงเรียน อย่างไรก็ดี ได้มอบหมายให้นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ไปประสานกับ ศธ. ว่า จะดำเนินการอย่างไรได้บ้างกับ โรงเรียนที่ไปประกาศเชิญ ชวน หลอกลวง ให้คนมาเรียนผู้สื่อข่าวถามว่า มีกระแสข่าวว่ามีนักการเมืองเข้าไปเป็นตัวเชื่อมหาผลประโยชน์นายสุวัจน์กล่าวว่า นักการเมืองไหน ต้องบอกด้วยว่านักการเมืองท้องถิ่นคนไหน ถ้าพูดอย่างนี้ก็เป็นนักการเมืองทุกคนทั้งประเทศ ถ้ารู้ว่าเป็นคนไหนให้บอกมา เรื่องที่ร้องเรียน 40-50 คนเป็นเรื่องเก่า ตั้งแต่ปีไหนแล้วแต่จะดูให้
 
นายสุรินทร์กล่าวว่า ภายหลังจากที่มีข่าวออกไปปรากฎว่า นายชัยยะ ไผ่สุวัฒน์ ประธานบริษัท บีพีพี ซัพพลาย
ซึ่งเป็นบริษัทเกี่ยวกับการเดินเรือด้านน้ำมัน ได้ติดต่อมาที่กรมว่ายินดีรับชาวบ้านที่ผ่านการเรียนเหล่านี้เข้าทำงานทันที 10 คน และจะค่อย ๆ ทยอยรับต่อไปในอนาคตนางรัตนา กาญจนดุล อดีตผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานกลางกรุงเทพฯ ซึ่งปล่อยกู้เงินกองทุนให้กับชาวบ้านบุรีรัมย์ กล่าวว่า “เขาไปเอาคนมาจากไหน หลอกกันมาหรือเปล่าเราไม่รู้ เพราะเรามี
หน้าที่ให้กู้เมื่อเห็นเขามีคุณสมบัติครบถ้วนก็ต้องให้เขาไปแต่เขาต้องได้เรียนจริง”นายเชาวลิต เจริญศิริ ผู้ประสาน งานชาว บ้าน กล่าวว่า จะเร่งขอพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพราะต้องการให้ยกเลิกหนี้ หรืออาจหางานให้ชาวบ้านทำ แต่ปัญหา ที่เกิดขึ้นจะเห็นว่าการกู้เงินกองทุนครั้งนี้ ทำได้ง่ายมาก เพียงแค่ให้พ่อแม่ที่กู้รับรองก็ได้รับเงินแล้ว และ เท่าที่ ทราบ มีโรงเรียน ที่ใช้วิธีการเดียวกันนี้อีก 3-4 แห่งผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปัจจุบันมีผู้กู้เงินกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน ทั้งสิ้น 29,178 คน ยอดผู้ชำระคืนตั้งแต่ ปี 2541-2545 มียอดผู้ชำระคืน 44% ส่วนการฟ้องร้องดำเนิน คดีกับ ผู้ที่ไม่ ชำระเงิน คืนนั้น สำนักงานกองทุนได้ส่งรายชื่อให้กองนิติกรดำเนินการแล้วทั้งสิ้น 271 ราย ให้กู้เรียน โรงเรียน นาวิกวานิชย์ประมาณ 600 คนวันเดียวกัน ที่รัฐสภา นายเสริมชาย บุตรจันทร์ หัวหน้ากลุ่มคนงาน จ.สกลนครพร้อม ด้วยคนงานจำนวน 20 คน ซึ่งเป็นกลุ่มคนงานที่ถูกหลอกลวงไปทำงานในประเทศจอร์แดน ได้เข้ายื่นร้องเรียน ต่อ นายเปรมศักดิ์ เพียยุระ ประธาน คณะ กรรมาธิการการแรงงานสภาผู้แทนราษฎร์ กล่าวหาบริษัท ศรีนคร กรุ๊ป จำกัด และสำนักงานดวงดาวลิสซิ่ง ซึ่งมีนาง ดวงดาว ตองตาสี และนายเกรียงศักดิ์ ตองตาสี เป็นเจ้าของกิจการ มีพฤติการณ์ส่อ ไปใน ทางหลอกลวงคนงาน ไปประเทศ จอร์แดน ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2543 ขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้าใด ๆนายเปรมศักดิ์ กล่าวว่า จากการเข้าไป ตรวจสอบ ในเบื้องต้น พบว่า ด่านตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) มีพฤติกรรมเปิดช่องทาง ให้คนงานของกลุ่มนายหน้าออกนอก ประเทศ อย่างง่ายดาย
 
46 จว. ขอขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 1-5 บาท/วัน
(หนังสือพิมพ์มติชน วันพฤหัสบดีที่ 21 สิงหาคม 2546)
 
เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม นายอัครพล วนะภูติ รองปลัดกระทรวงแรงงานเปิดเผยภายหลังการเป็นประธานในที่ประชุม
คณะกรรมการค่าจ้างกลางว่า ที่ประชุมได้พิจารณาการเสนอขอปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำของ คณะอนุกรรมการค่าจ้างจังหวัด ที่เสนอเข้ามา 74 จังหวัด ยกเว้นกรุงเทพฯ และจังหวัด พระนครศรีอยุธยา ซึ่งจะมีการเสนอเข้ามาในภายหลัง โดยจังหวัด ที่ขอปรับค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่มขึ้นมีจำนวน 46 จังหวัด ซึ่งขอปรับเพิ่มเป็น 1-5 บาท ส่วนอีก 28 จังหวัด ไม่มีการเสนอปรับเพิ่ม อย่างไรก็ตามการพิจารณาในครั้งนี้ยังไม่ได้ข้อยุติเพราะต้องเสนอให้คณะอนุกรรมการวิชาการและกลั่นกรองพิจารณา
สถานการณ์การว่างงาน การเลิกจ้าง ราคาสินค้าอุปโภค-บริโภคในจังหวัด การลงทุนและการผลิต ประชุมในวันที่ 25 สิงหาคม และเสนอให้คณะกรรมการค่าจ้างกลางพิจารณา วันที่ 17 กันยายน เมื่อได้ข้อยุติจะเสนอให้นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง แรงงาน ลงนามต่อไปรายงานข่าวแจ้งว่า การเสนอปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ในครั้งนี้เบื้องต้น มีจังหวัดที่ขอปรับเพิ่มขึ้น 5 บาทจำนวน 2 จังหวัด ปรับ 4 บาท จำนวน 10 จังหวัด ปรับ 3 บาท จำนวน 2 จังหวัด ปรับ 2 บาท จำนวน 25 จังหวัด และปรับ 1 บาทจำนวน 7 จังหวัด โดยในส่วนของจังหวัดในเขตปริมณฑล เสนอขอ ปรับเพิ่มขึ้น ทั้งหมด ทั้งนี้คาดว่าคณะกรรมการค่าจ้างกลางจะมีเวลาในการพิจารณาให้เสร็จสิ้น ทุกจังหวัดได้ทันก่อน สิ้นเดือนตุลาคม นี้เพื่อที่จะได้ประกาศก่อนวันเริ่มม ผลบังคับใช้จริงในวันที่ 1 มกราคม 2547 เป็นเวลา 60 วันข่าวแจ้งว่า จังหวัดที่ ขอปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่ม 5 บาท คือ ปทุมธานีจากวันละ 169 บาท เป็นวันละ 174 บาท ส่วนสุพรรณบุรี และลพบุรี ขอปรับเพิ่มขึ้นอีก 3 บาทเท่ากันคือ จากวันละ 133 เป็น 136 บาท ขณะที่สิงห์บุรี ขอเพิ่ม 1 บาท จากวันละ 135 เป็น 136 บาท และจังหวัดที่มีมติไม่ปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ เช่น ชัยนาท นครนายก และอ่างทองอนึ่งอัตราค่าจ้างขั้นต่ำล่าสุด ตามประกาศเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2546 นั้น กำหนดให้ท้องที่กรุงเทพฯ จังหวัดนครปฐม ปทุมธานี สมุทรปราการ และสมุทรสาคร ได้รับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 169 บาท ซึ่งเป็นอัตรามากที่สุดของประเทศ ส่วนจังหวัดที่ได้รับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำน้อยที่สุดวันละ 133 บาท มีจำนวน 35 จังหวัด
 
 
หวั่นประกันว่างงาน 1 มกราฯ ล้มเหลว นายจ้างชี้กระทรวงแรงงานพร้อม 1%
(หนังสือพิมพ์มติชน วันเสาร์ที่ 23 สิงหาคม 2546)
 
ที่โรงแรมมารวยการ์เด้น เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม น.ส. นฤมล พูลทรัพย์ หัวหน้าสำนักงานโครงการประกันการมี
งานทำ กรมการจัดหางานกล่าวในการสัมมนาเรื่อง ความพร้อมการประกันการว่างงาน ว่าภายหลังการประกาศ พระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) ประกันการว่างงานเกิดขึ้น หลายฝ่ายมักจะมองว่ากรมการจัดหางานเป็นพระเอก แต่ในความ เป็นจริง แล้วควรจะเป็นจำเลยมากกว่า เพราะหากไม่สามารถจัดหางานให้กับผู้ว่างงานได้ ทำงานยากกว่ากรมพัฒนาฝีมือ แรงงาน แต่ถูกด่ามากกว่าขณะนี้ได้สร้างโปรแกรมทดลองรูปแบบ โมเดล ออฟฟิศ การประกันการว่างงาน ทำหน่วยบริการ จัดหางานที่ครบวงจร การยกร่างกฎกระทรวง การจัดสร้างธนาคารตำแหน่งงาน โดยใช้งบฯ 450 ล้านบาท แต่ยังมีปัญหา และอุปสรรคหลายด้าน งบประมาณไม่เพียงพอ ระบบข้อมูลยังไม่สมบูรณ์ และหน่วยงานระดับภูมิภาคยังไม่มีความพร้อม เท่าที่ควร
 
นายสุชาญ โกศิน ประธานสมาคมนายจ้างธุรกิจไทย กล่าวว่า ขณะนี้การประกันว่างงานที่จะเริ่มใน
วันที่ 1 มกราคม 2547 กระทรวงแรงงานยังไม่มีความพร้อมใด ๆ ใน 100% โดยมีความพร้อมเพียง 1% เท่านั้น แต่ที่ออกมาประกาศความพร้อมเพราะว่ากฎหมายออกมาแล้ว แม้กระทั่งเรื่องเก็บเงินสมทบ 3 ฝ่าย นายจ้างและ ลูกจ้างเคยออกมาค้านเสียงแข็ง แต่เมื่อรัฐบาลยืนยันจะจ่ายเพียง 0.25% ทุกฝ่ายก็ต้องก้มหน้ายอมรับ อย่างไร ก็ตาม ในส่วนของสมาคมนายจ้าง 11 สภา ก็ยืนยันว่า ไม่มีปัญหา พร้อมที่จะจ่ายเงินสมทบ 0.5% ให้กับลูกจ้างที่ว่างงาน แต่อดหวั่นใจไม่ได้ว่าเมื่อถึงวันที่ 1 มกราคมนี้ระบบการประกันว่างงานจะคว้าน้ำเหลว
 
 
กรรมกรชักแถวปรับค่าแรงขั้นต่ำ ระบุนายกฯ ยันเศรษฐกิจดีขึ้นแล้ว
(หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน วันจันทร์ที่ 25 สิงหาคม 2546)
 
เผยปัจจุบันค่าแรงไม่พอกิน คาดหลายจังหวัดป่วนเหตุนายจ้างไม่ยอม นักวิชาการจวกระบบไตรภาคี
ปัจจุบันล้มเหลวเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม ที่โรงแรมบางกอกพาเลส มีการสัมมนาเรื่อง“การพัฒนาระบบสวัสดิการสังคม สำหรับแรงงานในภาคอุตสาหกรรมที่เป็นทางการ” โดยนายบัณฑิตย์ ธนชัยเศรษฐวุฒิ นักวิจัยแรงงาน มูลนิธิอารมณ์ พงศ์พงัน กล่าวตอนหนึ่งในหัวข้อการพัฒนาระบบค่าจ้างขั้นต่ำให้เป็นธรรมว่า ปัจจุบันผู้แทนของฝ่ายลูกจ้างใน คณะกรรมการ ค่าจ้างกลางและอนุกรรมการระดับจังหวัดไม่ใช่ตัวแทนที่แท้จริง และการแต่งตั้งก็ไม่โปร่งใส จึงได้ผู้ที่ม ีคุณสมบัติไม่เหมาะสม นอกจากนี้ในส่วนของตัวแทนภาครัฐที่เข้าไปเป็นกรรมการก็มักเข้าข้าง นายจ้าง โดยไม่ยอมรับ ข้อมูลจากฝ่ายลูกจ้างดังนั้น ควรมีการปฎิรูปคณะกรรมการค่าจ้าง
 
นายบัณฑิตย์กล่าวว่า ประสิทธิภาพการบังคับให้ลูกจ้างได้รับค่าจ้างขั้นต่ำยังมีปัญหา โดยมักบังคับใช้ได้ในสถาน
ประกอบการที่มีสหภาพแรงงานหรือเป็นกิจการขนาดใหญ่ของบรรษัทข้ามชาติในเขตนิคมอุตสาหกรรมขณะที่ต้อง
มีการรวม ตัวเรียกร้องจึงจะมีการพิจารณาปรับค่าจ้างขั้นต่ำให้ ทั้งนี้ควรมีการกำหนดให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างขั้นต่ำเพียง 1 ปี และต้องตกลงจัดทำโครงสร้างค่าจ้างเงินเดือนในสถานประกอบการ
 
นางสุรินทร์ พิมพา ประธานสหภาพแรงงานกิจการสิ่งทอนครหลวง และอนุกรรมการค่าจ้าง จ.นครปฐม
การประชุมครั้งล่าสุดมีมติให้ลูกจ้าง จ.นครปฐม ปรับค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่มขึ้นเพียงวันละ 1 บาท ทั้ง ๆ ที่ฝ่ายลูกจ้าง เสนอไป 3 บาท เนื่องจากฝ่ายนายจ้างไม่ยอมฟังข้อมลที่ลูกจ้างเสนอไป ขณะที่กรรมการฝ่ายราชการ ก็ยังร่วมมือสนับสนุนนายจ้าง “ดิฉันรู้สึกเสียใจ เพราะครั้งนี้รีบเสนอกันมาก เราอึดอัดใจที่หาทางออกไม่ได้ บรรดาลูกจ้างก็ถามกันเข้ามามาก ทราบว่าที่ จ.สมุทรสาคร ก็ได้เพิ่มขึ้นเพียง 1 บาทเหมือนกัน” นายสุรินทร์กล่าวว่า ปัจจุบัน สถานประกอบการหลายแห่งยัง
ไม่จ่ายค่าจ้างขั้นต่ำ โดยเฉพาะลูกจ้างที่เข้าไปทำงานใหม่ เพื่อต้องการให้ได้มาตรฐานไอเอสโอ นายจ้างได้บังคับ ให้ลูกจ้างโกหกว่าได้รับค่าจ้างตามราคาค่าจ้างขั้นต่ำ หากใครไม่โกหกก็จะถูกเรียกไปต่อว่า เป็นผู้ที่ทำให้ถูกระงับ คำสั่งซื้อ จากต่างประเทศ
 
นายสุพจน์ จารุวรรณบำรุง จากสหพันธ์แรงงานปิโตรเลียมและเคมีภัณฑ์แห่งประเทศไทย และอนุกรรมการค่าจ้าง
จ.อ่างทอง กล่าวว่า ปัจจุบันค่าจ้างขั้นต่ำที่ได้รับไม่พอเลี้ยงลูกจ้าง 1 คน และในแต่ละเดือนยังได้ทำงานเพียง 22 วัน แต่ละเดือนลูกจ้างได้รับค่าจ้างเพียง 3,000 บาทเศษ แต่ต้องเสียค่าเช่าบ้านและรายจ่ายอื่น ๆ คนที่ยังอยู่ได้เพราะต้อง ทำงานนอกเวลา สำหรับการขอปรับค่าจ้างขั้นต่ำของ จ.อ่างทอง นั้น ยังไม่ได้ข้อยุติเพราะฝ่ายลูกจ้างขอปรับเพิ่มวันละ 5 บาท แต่ฝ่ายนายจ้างไม่ต้องการให้ปรับ และเมื่อลงมติปรากฎว่าฝ่ายนายจ้างชนะ แต่เสียงยังไม่ถึง 2 ใน 3 ดังนั้นจึงต้อง มีการพิจารณาใหม่ ทั้งนี้จังหวัดภาคกลางส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น สระบุรี นนทบุรี พระนครศรีอยุธยา ชลบุรี สุพรรณบุรี ต่างมีมติขอเพิ่มค่าจ้างเพิ่มอีก 3 บาท
 
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การพิจารณาค่าจ้างขั้นต่ำประจำปีนี้ กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการ
ค่าจ้างกลาง ภายหลังจากที่คณะอนุกรรมการระดับจังหวัดได้เสนอผลการพิจารณา โดยมีอยู่ 46 จังหวัด ขอให้มีการ ปรับค่าจ้างเพิ่มขึ้น ตั้งแต่ 1-5 บาท ส่วนอีก 28 จังหวัดไม่มีการเสนอปรับ อย่างไรก็ตามในหลายจังหวัดได้ เกิดความ ขัดแย้งกันจนยังไม่สามารถเสนอผลการพิจารณามายังส่วนกลางได้ และมีแนวโน้มว่าสถานการณ์จะ ยิ่งรุนแรง ขึ้นเนื่อง จากลูกจ้างต่างมองว่าสถานการณ์ทางเศรษฐกิจดีขึ้น เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ สถาบันทาง เศรษฐกิจต่างออกมาประกาศเช่นนั้นอนึ่ง ปัจจุบันอัตราค่าจ้างขั้นต่ำล่าสุด ตามประกาศเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2546 นั้น กำหนดให้ท้องที่กรุงเทพฯ นครปฐม ปทุมธานี สมุทรปราการ และสมุทรสาคร ได้รับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 169 บาท ซึ่งเป็น อัตรามากที่สุดของประเทศ ส่วนจังหวัดที่ได้รับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำน้อยที่สุดวันละ 133 บาท มีจำนวน 35 จังหวัด
 
“สุวัจน์” ส่งทูตแรงงานเปิดตลาดโสม
(หนังสือพิมพ์มติชน วันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม 2546)
 
นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
นายกรัฐมนตรี ไปพบแรงงานไทยระหว่างเยือนเกาหลีใต้ว่า ปัจจุบันมีแรงงานไทยมาทำงานในประเทศเกาหลีใต้ประมาณ 2 หมื่นคน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานผิดกฎหมาย ในเรื่องนี้ถือเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไขโดยด่วน ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ให้เร่ง ดำเนินการ โดยเปลี่ยนสถานะให้เป็นแรงงานที่ถูกต้องตามกฎหมาย และดูแลสิทธิประโยชน์อย่าง เต็มที่ เพราะถ้าปล่อยเอาไว้ เกรงว่าจะทำให้แรงงานเหล่านี้ต้องประสบปัญหาถูกหลอกลวงอย่างแน่นอน
 
นายสุวัจน์กล่าวว่า จากการที่ได้หารือกับเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี ทราบว่าทางการ
เกาหลีใต้ได้เปลี่ยนแปลงกฎหมายการทำงานจากเดิมใช้ระบบการฝึกงาน แต่ระบบใหม่จะเปลี่ยนเป็นเข้าทำงาน ได้อย่าง เสรี ตรงนี้เป็นข้อดีให้แรงงานสามารถเข้าไปทำงานได้มากขึ้น จึงเห็นว่าเป็นช่องทางที่ดีที่ ประเทศไทยควร ขยายตลาด แรงงาน โดยเปิดตลาดใหม่ในเกาหลีใต้
 
นายสุวัจน์ กล่าวว่า เบื้องต้นได้มอบหมายให้นายอภัย จันทนจุลกะปลัดกระทรวงแรงงานไป พิจารณาอัตราตำแหน่ง
ทูตแรงงานประจำเกาหลีใต้ เพราะเดิมกระทรวงแรงงานไม่เคยมีตัวแทนที่ประสานประโยชน์ทั้ง การหาตำแหน่งงาน การรักษาสิทธิประโยชน์คนไทยไม่ให้ถูกหลอกลวง ดังนั้นจึงจำเป็นต้องหาเจ้าหน้าที่ทูตแรงงาน โดยเร็วที่สุด เพื่อขยาย ตลาดให้สอดคล้องกับความต้องการของนายจ้างและผู้ประกอบการ เนื่องจากมีแนวโน้มสูงว่า อุตสาหกรรม การต่อเรือในเกาหลียังมีความต้องการแรงงานเป็นจำนวนมาก
 
ประกันสังคมขยายคุ้มครองแรงงานคลุมนอกระบบ 23 ล้านคน – บี้ 30 บาท
(หนังสือพิมพ์มติชน วันอาทิตย์ที่ 31 สิงหาคม 2546)
 
ประกันสังคมคิดการใหญ่ ขยายความคุ้มครองครอบคลุมแรงงานทั้งระบบ โดยรวมเอาแรงงานนอกระบบเข้า
มาด้วย 23 ล้านคน พร้อมเสนอปรับรูปแบบการจ่ายเงินสมทบให้เลือกได้ ลั่นเป็นการปฎิรูปงานประกันสังคม ครั้งใหญ่เมื่อ วันที่ 30 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงแรงงาน ว่า ภายหลังจากที่รัฐบาลดำเนินโครงการ ปฏิรูประบบประกัน สุขภาพ 30 บาทรักษาทุกโรคอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายให้การดูแลผู้ที่มีรายได้น้อยและคนยากจน ขณะที่คนงานในสถาน ประกอบการ จำนวน 7.7 ล้านคนนั้นอยู่ในความดูแลของสำนักงานประกันสังคม (สปส.) อย่างไรก็ตาม ยังมีคนงานอีก 23 ล้านคนที่เป็นแรงงานนอกระบบ หรือเป็นแรงงานที่ไม่อยู่ในข่ายที่สามารถสมัครเป็นผู้ประกันตนของ สปส. ได้ ดังนั้นล่าสุด คณะผู้บริหารกระทรวงแรงงานกำลังผลักดันให้มี ขยายความคุ้มครองให้ครอบคลุมแรงงานทั้ง 23 ล้านคน ซึ่งถือว่าเป็น การปฎิรูปงานด้านประกันสังคมครั้งใหญ่
 
ข่าวแจ้งว่า ขณะนี้โครงการขยายความคุ้มครองดังกล่าวอยู่ในระหว่างการศึกษา โดยในวันที่ 27 กันยายนนี้
จะมีการทำประชาพิจารณ์ครั้งใหญ่โดย สปส.ได้เชิญประชาชนในกลุ่มอาชีพต่าง ๆ เช่น ผู้นำเครือข่ายต่าง ๆ กลุ่มแม่บ้าน กลุ่มผู้ผลิตสินค้า 1 ตำบล 1 ผลิตภัณฑ์ นักวิชาการและผู้ที่เกี่ยวข้องฝ่ายต่าง ๆ รวมทั้งผู้ประกันตนในปัจจุบัน มาร่วม แสดง ความคิดเห็นก่อนที่จะเดินหน้าต่อไป สำหรับเป้าหมายแรกที่มีการพูดถึงว่า น่าจะดำเนินการได้ก่อนคือ กลุ่มผู้ที่ประกอบ อาชีพที่มีการรวมตัวอยู่แล้ว เช่น สมาคมผู้ขับรถแท็กซี่ กลุ่มอาชีพต่าง ๆ กลุ่มลูกจ้างชั่วคราวของราชการ และรัฐวิสาหกิจ เป็นต้น
 
ข่าวแจ้งว่า อาจมีการปรับรูปแบบของการจ่ายเงินสมทบ ซึ่งปัจจุบันใช้ระบบเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขคือบังคับให้
ผู้ประกันตน ทุกคนจ่ายเท่ากันทั้งหมด โดยจะได้รับความคุ้มครองใน 7 กรณี แม้บางคนจะไม่มีโอกาสใช้บริการ ในบาง กรณีก็ตาม เช่น สงเคราะห์บุตร คลอดบุตร เป็นต้น แต่อนาคตอาจเปิดโอกาสให้ผู้ประกันตน เลือกจ่ายเป็นกรณี ๆ ไป ตามที่ ต้องการโดยไม่มีการบังคับ อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงระบบดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อสถานะ ของกองทุน ประกันสังคมได้ ดังนั้นคณะผู้บริหารจึงกำลังศึกษาให้เกิดความรอบคอบ
 
อนึ่ง ระบบรักษาสุขภาพของคนไทยนั้น แยกเป็นข้าราชการ 3 ล้านคน พนักงานรัฐวิสาหกิจ 1 ล้านคนที่มีสวัสดิการ
เบิกจ่ายจากรัฐ ขณะที่ผู้ที่อยู่ในวัยกำลังแรงงานจำนวน 34 ล้านคน มีเพียง 7.7 ล้านคนที่อยู่ในระบบประกันสังคม โดย ที่เหลือส่วนใหญ่มักใช้บริการ 30 บาทรักษาทุกโรค ซึ่งเป็นนโยบายที่สำคัญของพรรคไทยรักไทย ในขณะที่ สปส. เป็น หน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงาน ซึ่งอยู่ในการกำกับดูแลของพรรคชาติพัฒนา อย่างไรก็ตาม เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ได้เกิดความขัดแย้งระหว่างทั้ง 2 พรรค กรณีการขยายความคุ้มครองประกันการว่างงานเกี่ยวกับการจ่ายเงินสมทบซึ่ง พรรคไทยรักไทยต้องการให้รัฐบาลจ่ายสมทบ 0.5 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่กระทรวงแรงงานและพรรคชาติพัฒนาต้องการ
ให้จ่าย 1 เปอร์เซ็นต์ เท่ากับลูกจ้าง ซึ่งในที่สุด ครม. อนุมัติตามข้อเสนอของพรรคไทยรักไทย
*อ่านข่าวเดือนกันยายน
*อ่านข่าวเดือนกรกฎาคม