ที่มา: สำนักข่าวไทย องค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย
29/12/41 ๑๐ ข่าวดังด้านโทรคมนาคมปี ๒๕๔๑ 19:33
ในรอบปี ๒๕๔๑ ข่าวคราวทางด้านสื่อสารโทรคมนาคม เป็นเรื่องที่อยู่ในกระแสความสนใจของประชาชน และผู้ประกอบกิจการด้านนี้ไม่น้อย
สำนักข่าวไทย หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ แนวหน้า ประชาชาติธุรกิจ ฐานเศรษฐกิจ ผู้จัดการรายเดือน บางกอกโพสต์ เดอะ เนชั่น และมติชน ได้ร่วมจัดอันดับ ๑๐ ข่าวดังด้านโทรคมนาคมที่เกิดขึ้น ในปีเสือดุที่ผ่านมา
ข่าวแรก ให้ชื่อว่า เมื่อยาฮั้วสิ้นฤทธิ์ SDH ก็สิ้นใจ
ไม่มีใครในแวดวงสื่อสารโทรคมนาคม จะเถียงได้ว่า ข่าวนี้ไม่ใช่ข่าวใหญ่ โด่งดังที่สุดในรอบปี เพราะโครงการอภิมหา "ฮั้ว" ที่ถูกนายทวี ไกรคุปต์ ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ พรรคเดียวกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เล่นการเมืองในพรรค นำเรื่องมาแฉจนเกือบหมดเปลือก สะเทือนทั้งตัวนายสุเทพเอง ที่ถูกระบุว่ามีเอี่ยว ในโครงการนี้ด้วย และ เอกชน ๖ ราย ที่ถูกมองว่ารวมหัวกันฮั้ว ให้ราคาเคเบิลใยแก้วและอุปกรณ์ในโครงการ สูงเกินจริง โครงการนี้มีมูลค่าเบื้องต้น ประมาณ ๙,๐๐๐ ล้านบาท เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี ๒๕๓๙ ถูกตั้งข้อสังเกตมาตั้งแต่ การกำหนดให้แบ่งพื้นที่ประมูลเป็น ๖ โซน นัยว่า เพื่อความลงตัว ของเอกชน ๖ ราย อันได้แก่ โตเมน ซีเมนส์ อีริคสัน จัสมิน มิตซุย และล็อกซเลย์ อย่างไรก็ตาม มีความพยายามของ ทศท. ที่จะทำให้การประมูลโปร่งใส ด้วยการล้มประมูลมาหลายต่อหลายครั้ง แต่จนแล้วจนรอด ๖ รายนี้ ก็ยังเข้าวินมาโดยตลอด
ในที่สุดคณะกรรมการ ทศท. ที่มีนายมีชัย วีระไวทยะ เป็นประธาน ได้ตัดสินใจยกเลิกการประกวดราคาไปอีกครั้ง เมื่อวันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๔๑ ขณะนี้กำลังเตรียมดำเนินแนวทางใหม่ ให้ ทศท. จัดหาเคเบิลใยแก้วและอุปกรณ์เอสดีเอชเองโดยตรง จากผู้ผลิต เพื่อความโปร่งใสสุดๆ ขณะที่วงเงินโครงการเพิ่มขึ้นไปเป็น ๑๐,๔๐๐ ล้านบาทแล้ว ท่ามกลางข้อร้องเรียนของ เอกชน ๖ ราย และความเป็นห่วง เรื่องความล่าช้าของโครงการ…..
ข่าวเด่นเรื่องที่สอง ให้ชื่อว่า ลดค่าบริการมือถือ ใช่เลย….การเมือง
ไม่ว่าใครก้าวเข้ามารับตำแหน่งเจ้ากระทรวงคมนาคม ก็อดไม่ได้ที่จะประกาศประกาศิต จะลดค่าบริการรายเดือนของโทรศัพท์เคลื่อนที่จาก ๕๐๐ บาท เหลือ ๓๐๐ บาท แต่ก็ยังไม่เห็น ฯพณฯ คนใดทำได้สำเร็จ ฯพณฯ สุเทพ เทือกสุบรรณ ก็เช่นกัน ประกาศนโยบายชัดเจนเช่นกัน แถมเน้นหนักเจาะจงให้ข่าวความได้เปรียบของโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ ๙๐๐ เมกะเฮิรตซ์ ของบริษัทที่มีชื่อเดียวกับนามสกุลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หัวหน้าพรรคไทยรักไทย ในช่วงเวลาที่พรรคไทยรักไทยกำลังเปิดตัว เนื้อหาข่าวที่ออกจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมระบุถึง การบริการที่ไร้คุณภาพ ขณะที่เจ้าของกิจการร่ำรวยขึ้นทุกขณะ โดยที่ไม่แตะต้องโทรศัพท์เคลื่อนที่ ของค่ายยูคอมที่มีคุณภาพบริการแย่พอ ๆ กัน เว้นแต่จะขอให้ลดค่าบริการลงเท่านั้น ความอดกลั้นของหัวหน้าพรรคไทยรักไทยมีไม่พอ จึงต้องออกมาตอบโต้เรื่องนี้ โดยระบุชัดว่าเป็นความตั้งใจทำลายกันทางการเมือง เมื่อเวลาล่วงเลยหมดฤดูหาเสียงของทั้งสองฝ่าย นายสุเทพก็ออกมา ยอมรับว่าไม่สามารถทำให้ค่ายใดลดค่าบริการลงได้ และหันมาปิดฉากเกมการเมือง โดยการบีบให้ การสื่อสารแห่งประเทศไทย (กสท.) และองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย (ทศท.) ร่วมกันเปิดบริการ โทรศัพท์เคลื่อนที่อีก ๑ ระบบ จะกำหนดค่าบริการรายเดือน ๓๐๐ บาท ทำได้หรือไม่…..ต้องติดตาม
PCT: หมดท่า ไวอากราก็ปลุกไม่ขึ้น เป็นชื่อข่าวดังอันดับ ๓
ที่มีบริษัทเทเลคอมเอเซีย คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือทีเอ เป็นผู้แสดงนำ ด้วยการเปิดตัวระบบโทรศัพท์ PCT :Personal Communication Telephone เริ่มทดลองให้บริการสร้างความฮือฮาให้ลูกค้าประมาณ ๑๑๐,๐๐๐ ราย ตั้งแต่ ปี ๒๕๓๙ แต่จนถึงปีนี้ก็ยังไม่มีกำหนดเปิดให้บริการจริงเสียที ปัญหาใหญ่เกิดจาก การที่ทีเอไม่สามารถตกลงเรื่องภาระหนี้สิน ที่ค้างกับซัพพลายเออร์ในการนำเข้าอุปกรณ์ โดยเฉพาะบริษัทเอ็นอีซี ที่มีมูลค่ารวมทั้งโครงการถึง ๒๔,๐๐๐ ล้านบาท หากทีเอเปิดให้บริการจริงวันใด ก็จะมีผลผูกพันให้ต้องชำระเงินให้เอ็นอีซีตามที่ระบุ ในสัญญา ดังนั้น ทีเอ จึงใช้ข้ออ้างเรื่องปัญหาการติดตั้ง coverage area และการเจรจาทางการเงินที่ไม่มีข้อยุติ มาเป็นเหตุผลที่ยังไม่เปิดบริการจริง อีกทางหนึ่งผู้บริหารทีเอ ก็ย่องพบผู้บริหาร ทศท.ขอเลิกโครงการ ที่รับอาสาทำระบบพีซีที กับเลขหมายของ ทศท. ด้วย เพื่อเลี่ยงปัญหากับซัพพลายเออร์ แต่ ทศท.ก็ปฏิเสธ ถึงขณะนี้ปัญหายังคาราคาซังแม้จะมีพลังไวอากราก็ปลุกไม่ขึ้น
ข่าวดังเรื่องที่ ๔ มีชื่อว่า ปฏิรูปโทรคม จมอยู่ในปลัก
ที่ต้องเรียกว่า จมอยู่ในปลัก เพราะการแปรรูปกิจการโทรคมนาคม ตามแผนแม่บทโทรคมนาคม ยังไม่มีความคืบหน้าเอาเสียเลย แม้ว่า ตามแผนจะระบุว่า ปี ๒๕๔๑ เป็นปีเริ่มต้นการปฏิวัติกิจการโทรคมนาคม แต่ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง สิ่งที่เกิดขึ้นตลอดมาคือการศึกษา ศึกษา และศึกษา ผลดีผลเสียแนวทางดำเนินการ รวมทั้งรอการแก้ไข กฎหมายโทรคมนาคมทั้งระบบ เพื่อเป็นแนวทางไปสู่การแปรรูป กสท. และ ทศท. นอกจากนี้ ยังมีปัญหาใหญ่ เรื่องการแก้สัญญาสัมปทาน ที่เอกชนทำไว้กับ ๒ หน่วยงานนี้ เดือนตุลาคม ๒๕๔๒ เป็นเป้าหมาย ของการเปิดเสรีกิจการโทรคมนาคมในประเทศ ซึ่ง กสท. และ ทศท. ต้องแปลงสภาพหน่วยงานเป็นบริษัท จำกัด เพื่อจะดำเนินกิจการแข่งขันกับเอกชนแล้ว แต่ขณะนี้ พ.ร.บ. กสท. และ พ.ร.บ. ทศท. ยังไม่ถูกเสนอเข้าสู่สภา เช่นเดียวกับการร่างกฎหมายโทรคมนาคม ที่จะกำหนดให้มีองค์กรควบคุมกิจการโทรคมนาคม ที่เรียกว่าคณะมนตรีการสื่อสารแห่งชาติ ก็ยังไม่เข้าสู่สภาเช่นกัน ล่าสุดสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ส่งร่างฉบับสมบูรณ์ที่เรียกว่า ร่าง พ.ร.บ.องค์กรบริหาร คลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และการโทรคมนาคม มาให้กระทรวงคมนาคมพิจารณาแล้ว แต่เนื้อหาของกฎหมายกลับไม่ตรงความเห็นของกระทรวงคมนาคม และคงต้องร้องเพลงรอต่อไป ท่ามกลางความเป็นห่วงถึงผลกระทบที่จะเกิดกับการแปรรูป กสท. ทศท. ที่จะต้องขายหุ้นให้พันธมิตรต่างชาติ เพื่อนำเงินมาแก้ปัญหาเศรษฐกิจของชาติต้องล่าช้าออกไป ส่วนภาคเอกชนที่ดำเนินธุรกิจสื่อสาร ที่จ้องรอการแปลงสัญญาสัมปทาน เป็นทางออกสุดท้ายในการพยุงกิจการก็คงต้องร้องเพลงรอเช่นกัน
ข่าวดังเรื่องที่ ๕ ชับ ชับ ชับ มือถือตัดขาดแคมเปญ
หลังจากที่ค่ายผู้ให้บริการ โทรศัพท์เคลื่อนที่แข่งขันทำการตลาด ด้วยการโปรโมชั่นให้โทรฟรีกันในหลายรูปแบบ แข่งขันดุเดือด จนดูเหมือนว่าผู้บริโภคจะได้ประโยชน์ หากไม่มองถึงราคาค่าเครื่องโทรศัพท์มือถือของไทย ที่ถูกจัดอันดับว่าแพงที่สุดในโลก ………แต่เมื่อย่างเข้าปลายปี ๒๕๔๑ กระแสแคมเปญเริ่มอ่อนลง จนในที่สุด ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทุกราย หันหน้าเข้าหากัน ยุติโปรโมชั่นรุนแรง เหลือเพียงกระตุ้นยอดขาย ในระยะสั้นเพียง ๖ เดือน จากที่ก่อนหน้านี้โทรฟรี โทรครึ่งราคา กันสูงสุดถึง ๕ ปี สาเหตุหลัก ของความร่วมมือลดประโยชน์ของผู้บริโภคนี้ ก็เพราะยอดขายโทรศัพท์เคลื่อนที่ปีที่ผ่านมา ตกลงอย่างต่อเนื่องเพราะภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้ผู้บริการ ต้องนึกถึงผลกำไรที่ควรได้จะต้องไม่กระเด็นไปไหนแม้แต่นิด ขณะเดียวกันยังมีตัวเลขการยกเลิกการใช้ของลูกค้าเดิมอีกมาก จึงทำให้ผู้ให้บริการต้องหันมาตระหนักที่จะต้องรักษาลูกค้าเก่าเอาไว้ เพื่อสร้างรายได้ต่อเนื่อง เพราะปีหน้านี้คงจะหวังอะไรมากไม่ได้กับยอดขายใหม่ สำหรับตัวเลขผู้ใช้บริการล่าสุดของเอไอเอสมีประมาณ ๙๘๒,๐๐๐ ราย แทคประมาณ ๙๕๗,๖๐๐ ราย และ DPC - Digital Phone Co ผู้ให้บริการรายใหม่ของค่ายสามารถมีประมาณ ๘๐,๐๐๐ ราย
ข่าวดังเรื่องที่ ๖ เป็นเรื่อง Oh! Negative
เป็นผลพวงการผูกขาดของ ๒ ยักษ์กิจการ pay-tv ไอบีซี ของค่ายชินวัตร และยูทีวี ของค่ายทีเอ จนกลายเป็นการผูกขาดภายใต้ชื่อ ยูบีซี รวมตัวกันเสร็จ เมื่อกลางปี ๒๕๔๑ ท่ามกลางเสียงวิจารณ์หนัก เพราะกฎหมายที่มีอยู่ไม่มีมาตรการใดป้องกันการผูกขาด ของธุรกิจนี้ได้ ดังนั้น หลังจากการรวมกิจการมีผล ยูบีซีก็เริ่มเอาเปรียบผู้บริโภคทันที ด้วยการเพิ่มค่าบริการ ตัดโปรแกรมความหลากหลายของประเภทรายการ โดยเฉพาะ super sport ที่มีการถ่ายทอดสดฟุตบอลแมทช์สำคัญ พรีเมียร์ชิพของอังกฤษ ซึ่งได้รับความนิยมสูงสุด ยูบีซี กำหนดให้ต้องเสียค่าบริการเพิ่มอีก ๑๐๐ บาท หากต้องการดูโปรแกรมนี้ แต่ยังไม่ทันไร ถูกกระแสต่อต้านหนักทำให้ อ.ส.ม.ท.ในฐานะหน่วยงานควบคุมดูแลต้องลงมาจัดการ งานนี้ ยูบีซี ต้องประกาศเลื่อนแผนการเก็บ ๑๐๐ บาทนี้ไปถึงสิ้นปี และประกาศเลื่อน การจัดเก็บไปอีกครั้งเพราะยังเกรงการต่อต้านรุนแรงอีก
ข่าวดังเรื่องที่ ๗ ยักษ์สื่อสาร ขอเวลาหลบเลียแผล
ที่ว่าต้องหลบเลียแผลกัน เพราะปี ๒๕๔๑ ภาคเอกชนในวงการโทรคมนาคมของไทย ต้องเผชิญปัญหาเฉพาะหน้าที่รุนแรง นับตั้งแต่การประกาศลด ค่าเงินบาท ปัญหาเศรษฐกิจอื่น ๆ ในภาพรวมรุมเร้า พอจะตั้งตัวได้บ้างในไตรมาสสุดท้าย แต่ละค่ายก็ต้องเตรียมตัวรับมือกับภาวะเศรษฐกิจปีกระต่าย ที่ยังคาดหมายอะไรได้ไม่มาก ตั้งแต่ปลายปี ๒๕๔๐ เอกชนหลายราย ประกาศนโยบายปลดพนักงานและยังทำต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน เพราะส่วนใหญ่ต้องลดค่าใช้จ่ายลง มีการปรับโครงสร้างหนี้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหนี้ต่างประเทศในสัดส่วนสูง โดย แทค เป็นรายแรกที่เริ่มปรับโครงสร้างหนี้ก่อน ด้วยมูลค่ากว่า ๕๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ และทำสำเร็จเมื่อกลางปี ๒๕๔๑ ตามมาด้วยยูคอม ที่มีหนี้ประมาณ ๔๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ ทีเอ ๘๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ และทีทีแอนด์ทีมีหนี้รวมประมาณ ๓๘,๐๐๐ ล้านบาท โดยสามรายหลังนี้อยู่ระหว่างเจรจา ขณะที่กลุ่มชินวัตรเป็นรายเดียวที่ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด แต่ก็ยังไม่วายประกาศแผนการลดค่าใช้จ่าย ซึ่งรวมถึงการ lay off พนักงานบางส่วน เพราะเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยยังไม่ถึงจุด ต่ำสุด การที่ยักษ์ใหญ่อย่างชินวัตรยังต้องปรับตัว ก็อาจเป็นการส่งสัญญาณได้ว่าปี ๒๕๔๒ นี้ กลุ่มธุรกิจสื่อสารยังต้องเผชิญความยากลำบาก จนอาจต้องขอเวลาหลบเลียแผลกันบ้าง
Moto-Ucom -Shinwatra : มิตรแท้แพ้ธุรกิจ
คำๆ นี้คงสร้างความเจ็บปวดให้กับค่ายยูคอม ไม่น้อย และถือเป็นข่าวดังอีกข่าวในปี ๒๕๔๑
เมื่อความสัมพันธ์ยาวนานของโมโตโรล่ากับยูคอม อันสืบเนื่องมาจากสองตระกูล คือ Galvin และเบญจรงคกุล ต้องมีอันแยกทางทั้งที่โมโตโรล่าเข้ามา ประสพความสำเร็จทางธุรกิจในไทยก็ด้วยความร่วมมือจากยูคอม โดยที่โมโตโรล่าเข้าถือหุ้นส่วนหนึ่ง ของยูคอมด้วย แต่เพราะเหตุผลทางธุรกิจที่ไม่เข้าใครออกใคร เมื่อผลประกอบการของโมโตโรล่าตกต่ำลง ในหลายประเทศรวมทั้งในไทย จนเป็นเหตุให้ต้องปรับโครงสร้างการดำเนินธุรกิจใหม่ และขายหุ้น หลายโครงการในบางประเทศ รวมทั้งในไทยที่ประกาศขายหุ้นที่ถือในยูคอมทั้งหมด และหันไปสร้าง สัมพันธ์ใหม่กับค่ายชินวัตรที่มีอนาคตสดใสกว่า แม้จะกระทำโดยทางอ้อมด้วยการประกาศให้ M-Link ซึ่งเป็นบริษัทในค่ายชินวัตร เป็นผู้แทนจำหน่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่รายใหม่ในระบบจีเอสเอ็ม ก็คงเดาได้ไม่ยากว่าโมโตโรล่าหันมาหาชินวัตรเสียแล้ว เรียกได้ว่างานนี้มิตรแท้ต้องแพ้ธุรกิจจริงๆ
ข่าวดังอันดับ ๙ เป็นเรื่องราวของเขาคนนี้ สายรุ้งโปร่งใส หรือ "มีชัย" สร้างภาพ
นับตั้งแต่ ก้าวเข้ามารับตำแหน่ง ประธานคณะกรรมการองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย ของนายมีชัย วีระไวทยะ เขาคนนี้ก็มีข่าวดังไม่หยุดหย่อน โดยเฉพาะนโยบายสร้างความโปร่งใสในการทำงาน เน้นบริการของ ทศท. เพื่อสังคม เห็นได้จากนายมีชัย สั่งให้ ทศท. เปิดเผยข้อมูลสัญญาสัมปทานที่ทำไว้กับเอกชนทุกราย ซึ่งไม่เคยมีใครกล้านำมาเปิดเผย มาให้สื่อมวลชนตรวจสอบได้ นอกจากนี้ การเปิดโอกาสให้คนในชุมชน หรือในต่างจังหวัด ได้เป็นผู้ใช้บริการโทรศัพท์ก็เป็นอีกนโยบายหนึ่งที่นายมีชัย ย้ำนักย้ำหนาแม้ว่า จะประสพความสำเร็จบ้าง หรือไม่ประสพความสำเร็จบ้างก็ตาม แม้ภาพของนายมีชัย จะดูดีในสายตา ของหลายฝ่าย แต่เมื่อเจอกับปัญหาใหญ่หลายเรื่อง ที่ต้องแก้ไข โดยเฉพาะโครงการเอสดีเอช ที่กว่าจะตัดสินใจยกเลิกการประมูลก็ใช้เวลานานโข เพราะต้องให้แน่ใจว่าการตัดสินใจจะไม่นำไปสู่ข้อครหาที่อาจเกิดขึ้น กับตัวเองได้ นอกจากนี้ นโยบายหลายเรื่องที่สั่งการ โดยคิดว่า ทศท. สามารถทำได้โดยไม่มีอุปสรรคก็เป็นผลให้นายมีชัย ถูกมองว่าสร้างภาพในหลายเรื่อง เช่น การประกาศลดค่าโทรศัพท์สาธารณะทางไกลต่างจังหวัด ที่ไม่สามารถทำได้ จนในที่สุดต้องประกาศนโยบายขายพินโฟนแบบซื้อ ๑ แถม ๑ ซึ่งถึงปัจจุบันก็ไม่เวิร์ค หรือเรื่องการสละเงินเดือนในฐานะประธานบอร์ด ทศท.ให้แก่พนักงาน ๑๓ ที่กำลังจะถูกเลิกจ้าง แทนที่จะทำสัญญาว่าจ้างต่อไปทั้งที่ไม่ใช่เรื่องยาก ความพยายามในการให้เอกชนลดราคาขายเครื่องโทรศัพท์ ทั้งที่รู้ว่าไม่มีทางเป็นไปได้เพราะเซ็นสัญญากันไปแล้ว เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ยังเป็นเรื่องค้างคาใจหลายคนว่า นายมีชัย ตั้งใจทำงานแบบโปร่งใสจริงหรือ ?
ข่าวดังเรื่องสุดท้าย เป็นหนทาง ชีวิต (เถ้าแก่) เปื้อนฝุ่น ทั้งหลาย
หลังประสพความสำเร็จ ในการทำธุรกิจ ได้กำไรกันก็มากอยู่ ถ้าไม่มีปัญหาเศรษฐกิจช่วงปีสองปีนี้มาเป็นอุปสรรคก็แทบจะเรียกได้ว่า ชีวิตของบรรดาเถ้าแก่วงการโทรคมนาคมค่อนข้างจะสวยหรู แต่ในยุคนี้บรรดาเถ้าแก่ต่างก็พลิกผันตัวเอง ไปตามทางที่ชอบกันหลายราย เริ่มตั้งแต่เจ้าพ่อสื่อสาร "ทักษิณ ชินวัตร" รายนี้ สามารถวางใจในธุรกิจ ของตัวเองได้มานานแล้ว เพราะได้ผู้บริหารมืออาชีพหลายคนเข้ามาดูแลธุรกิจให้ ขณะเดียวกันผลประกอบการของชินวัตร ก็ถือว่าดีที่สุดในบรรดาธุรกิจสื่อสารด้วยกัน ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ "ทักษิณ ชินวัตร" จะมีทุนรอนเหลือเฟือ สามารถออกไปตั้งพรรคไทยรักไทยได้เต็มตัว หลังหย่าขาดกับพลังธรรม ในขณะที่ เถ้าแก่อีกคน "บุญชัย เบญจรงคกุล" จากกลุ่มยูคอมกลับมีวิถีชีวิตตรงกันข้าม ด้วยความบอบช้ำ จากพิษเศรษฐกิจ ส่งให้นายบุญชัย หันไปหางานศิลปะและธรรมะที่รัก ปลงกับชีวิต ทำบุญมากขึ้นจนเป็นข่าวเป็นคราวมากมาย โดยเฉพาะการเป็นผู้นำบุญคนสำคัญของวัดพระธรรมกาย ที่ไม่แน่ว่าอีกไม่นาน อาจได้ฉายา "บุญชัย ศิษย์ธรรมกาย" ก็ได้ สำหรับเถ้าแก่อีกคน อดิศัย โพธารามิก จากค่ายจัสมิน และทีทีแอนด์ที รายนี้มาแปลก ลาออกจากการเป็นผู้บริหารของทีทีแอนด์ที หน้าตาเฉย หลังจากที่ทีทีแอนด์ที เป็นบริษัทที่มีปัญหาทางการเงินมากที่สุด และอดิศัยก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ พร้อมทั้งยังประกาศชัดเจนว่าจะมุ่งเน้นงานการเมืองในฐานะวุฒิสมาชิก ทั้งที่ก่อนหน้านี้เคยพูดเสมอว่าไม่ต้องการจะไปยุ่งเกี่ยวเรื่องราว ทางการเมืองเด็ดขาด เฮ้อ… งานนี้เรียกได้ว่าทางใครทางมัน ยามที่เถ้าแก่มีชีวิตที่เปื้อนฝุ่นก็คงเลือกทาง ที่เอาตัวรอดดีที่สุดแล้วกัน.
-๓๑๑ ๔/๕