กรุงเทพธุรกิจฉบับ วันศุกร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2542

มธ.หนุน'นักลงทุนรายใหม่'ขนาดกลาง-ย่อม
-จับมือกรมส่งเสริมอุตฯตั้งสถาบันพัฒนาธุรกิจ

ธรรมศาสตร์จับมือกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เตรียมตั้ง สถาบันพัฒนาธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) มุ่งให้เป็นศูนย์ข้อมูล ให้คำปรึกษา-ประสานงาน และหาแหล่งเงินทุน แก่ผู้ประกอบการรายย่อย รวมทั้งงานค้นคว้าวิจัยและพัฒนา นักวิชาการชี้ ถ้าไม่ต้องการให้ SME เป็นแค่กระแส รัฐบาลต้องสนับสนุนต่อเนื่อง และผู้ประกอบการเองต้องตื่นตัวด้วย

รศ.เกศินี วิฑูรชาติ ผู้อำนวยโครงการฝึกอบรม เพื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยถึง ความร่วมมือของทางมหาวิทยาลัย กับกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ในการจัดตั้ง สถาบันพัฒนาธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (Small and Medium Enterprises-SMEs) ว่า ขณะนี้ อยู่ระหว่างการเขียนแผนงาน โครงสร้างสถาบัน กรอบการทำงาน รวมทั้งการจัดการ ด้านงบประมาณ คาดว่าจะแล้วเสร็จ และนำเสนอสู่การพิจารณา ของคณะรัฐมนตรี ภายในไม่กี่สัปดาห์ หลังจากนี้

วัตถุประสงค์ของการตั้งสถาบันดังกล่าว เพื่อต้องการค้นคว้า ประสานงาน และร่วมมือ กับสถาบันที่เกี่ยวข้อง ในต่างประเทศ โดยจะรวบรวมข้อมูล จัดเป็นศูนย์ข้อมูล และนำข้อมูลมาวิเคราะห์ ปรับใช้ให้เหมาะสม กับสังคมไทย และที่สำคัญ จะเป็นการให้ความรู้ แก่ผู้ประกอบการ ขนาดเล็กและขนาดกลาง โดยการจัดอบรม หลักสูตรที่หลากหลาย ทั้งระยะสั้นและระยะยาว รวมทั้งจะเป็นการสร้างเครือข่าย สำหรับผู้ประกอบการ บริหารให้คำปรึกษา และช่วยประสานงาน ระหว่างผู้ประกอบการ และแหล่งเงินทุนต่างๆ

"10 ปีก่อน คณะบัญชี เคยจัดการอบรมหลักสูตร SMEs มาแล้ว แต่พอธุรกิจบูม คนหันมาสนใจด้าน MBA หลักสูตรอื่นๆ มากขึ้น บุคลากรเรามีจำกัด งาน SMEs ก็เลยหลุดไป จนเศรษฐกิจฟุบ รัฐบาลและสังคม หันมาให้ความสำคัญ กับเรื่อง SME มากขึ้น และโดยแนวโน้ม คาดว่า คงจะไม่คิดทำธุรกิจใหม่ เพราะจากประสบการณ์ ก็เห็นแล้วว่า ถ้าทำใหญ่ มันล้มแรง แล้วเจ็บมาก ขณะที่การทำธุรกิจเล็กๆ มีข้อได้เปรียบ ด้านความคล่องตัว และสามารถดูแลได้ทั่วถึงกว่า" รศ.เกศินีกล่าว และว่าที่ผ่านมา รัฐบาลไม่ค่อยให้ความสนใจ กับผู้ประกอบการรายย่อยมากนัก ทั้งที่ธุรกิจขนาดเล็ก มีสัดส่วนมากกว่า 90% ของธุรกิจทั้งหมด ในประเทศไทย แม้จะมีหน่วยงาน เช่น บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรม ขนาดย่อม แต่ก็มีเงินทุน ค่อนข้างน้อย และไม่สามารถให้บริการ แก่กลุ่มเป้าหมาย ได้อย่างทั่วถึง และหน่วยงานดังกล่าว ก็มีขอบข่ายรับผิดชอบ แต่เฉพาะด้านเงินทุน แต่ยังไม่มีหน่วยงานใด ที่คอยดูแลในภาพรวมของ SME ทำให้ผู้ประกอบการรายย่อย ต้องประสบปัญหา และอุปสรรคมากมาย โดยมีพื้นฐานที่เสียเปรียบอยู่เดิม เป็นพื้นฐาน

"แหล่งเงินกู้ทั่วไป เมื่ออาศัยพิจารณา โดยดูที่ชื่อเสียง ประสบการณ์ และความมั่นคง ในการปล่อยกู้ ก็แน่นอนว่า SME ต้องเสียเปรียบอยู่แล้ว ส่วนใหญ่ ก็เลยหันไปกู้นอกระบบ หรือกู้ยืม เอาจากพ่อแม่พี่น้อง" ผู้อำนวยโครงการฝึกอบรมเพื่อธุรกิจ ขนาดกลางและขนาดย่อมกล่าว

อย่างไรก็ดี รศ.เกศินี มองว่า ผู้ประกอบการรายย่อย ก็ให้ความสำคัญกับเรื่องเงินทุน มากเกินไป เพราะอันที่จริงแล้ว มีหลายปัจจัย ที่มีความจำเป็นเกี่ยวข้อง เช่น เรื่องการวางแผน การผลิต การจัดการ การตลาด ฯลฯ

นอกจากอุปสรรค ด้านการสนับสนุน จากหน่วยงานภาครัฐแล้ว ปัจจัยที่มีผล ต่อพัฒนาการของ SME ก็ขึ้นอยู่กับความกระตือรือร้น ของผู้ประกอบการเองด้วย โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ที่มักมองการเป็นเจ้าของกิจการว่า เป็นเรื่องยาก และไม่ต้องการเสี่ยง จึงหันไปทำงานในองค์กร ที่มีการจัดวางระบบงาน ไว้เรียบร้อยแล้ว อย่างไรก็ดี เมื่อประสบภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ หางานทำได้ยาก ก็มีคนหันมา ทำธุรกิจของตนเองมากขึ้น ซึ่งเป็นโอกาสดี ที่ทำให้ได้เรียนรู้ว่า แท้จริงแล้ว การทำธุรกิจของตนเอง ไม่ใช่เรื่องยาก แล้วยังมีอิสระที่จะวางแผน การบริหารงาน และการจัดการ ได้ด้วยตนเอง รวมทั้งผลจากการประกอบการ ก็เป็นของตนอีกด้วย

รศ.เกศินี กล่าวแสดงความคาดหวังว่า เรื่องของ SME น่าจะได้รับความสนใจ และสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากฝ่ายการเมือง ที่สามารถผลักดัน ให้มีการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่จะเป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจ ของผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งสถาบันพัฒนาธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ก็เป็นอีกความเคลื่อนไหว ที่แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจดี ทั้งนี้ คงต้องอาศัยระยะเวลา เพื่อให้ SME พัฒนาได้ต่อไป คาดว่าในการดำเนินงาน สถาบันจะใช้สถานที่ ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต