'ขบวนการเสรีไทย'
บันทึกบทแรกของสำนึกเยาวชนในสงคราม


วิมล อังสุนันทวิวัฒน์ เรียบเรียง

          'เยาวชน' เป็นช่วงวัยเปี่ยมด้วย 'พลัง' ในอันที่จะก่อร่างสร้างชีวิตสู่อนาคต เยาวชนจึงเป็นพลังและ ความหวังของชาติ เยาวชนวันนี้ คือ ผู้ใหญ่ในวันหน้า…ขณะที่...ผู้ใหญ่ในวันนี้ คือ เยาวชนเมื่อวันวาน
           เมื่อคนวัยเดียวกัน แต่ต่างตรงกาลเวลากว่ากึ่งศตวรรษ ท่ามกลางกระแสการแย่งชิงดินแดนและทรัพยากร ระหว่างเผ่าพันธุ์ ซึ่งเรียกขานกันว่า 'สงคราม' เสรีไทยท่านหนึ่งเล่าถึงบทบาทเยาวชนรุ่นพ่อ ซึ่งเข้าร่วมขบวนการเสรีไทยเพื่อ 'กู้ความเป็นไท' จากสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อพ.ศ.2484 ว่า
          "เวลานั้นไทยเรามี 'ยุวชนทหาร' อายุไม่เกิน 18 ปี เป็นนักเรียนชั้นมัธยม มาถึงบัดนี้อายุ 80 กว่าปีกันแล้ว... เรารู้ว่าทหารญี่ปุ่นมีคนมากกว่า เขาเข้ามาในประเทศไทยนับแสน มีกองทหารในภูมิภาคอินโดจีนนับล้าน เราก็ยังสู้เพราะมีความรักชาติ"

ยุวชนฯ ไทยในสงครามโลก
         ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 เนื่องจากเช้าตรู่ของวันที่ 8 ธันวาคม 2484 กองทัพญี่ปุ่น ยกพลขึ้นบกที่ปากน้ำ ประจวบคีรีขันธ์ นครศรีธรรมราช สงขลา และปัตตานี นับเป็นการละเมิดเอกราช อธิปไตยและความเป็นกลาง รัฐบาลในสมัยนั้นเซ็นสัญญายอมให้ญี่ปุ่น ซึ่งมีทหารนับแสนพร้อมอาวุธทันสมัย ยาตราทัพผ่านดินแดน ขณะที่เรามีกำลังทหารไม่มากนัก ทำให้คนไทยผู้รักชาติรักสันติทั้งในและต่างประเทศ รวมตัวกันเป็น 'ขบวนการเสรีไทย' ปฏิบัติภารกิจ 2 ด้าน คือ

  1. ต่อสู้กับญี่ปุ่นผู้รุกราน
  2. ปฏิบัติการร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตร เพื่อกอบกู้โลกให้กลับคืนสู่ภาวะสันติภาพ และเพื่อให้สัมพันธมิตรรับรองว่า ประเทศไทยไม่ได้เป็นฝ่ายแพ้หลังสงคราม

          พอวันที่ 16 ธันวาคม 2484 ทางญี่ปุ่นขอร้องให้รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลย์สงคราม ปลดท่านปรีดี พนมยงค์ ซึ่งเป็นแกนนำของขบวนการเสรีไทยในประเทศ ออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีคลัง แล้วตั้งเป็น ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เพื่อลดอำนาจของท่าน แต่กลับทำให้ประสานงานหน่วยต่างๆ ได้มากขึ้น
           ท่านปรีดีไปชวนหลวงสังวรณ์ฯ มารับตำแหน่ง 'สารวัตรใหญ่ทหาร' จัดตั้งกองกำลังประสานงานกับ นอกประเทศ โดยคัดเลือกนิสิตจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาเป็น 'ยุวชนทหาร' เรียกว่า 'นฬสว.2488' เพราะต้องการคนมีการศึกษารู้ภาษาอังกฤษ พอจะสื่อสารกับทหารพลร่มอเมริกันและอังกฤษ ที่มาฝึกการรบให้ตั้งแต่ 'ยุวชนนายสิบ' คือ พวกนักเรียนอาชีวะฯ ไปจนถึง 'ยุวชนนายทหาร' เป็นพวกนิสิตจุฬาฯ สำหรับนักศึกษาธรรมศาสตร์ไม่ได้ร่วมด้วย เพราะตอนนั้นเป็นมหาวิทยาลัยเปิด
          ขบวนการเสรีไทยในประเทศมีท่านปรีดีเป็นหัวหน้าขบวนการ ใช้ทำเนียบท่าช้างเป็นกองบัญชาการ มีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมประสานงานภาคต่างๆ และต่างประเทศ หลวงสังวรณ์เคยกล่าวว่า
          "เราสู้เขา ทั้งที่คนน้อยกว่าเขา เราไปฝึกอาวุธแบบทันสมัยกับสัมพันธมิตร พวกญี่ปุ่นมี 4-5 แสนคน ยุวชนทหารรวมกันแล้ว ประมาณกว่า 600 คน เราต้องการคนที่มีความรู้ไปฝึกอย่างรวดเร็ว ให้สำเร็จแล้วไปสอนพวกพลพรรคทางอีสานอีกที"
          ขบวนการเสรีไทยบรรลุภารกิจเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2488 ภายใต้การนำของท่านปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ในพระปรมาภิไธยของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ท่านได้ประกาศสันติภาพ เป็นการยืนยันเจตนารมณ์ของคนไทยทั่วประเทศว่า การประกาศสงครามกับสหรัฐฯ และอังกฤษ (ฝ่ายสัมพันธมิตร) ที่รัฐบาลชุดก่อนทำไว้กับทางญี่ปุ่น (ฝ่ายอักษะ) เป็น 'โมฆะ'

บทบันทึกวีรชน...จากพ่อสู่ลูก
          ศ.นพ.เสม พริ้มพวงแก้ว ประธานคณะกรรมการดำเนินงานเปิดอาคารเสรีไทยอนุสรณ์ ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 171/2545 ซึ่งจะจัดให้มีพิธีขึ้นในวันที่ 16 สิงหาคม 2546 พร้อมกิจกรรมอีกมากมายเพื่อรำลึกถึงวีรกรรมของเหล่าวีรชนในขบวนการเสรีไทย ท่านกล่าวว่า
          "พ่อได้มีชีวิตอยู่ในสงครามโลก 2 ครั้งมาแล้ว สงครามโลกครั้งแรก พ.ศ.2457-61 และครั้งที่ 2 คือ วันที่ 8 ธันวาคม 2484-2488 พ่ออยากให้เด็กรุ่นใหม่มีสำนึก ต้องลุกขึ้นมาต่อสู้ เหมือนที่คนรุ่นเก่าได้สู้มาแล้ว ทั้งที่ตอนนั้นมีประชากรเพียง 13-14 ล้านคนเท่านั้น ขณะนี้เรามีประชากร 62 ล้านคน พ่อเสียใจมากทีเดียว ที่เยาวชนของเราขณะนี้ 'หลงระเริง' ไปในสิ่งที่ฟุ่มเฟือย คนรุ่นพ่ออยู่ได้ด้วยเงินเดือนละ 15 บาท ขณะที่เดี๋ยวนี้หลอดไฟฟ้าราคา 20 บาท
          อยากให้ลูกหลานทั้งหลายสำนึกว่าเป็น 'หน้าที่' ที่เราต้องสู้เพื่อชาติบ้านเมือง 'ความเป็นไทย' มีความสำคัญมาก เราไม่ต้องไปตามใคร เราเป็นคนไทยต้องทำอย่างคนไทย เพราะฉะนั้นการที่คนรุ่นก่อนได้เสียสละชีวิตอย่างน่าสรรเสริญ ไม่รู้จะตอบแทนอย่างไร คนแก่อายุมาก ไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไปข้างหน้าแล้ว ถ้าเกิดเหตุการณ์สงครามอีกครั้ง ก็อยากบอกลูกหลานว่า 'เราต้องสู้ทุกวิถีทางนะ' เพื่อให้ประเทศของเราอยู่รอดได้"
          แม้ว่าขบวนการเสรีไทยจะปิดฉากลงพร้อมกับสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติ ทว่าได้ทิ้งบทเรียนล้ำค่าไว้ให้อนุชนเดินตามรอย คุณหมอเสมกล่าวเสริมว่า
          "เนื่องจาก 'เสรีไทย' ไม่ได้ติดใจว่าเราเป็น 'ผู้กู้ชาติ' พอเสร็จภารกิจแล้ว ก็มอบอาวุธคืนรัฐบาล ไม่รับอะไรเลย แม้แต่ 'เหรียญสันติมาลา' ก็ไม่รับ เพราะถือว่า 'เราเป็นคนไทย' รักชาติ...ทำเพื่อชาติ การกู้ชาติมีสันติภาพได้ ไม่ใช่แค่ตั้งขบวนการเสรีไทยเท่านั้น ต้องมีกองกำลังต่อต้านญี่ปุ่น จะถือว่ามีรัฐบาลอยู่ข้างนอกแล้ว...ก็แล้วกัน อย่างนี้ไม่ได้ ต้องมีกองบัญชาการข้างใน ต้องเสียสละ ต้องทำงานลับ
          ในพิพิธภัณฑ์ที่จัดทำนี้ จะแสดงรายละเอียดว่า พวกเราร่วมสามัคคี ร่วมรักร่วมใจ ร่วมเป็นร่วมตาย มาอย่างไร ความลับจึงไม่ถึงญี่ปุ่น แม้แต่พ่อแม่ก็ไม่รู้ เมื่อทุกคนที่เข้าร่วมเป็นร้อยๆ ในประเทศไทย เราก็ถือว่าเป็นเสรีไทย เพราะทุกคน...ก็รักชาติ...ก็ช่วยกัน เราเสียสละกันอย่างไร เพื่อสอนลูกหลานว่า ถ้าหากเรามีเหตุจำเป็นขึ้นมาต่อประเทศชาติ เราทำอะไรกันมาแล้ว ในเหตุการณ์ที่ผ่านมานั้น เราสู้กับเขาตั้งแสนตั้งหมื่นนะ เราต้องตายนะ…'ตายก็ตาย'…ก็เท่านั้น..."

'วัย 18 ฝน 18 หนาว' บนเส้นเวลา
           จากความรักสามัคคีของคนในชาติทุกระดับ ตั้งแต่สามัญชนจนถึงเจ้า...คนเด็กไปถึงคนแก่...คนไทยในประเทศ ถึงคนไทยสารทิศทั่วโลก ในขบวนการเสรีไทยนั่นเอง ทำให้วันที่ 16 สิงหาคม 2488 เป็นวันที่ประเทศไทยรอดพ้น จากการตกเป็นฝ่ายแพ้สงคราม ซึ่งต่อมาปี 2538 รัฐบาลไทยได้ประกาศให้วันที่ 16 สิงหาคมของทุกปีเป็น 'วันสันติภาพ'
           โดยสำนักสวัสดิการสังคม กรุงเทพมหานคร ในสมัยพิจิตร รัตตกุล เป็นผู้ว่าราชการ ได้จัดให้มีกิจกรรมเพื่อเชิดชูขบวนการเสรีไทย อย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2540 เริ่มจากการพัฒนาสวนสาธารณะที่เขตบึงกุ่ม เดิมชื่อ 'สวนน้ำบึงกุ่ม' เปลี่ยนเป็น 'ลานเสรีไทย' แล้วมาเป็น 'สวนเสรีไทย'
           ในที่สุด และเปลี่ยนชื่อถนนจากเขตบางกะปิไปมีนบุรี จากเดิมชื่อ 'ถนนสุขาภิบาล 2' เป็น 'ถนนเสรีไทย' ในที่สุดก็ได้ดำเนินการก่อสร้างอาคารชื่อว่า 'อาคารเสรีไทยอนุสรณ์' ซึ่งจำลองทำเนียบท่าช้าง กองบัญชาการของขบวนการเสรีไทย มาไว้ที่สวนเสรีไทย แบ่งเป็นส่วนพื้นที่จัดแสดงเรื่องราวเหตุกรณ์เกี่ยวกับขบวนการเสรีไทย และห้องสมุดเสรีไทยอนุสรณ์ ไว้บริการให้ประชาชนเข้ามาค้นคว้าหาความรู้ได้
           โดยจะมีพิธีเปิดอาคารอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 16 สิงหาคม 2546 และจัดกิจกรรมร่วมสืบเจตนารมณ์ 'สรัางสันติภาพ รักษาความเป็นไท' ให้อยู่ชั่วลูกหลาน ประกอบด้วยโครงการต่างๆ ดังนี้
           โครงการวรรณกรรมสร้างสันติภาพ, ดนตรีในสวน, ภาพยนตร์ร่วมเปิดอาคารเสรีไทยอนุสรณ์, ศิลปะกับพื้นที่สันติภาพ, ละครเด็กเยาวชน เรื่อง 'เสรีไทยเพื่อสันติภาพ', วิดีทัศน์ เรื่อง 'เสรีไทย เสรีเยาวชน', อบรมแกนนำเครือข่ายเยาวชนเสรีภาพ และหนังสือที่ระลึก 3 เล่ม ได้แก่ ตำนานเสรีไทย, เสรีไทย : อุดมการณ์ที่ไม่ตาย และการ์ตูนเสรีไทย
           โดยเชื่อว่ากิจกรรมดังกล่าว จะเป็นสื่อสายใยผูกโยง 'คนวัย 18 ฝน 18 หนาว…เมื่อกว่ากึ่งศตวรรษ มาแล้ว' ร้อยรัดรวมเข้ากับ 'คนวัย 18 ฝน 18 หนาว…ในวันนี้' และสืบต่อลงสู่ทุกชั่วคน ตราบนานเท่านาน อ.ดุษฎี พนมยงค์ กล่าวถึงสาระทิ้งท้ายไว้ว่า
           "ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมไหน ทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อเสริมสร้างให้คนรุ่นใหม่มี 'สันติ' อยู่ในจิตใจ วันสันติภาพไทยไม่ได้มีเพียงแค่ วันที่ 16 สิงหาคม 2546 แต่วันสันติภาพไทยควรจะมีอยู่ตลอดไป และ 'สันติ' ควรจะมีอยู่ในใจของคนทุกคน โดยเฉพาะเยาวชนรุ่นใหม่"

 
ปลูกสำนึกเสรีไทยในละครหุ่น

          "เราอยากจะนำเสนอเรื่องราวความยากลำบากในยุคสงคราม และความรักความสามัคคีของคนไทยผู้รักชาติที่ได้พยายามต่อสู้ เพื่อปกป้องบ้านเมืองของเรา"
          นี่คือเจตนารมณ์ของขบวนการเสรีไทย ที่สะท้อนจาก สินีนาฎ เกษประไพ จากคณะละครยายหุ่น ผู้รับผิดชอบโครงการละครเด็ก และเยาวชน เรื่อง 'เสรีไทยเพื่อสันติภาพ' อันเป็นหนึ่งในหลายกิจกรรม ซึ่งจัดทำขึ้นเพื่อร่วมพิธีเปิดอาคารเสรีไทยอนุสรณ์ โดยมีการจัดแสดงทั้งหมดประมาณ 10 ครั้ง ในกลุ่มโรงเรียนแถบเขตบึงกุ่ม กรุงเทพฯ มุ่งหมายให้เด็กวัยประถมต้นได้เข้าชม
           การแสดงชุดนี้เป็นหุ่นเชิดมือสำหรับเด็กเล็กๆ ทั้งแบบถุงมือและแบบอ้าปาก เนื้อเรื่องจะสั้นๆ ง่ายๆ ยาวประมาณ 20 นาที โดยย่อจำลองภาพจากเหตุการณ์จริง แล้วดำเนินเนื้อเรื่องให้สนุกสนานด้วยเพลงและตัวละครหุ่นที่สร้างขึ้นใหม่ ชี้ให้เห็นว่าขณะนั้นคนไทยผู้รักชาติต้องเสี่ยงชีวิตและอุทิศตนเพื่อรักษาบ้านเมืองไว้อย่างไร
           ฉากแรกเปิดด้วยภาพบ้านเมืองสงบสุข เมืองไทยอุดมสมบูรณ์ ในน้ำมีปลาในนามีข้าว แต่อยู่มาวันหนึ่งเหตุการณ์เปลี่ยนไป เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ขึ้น ญี่ปุ่นยกกองทัพเข้าสู่ประเทศไทย เพื่อการปกป้องเสรีภาพอธิปไตยเหนือดินแดนไทย และเป็นการประกาศต่อต้านสงคราม แม้ว่าจะเป็นการขัดนโยบายของรัฐบาลก็ตาม คนไทยทั่วประเทศได้รวมตัวกันต่อต้านสงคราม ก่อให้เกิดขบวนการเสรีไทยภายใต้การนำของ 'รูธ' (ปรีดี พนมยงค์)ร่วมกับคนไทยในอังกฤษและอเมริกา
           ตัวละครหุ่นมีชาวบ้านหลายคน บางคนเป็นพลพรรค บางคนเป็นคนธรรมดา แต่ทุกคนมีความรักและหวงแหนในแผ่นดินเกิด จนในที่สุดต่างฝ่ายต่างช่วยเหลือและร่วมมือกัน ทั้งรู้ตัวและไม่รู้ตัว จนในที่สุดขบวนการเสรีไทยก็ขยายตัวและเตรียมพร้อมที่ลุกขึ้นสู้
           "ละครหุ่นเรื่องนี้เป็นภาพสะท้อนจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ดังนั้นหุ่นต่างๆ ก็จะไม่ใช่ละครหุ่นแบบนิทาน ไม่สนุกสนานตลอดเวลา เพราะบางช่วงในสงครามมีทั้งความอดอยาก ความยากลำบากในการดำเนินชีวิต"
           เรื่องดำเนินด้วยการเล่าเหตุการณ์ ในช่วงพ.ศ.2484-2488 โดยมีตาเทิ้มเป็นคนเล่าเรื่องให้เจ้าไก่แจ้และเด็กๆ ได้ฟัง สลับกับเหตุการณ์ต่างๆ ในเรื่อง อันประกอบด้วยตัวละครหลากหลาย ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด
          ขบวนการเสรีไทยเกิดขึ้นเมื่อญี่ปุ่นเคลื่อนทัพผ่านไทย คนไทยผู้รักชาติได้รวมตัวกันต่อต้านญี่ปุ่นอย่างลับๆ ต่อมามีการส่งคนเดินทาง ไปติดต่อกับคนไทยผู้รักชาติและฝ่ายสัมพันธมิตร โดยเดินทางไปที่จีน พอติดต่อกันได้แล้ว มีการรับเสรีไทยที่ได้รับการฝึกและกลับเข้ามา ปฏิบัติงานที่ประเทศไทย จึงต้องมีการทำสนามบินลับ เพื่อรับเสรีไทยที่กระโดดร่มจากเครื่องบิน แต่สงครามยืดเยื้อยาวนาน สงครามเริ่มปะทุรุนแรง มีฝูงเครื่องบินมาทิ้งระเบิด ผู้คนอยู่กันลำบากยิ่งขึ้น ทั้งเรื่องการทำมาหากิน การเดินทาง ต้องย้ายที่อยู่ เพื่อความปลอดภัย และต้องหวาดหวั่นว่าเหตุการณ์จะเป็นอย่างไรหลังสงครามสิ้นสุดแล้ว เธอสะท้อนว่า
          "เราเป็นเพียงประกายในดวงใจของเด็ก หวังให้เขารู้ว่าเมื่อ 59 ปี ที่แล้ว เกิดอะไรขึ้นกับบ้านเมืองของเรา เสรีไทยคือใคร สงครามไม่ดีอย่างไร โตขึ้นไปค้นคว้าเพิ่มเติมได้เอง ถ้าเด็กรู้ หมายความว่าคนยุคต่อๆ ไปก็จะรู้
            การที่ประกายเล็กๆ เกิดขึ้นในใจเด็ก มีความสำคัญมาก อย่างดิฉันเอง ไม่เคยคิดว่าจะทำหุ่นเป็น มานึกได้ว่า เมื่อเรียนอยู่ชั้น ป. 4 มีวิชาประดิษฐ์ คุณครูให้ประดิษฐ์อะไรก็ได้มาส่ง นึกได้ว่าเคยทำหุ่น แต่ไม่รู้วิธีทำ แค่เอาผ้ามาเย็บ ใส่นุ่น เอาชุดเข้ามาต่อ แล้วเอานิ้วจุ้มเข้าไปในนุ่น กระทั่งมานึกได้ว่า มันมีมาก่อนนะ ก่อนที่เราจะมาสนใจงานแบบนี้ เราเคยทำมาก่อน แต่เราลืมไปแล้ว
           เคยมีครูสอนวิชาวรรณกรรมสำหรับเด็กพูดว่า ความประทับใจครั้งหนึ่งในชีวิตของเด็ก ส่งผลต่อเขา อาจจะนอนหลับลึก อยู่ในส่วนใดส่วนหนึ่งโดยไม่รู้ตัว ยิ่งความประทับใจด้านบวก ก็ยิ่งมีความสำคัญต่อการมองโลกของเด็ก คิดว่าสิ่งที่เราทำวันนี้ แม้เป็นเรื่องเล็กๆ ถ้ารวมกัน ก็สะท้อนไปถึงเรื่องใหญ่ได้"

 
วรรณกรรมสื่อสันติภาพ

          "ผมว่ามีการเข่นฆ่ากันอยู่ในรูปแบบต่างๆ คำว่า 'สันติภาพ' เป็นนามธรรม ถ้าหากว่าจะกินความหมายให้มากไปกว่าที่พูดถึง ในเรื่องสั้นที่ผมเลือกมา มีนัยที่พูดถึงความเป็นมนุษย์แง่มุมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งของมนุษย์ ชี้ให้เห็นถึงสันติภาพ แต่จะกว้าง ผมเลือกเฉพาะที่เกี่ยวกับการเชิดชูขบวนการเสรีไทย ภารกิจนี้ต่อเนื่องมาถึงขบวนการเรียกร้องสันติภาพรูปแบบต่างๆ ในแง่การอ่านวรรณกรรมจะได้รสชาติที่ทำให้เข้าใจความเป็นมนุษย์ เข้าถึงเรื่องสันติภาพมากที่สุด"
           สุชาติ สวัสดิ์ศรี กล่าวถึงงานรวมเรื่องสั้นแบบ 'Anthology' อันเป็นกิจกรรมหนึ่งของคณะอนุกรรมการฝ่ายศิลปวัฒนธรรม ในคณะกรรมการดำเนินงานเปิดอาคารเสรีไทยอนุสรณ์ โดยจะจัดให้มีพิธีเปิดวันที่ 16 สิงหาคมนี้
           สถานการณ์ที่ส่งผลสะเทือนชีวิตผู้คน กลายเป็นแรงดลใจให้ศิลปินสร้างผลงานบันทึกไว้มากมาย ซึ่งคณะอนุกรรมการได้คัดเลือก วรรณกรรม 16 เรื่อง มารวมเล่ม เน้นเรื่องสั้น มีบทความบ้าง โดยเจาะจงผลงานนักประพันธ์รุ่นเก่า ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 - สงครามเวียดนาม มี 3 ภาค คือ เสรีไทย สันติภาพ และมนุษยชาติ
           ประเด็นเสรีไทย จะสื่อความเป็นความตายของการเข้าร่วมขบวนการ การทำงานใต้ดิน ไม่ลงรายละเอียดสภาพช่วงสงครามโลก ครั้งที่ 2 แง่เรื่องสั้นมีตัวละครและเหตุการณ์ในช่วงนั้น ถ้าเป็นบันทึกความทรงจำ มีรายละเอียดพูดถึงใบปลิวสมัยสงคราม หรือชีวิตที่ต้องหลบภัยสงคราม
           เรื่องสั้นเริ่มแรกเกี่ยวกับเสรีไทย คือ 'ชีวิตบนความตาย' ของ เสนีย์ เสาวพงศ์ เขียนเมื่อหลังสงครามโลกเลิกแล้วประมาณ 6 เดือน ซึ่งเขาได้อยู่ในขบวนการเสรีไทยในประเทศด้วย
           เรื่องที่ทำให้เข้าถึงเสรีไทย หรือการเรียกร้องสันติภาพ คือ 'ศรีดารากับสงครามโลกครั้งที่ 2' ของเรียมเอง พิมพ์ครั้งแรกในปิยมิตร รายสัปดาห์ พ.ศ.2494 (สงครามเลิกพ.ศ.2488) พูดถึงเหตุการณ์และชีวิตในกรุงเทพฯ สมัยนั้น ชื่อเหมือนบทความแต่มีตัวละคร มีเรื่องรักมาแทรกระหว่างทำงานลับในขบวนการเสรีไทย
          "ผมว่ามีผู้หญิงร่วมขบวนการแน่ เช่น อาจารย์จินตนา ยศสุนทร เรื่องสั้นได้แรงดลใจจากความจริงเป็นมุมสะท้อน ขึ้นอยู่กับว่าผู้เขียนเอาตัวละครมาผูก เช่น 'ศรีดารา' หน้าฉากเป็นสาวสังคมชั้นสูง ก็ทำงานใต้ดิน"
           แง่มุมสันติภาพ เช่น 'เพชฌฆาตที่เส้นขนาน 38 องศา' ของอิศรา อมันตกุล เขียนประมาณพ.ศ.2494 ลงพิมพ์วารสารสยามสมัย รายสัปดาห์ พูดถึงชีวิตทหารอาสาไปทำสงครามเกาหลี เริ่มต้นด้วยความรู้สึกผยองอยากอวดสาว แต่พอพบสภาพสงคราม ต้องไปซุ่มยิงศัตรู ซึ่งเป็นทหารเกาหลีที่เคยเป็นชาวนาจากชนบท กำลังถอดรองเท้าเพื่อเกาตาปลา ซึ่งตัวเอกทำเป็นประจำเหมือนกัน กลับให้ความรู้สึกยิงไม่ลง เพราะมีความเหมือนกัน
          แง่มนุษยชาติ เช่น 'จากละครลิงถึงสงครามกองโจร' ของโรม รติวรรณ กล่าวถึงอดีตเสรีไทยที่เข้าไปร่วมขบวนการต่อสู้เอกราช ของลาว ตอนไปอยู่ป่าได้ยิงแม่ลิงซึ่งมีลูกติด เขามองเห็นภาพดวงตาของลูกลิง แล้วจำติดตามาหลอกหลอนตลอดเวลา ก่อเกิดความรู้สึกไม่อยากเบียดเบียนกัน อีกเรื่องตัวละครเป็นพี่น้องรบกันเองเพื่อแย่งอำนาจในประเทศลาว เมื่อถูกเกณฑ์เป็นทหารไปฆ่าศัตรู พอรู้ว่าเป็นพี่น้องของตัวเอง ก็ใช้ปืนยิงลงดินแทน
        "เรื่องเหล่านี้สะท้อนว่า เรามีความเป็นมนุษย์เหมือนกัน มีชีวิตเหมือนกัน ทำไมต้องทำร้ายซึ่งกันและกัน"
         เนื่องจากคนไทยไม่นิยมอ่านเรื่องสั้น ยิ่งเรื่องที่พ้นยุคสมัย พูดถึงพฤติการณ์ของคนเมื่อ 50-60 ปี มาแล้ว ย่อมมีสไตล์ต่างจาก สมัยนี้มาก ถ้าจะเสพให้เข้าใจ ต้องรักการอ่าน แล้วสนใจในเชิงศึกษาหาแบบอย่าง เพื่อรับรู้ผลสะเทือนที่ได้จากการอ่าน
         เรื่องสั้นยุคเก่าจะพูดถึงเรื่องเกี่ยวเนื่องจากสงคราม มีรูปแบบสั่งสอน (Didactic) ใช้คำพูด 'ใหญ่' ห้าวหาญเกินจริง แสดงความรู้สึก เร้าอารมณ์ ย้ำเน้นประเด็นนำไปสู่ผลสรุปที่เป็นจุดยืนนั้น ไม่ต่างจาก 'เรื่องสั้นเพื่อชีวิต' ที่เข้มแง่สังคมและการเมือง แต่ชั้นเชิงวรรณศิลป์ด้อย ถ้าเทียบกับรุ่นหลัง ดูขาดๆ เกินๆ ไม่ลงตัวทางศิลปะ ความเรียบง่าย ไม่มีสัญลักษณ์ พูดจริงๆ ตรงๆ ทำให้ดู...เชยไป...บรรยายมาก...เทศนามาก...มีรายละเอียดมาก แน่นอนไม่ทันใจคนยุคนี้ ซึ่งเป็นยุคต่อมาจากช่วงสงครามเย็นที่ศัตรู ลื่นไหลมาก ประเด็นก็ซับซ้อนขึ้น
         "งานรวมเรื่องสั้นแบบ Anthology ในบ้านเราไม่มี ทั้งที่มีประเด็นน่าทำ ยิ่งย้อนกลับไปในยุคเก่ายิ่งน่าศึกษา มีความเกี่ยวเนื่อง กับชีวิต ยุคสมัย เห็นพัฒนาการของการใช้ภาษา มีบางเรื่องที่คนยุคนี้ไม่รู้จัก แง่ความเพลิดเพลินขึ้นอยู่กับความชอบส่วนตัว
          งานที่ทำขึ้นเพื่อวาระเสรีไทย ทำให้เห็นแง่มุมสันติภาพ และรายละเอียดชีวิตทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป เรื่องสั้นสะท้อนถึงบางสิ่ง ของยุคสมัยที่ผ่านไปแล้วได้ แต่สำนักพิมพ์บ้านเราไม่ให้ความสำคัญ ในต่างประเทศสนใจ ถือเป็นงานศึกษาให้คนรุ่นต่อมาหยิบอ่านแล้ว รู้ภาพรวมเลย มีบทวิเคราะห์หรือบทแนะนำ
          งานเหล่านี้เป็นงานเพื่อ 'นามธรรม' ของตัวเราเอง...เพื่อความรัก อย่างน้อยก็ได้หนังสือใหม่ 1เล่ม ที่เป็นประโยชน์ เป็นการเติมอิฐให้เจดีย์อีกสักก้อน ให้มีรูปทรงมั่นคงขึ้น แต่หวังว่าจะได้ผลตอบแทน มีคนอ่านจำนวนมหาศาล มีชื่อเสียงมากมาย สิ่งเหล่านี้ผมว่าไม่ใช่เป้าหมาย ผมสนใจวรรณกรรมรุ่นพ่อ วรรณกรรมยุคเก่าโบราณที่ตกทอดมา ผมก็เชื่อว่าน่าจะมีคนรุ่นต่อไป ที่สนใจศึกษาต่อ มีคนสืบต่อในการอ่านวรรณกรรมประเภทนี้"

 
ค่ายเด็ก 'สันติ-เสรีไทย' ร่วมแก้ปัญหาสังคม


          "ขบวนการเสรีไทยเป็นการกู้ขาติและรักษาเอกราช โดยประชาชนทุกระดับในสังคมขณะนั้น ซึ่งตระหนักถึงปัญหามาร่วมทำงานกัน แม้แต่พระบรมวงศานุวงศ์ก็เข้าร่วมด้วย เทียบเท่ากับการกู้ชาติของคนรุ่นก่อนๆ นี้ เพื่อเป็นการยกย่องเกียรติคุณและสืบสานเจตนารมณ์ สู่เยาวชน ทางคณะกรรมการได้จัดให้มีกิจกรรมค่ายเยาวชนขึ้น โดยหวังให้เด็กเข้าใจขบวนการเสรีไทยทั้งขบวนการ ไม่ได้เน้นในมุมใดมุมหนึ่ง ให้เด็กตระหนักถึงการมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อปัญหาสังคม ผ่านการเรียนรู้แนวคิดเรื่องเสรีไทย เราพยายามให้เขาคิดกิจกรรมที่ทำในค่ายด้วยตัวเอง
          ผมเชื่อว่า เด็กหรือใครก็ตามที่มีโอกาสทำงานด้วยตัวเอง โดยไม่ใช่คนอื่นบอกให้ทำ จะเกิดความตระหนักที่ฝังรากลึกได้ สำหรับเด็กเล็ก อย่างน้อยให้เขาภูมิใจว่า บรรพชนมีความเสียสละ งานนี้เป็นเพียงการสร้างพื้นฐานว่า สังคมทั้งหมดที่เกิดขึ้น หรือปัญหาอะไรก็ตาม คนทุกคนมีส่วนร่วมได้ เพียงแต่ขอให้เลือกบทบาทที่เหมาะสม"
          ปัญญา ศรีเพ็ญจันทร์ ผู้รับผิดชอบการจัดกิจกรรมเครือข่ายเยาวชนและยุวชนเพื่อสันติภาพและการเรียนรู้ขบวนการเสรีไทยนี้ ได้กล่าวถึงการจัดกิจกรรมว่า มีทั้งหมด 5 ครั้ง โดยแบ่งเด็กเป็น 3 กลุ่ม คือ ระดับประถมศึกษาตอนปลาย มัธยมศึกษาตอนต้น และมัธยมศึกษาตอนปลาย ในโรงเรียนละแวกอาคารเสรีไทยอนุสรณ์ และในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งมีเด็กตอบรับเข้าร่วม กิจกรรมกว่าร้อยคน
       
"เราเน้นให้เด็กเปรียบเทียบแนวคิดสันติภาพกับปัญหาสังคมแง่นัยกว้าง ไม่ใช่แค่แง่วัฒนธรรม เวลาพูดถึงแนวคิดให้เด็ก เกิดความสร้างสรรค์ เรื่องสันติภาพและกระบวนการเสรีไทยนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะต้องการจับอาวุธสู้กับญี่ปุ่น ถ้าเราไปดูรากความคิด ตั้งแต่ก่อนเกิดเสรีไทย แนวคิดของอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ผู้นำขบวนการเสรีไทย ท่านแสวงหาสันติภาพในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งหมด เห็นได้จากการจัดทำภาพยนตร์เรื่องพระเจ้าช้างเผือก"
          ผลจากการจัดค่ายเยาวชนเพื่อสันติภาพที่ผ่านมา ปรากฏว่าเด็กเปรียบเทียบรูปแบบ การจัดค่ายกับปัญหาที่เขาพบในชีวิตประจำวันได้ เขาเรียนรู้ว่าปัญหาบางอย่าง เราป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายตามมาได้ คำว่า 'สันติภาพ' ไม่ได้ใช้แต่ในภาวะสงครามเท่านั้น เด็กตระหนักว่า อยากให้มีสันติภาพในหมู่เยาวชนด้วย เช่น โรงเรียนที่ขัดแย้งกัน น่าจะมีโครงการต่อเนื่อง ทำให้คนในรุ่นพวกเขา เกิดความรู้สึก 'ไม่แบ่งพรรคแบ่งพวก' เขาอยากนำแนวคิดสันติภาพและขบวนการเสรีไทย เป็นฐานจัดกิจกรรมต่อเนื่อง ช่วยลดความขัดแย้งในกลุ่มกันเอง
          "ผลจากการจัดค่ายนี้ ผมเห็นปรากฏการณ์อย่างหนึ่ง คือ เด็กบ้านเราขาดการคิดร่วมกัน เพราะฉะนั้นเวลามาเจอกัน เขาจะมีความสุขกับการได้แลกเปลี่ยน มีความสุขที่ได้เรียนรู้ด้วยตัวเอง ผมและทุกคนที่ทำหน้าที่เป็นแค่พี่เลี้ยงจัดการกิจกรรม ให้เกิดขึ้นร่วมกันเท่านั้นเอง เราไม่ใช่ผู้รู้เรื่องเสรีไทยเลย แต่เราหยิบประเด็นหลัก เช่น การเสียสละ แนวคิดหรือวิธีการต่อสู้ของเสรีไทย การรวมตัว การขจัดปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้น เราเอาประเด็นโยนให้เด็กศึกษาเรียนรู้เอง
         
สันติภาพจะเกิดขึ้นได้ต้องเริ่มในระดับเล็กๆ ก่อน เรื่องการใช้ความรุนแรงในการอยู่ร่วมกันนั้น ไม่ได้หมายถึงเหตุการณ์ที่เป็น เฉพาะภาวะสงครามเท่านั้น แต่ความรุนแรงระดับแคบกว่านั้น มีปรากฏอยู่มากมายในสังคม เราไม่เคยกลับมาดูสังคมภายในว่า สันติภาพ เกิดขึ้นในตัวคนจริงๆ หรือเปล่า แม้แต่กลุ่มเพื่อน หรือครอบครัว นี่คือสิ่งที่เด็กอยากสะท้อนว่า น่าจะมีค่ายเพื่อสันติภาพ ให้แพร่หลาย เช่น เรื่องความขัดแย้งกันระหว่างโรงเรียน เป็นเรื่องใหญ่สำหรับเขา เขาเรียนอยู่โรงเรียนไหน ก็จะมีปริมณฑลแค่โรงเรียนนั้น ออกไปนอกพื้นที่ หรือทำกิจกรรมกับคนอื่นยาก เกิดการเขม่นกัน
            เมื่อมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นมา 'ความร่วมมือ' เป็นสิ่งจำเป็นต่อการแก้ไข ผมว่านี่เป็น 'การสร้างสังคม' ไม่ใช่ 'การแยกสังคม' อยากฝากให้ผู้ใหญ่คิด ผมไม่ได้พูดถึงเจ้ากระทรวง แค่ครูกับผู้ปกครองก็พอแล้ว นโยบายเป็นอย่างไรก็เป็นแค่เรื่องของนโยบาย ถ้าคน 2 กลุ่มนี้ให้ความสำคัญ การสร้างสรรค์สังคมที่ดีก็จะเกิดขึ้นได้จริง"

 
หนังสือ...บทบันทึกอุดมการณ์


           "บทเรียนจากขบวนการเสรีไทย คือ ความเป็นกลาง ทำให้เกิดความสงบสุข สันติวิธีของท่านปรีดี พนมยงค์ ไม่ใช่จะไม่ใช้อาวุธเลย ยามจำเป็นก็ใช้ได้ แต่เมื่อยุติแล้วให้เจรจาทางการเมืองแทน ท่านเชื่อว่านักปกครองต้องถือ 'ธรรมเป็นอำนาจ' ท่านใช้คำว่า 'ธรรมะ วิชชัยยะ' โยงเข้ากับการปกครองสมัยพระเจ้าอโศก จึงจัดสร้างภาพยนตร์เรื่องพระเจ้าช้างเผือก สะท้อนว่า 'ชัยชนะแห่งสันติภาพ' จะบันลือยิ่งกว่า 'ชัยชนะของสงคราม' เราต้องอยู่ร่วมกับคนอื่นอย่างสันติ และเสมอภาคเคียงบ่าเคียงไหล่กัน ซึ่งเป็นแนวคิดของผู้นำไทย ในอดีตมาโดยตลอด"
           สันติสุข โสภณสิริ ผู้สนใจศึกษาค้นคว้าแนวคิดและหลักการทำงานของปรีดี พนมยงค์ ได้สะท้อนความคิดของผู้นำขบวนการ เสรีไทยไว้ในหนังสือ 'ปรีดี พนมยงค์กับการสร้างสรรค์สติปัญญาอย่างไทย'
           จากการค้นคว้าทำให้ทราบปฏิบัติการของพลพรรคเสรีไทย เปรียบเสมือนฟันเฟืองต่างๆ ที่หมุนจักรกลให้ทำงาน โดยแบ่งออกเป็น 3 ปฏิบัติการ คือ ทางมนุษยธรรม ทางทหาร และทางการเมือง ซึ่งทุกส่วนต้องประสานสอดคล้องกัน แม้ฝ่ายปฏิบัติงานจะไม่รู้ว่าฝ่ายต่างๆ ทำอะไร อยู่ที่ไหนก็ตาม
     
    ขณะที่สงครามโลกครั้งที่ 2 มีการนำเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ามาใช้หลายอย่าง โดยเฉพาะการสื่อสารด้านวิทยุที่พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งแบบกระจายเสียงและแบบวิทยุสื่อสารของทหาร วิทยุกระจายเสียงใช้ไม่กว้างขวางนัก มีเฉพาะในหมู่บุคคลระดับนำและผู้สนใจ ข่าวสารบ้านเมือง ซึ่งรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลย์สงคราม ก็ใช้เป็นเครื่องมือเผยแพร่นโยบาย โดยจอมพล ป. ได้ร่วมเขียนบทความ ลงวิทยุกระจายเสียง ใช้นามแฝงต่างๆ เช่น สามัคคีชัย อกไก่ ลูกสามัคคีไทย เป็นต้น โน้มนำให้ประชาชนเชื่อ 'ลัทธิเชื่อผู้นำ' จะทำให้ชาติพ้นภัย
       
 "การสร้างขบวนการเสรีไทยมีแนวคิดจากท่านปรีดี พนมยงค์ ซึ่งนำไปโยงกับหลักคณะราษฎรเรื่องเอกราช ตามปกติเรามักจะนึกถึง เอกราชในทางการเมืองและอธิปไตยของแผ่นดิน หลักของคณะราษฎรข้อแรก คือ หลักเอกราช ไม่ใช่ด้านการเมืองอย่างเดียว แต่รวมเศรษฐกิจและการศาลหรือกฎหมายด้วย จากแนวคิดนี้นำไปสู่การจัดตั้งขบวนการเสรีไทยในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
        
เอกราชทางเศรษฐกิจและทางศาลเป็นเรื่องสำคัญ เพราะก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง เราเสียสิทธิสภาพนอกอาณาเขต สิทธิสภาพทางการศาลและทางการค้า เราตั้งภาษีเองไม่ได้ คนต่างชาตินำสินค้ามาขาย เราเก็บภาษีได้แค่ 100 ชัก 3 ทำให้ของนำเข้าราคาถูก รัฐบาลชดเชยโดยเก็บภาษีพ่อค้าไทยแพงขึ้น เพราะฉะนั้นเราสู้ต่างประเทศไม่ได้ เป็นเหตุให้คนไทยเห่อของนอก อันนี้คือปัญหาสืบเนื่องมาจากการเสียเอกราชทางเศรษฐกิจ
        
ท่านปรีดีมองการณ์ไกลใช้หลักว่า ต้องอยู่ฝ่ายที่เที่ยงธรรมก่อน ถึงแม้สัมพันธมิตรจะไม่วิเศษ แต่เห็นว่าลัทธินาซีเป็นภัย ขอเป็นกลาง ช่วงปี 2482 ท่านให้ตรากฎหมายเป็นกลางขึ้น รัฐบาลจอมพล ป. ก็รับ แต่พอญี่ปุ่นเข้ามา จอมพล ป. เห็นประโยชน์ ทั้งที่ญี่ปุ่นไม่ได้บังคับ แต่กองทัพต่างชาติเข้ามาเหนือดินแดนที่มีอธิปไตย ท่านปรีดีถือว่าถูกรุกราน จะเห็นว่าวิธีคิดของพลเรือนกับทหารที่รักบ้านเมือง มันต่างกัน ท่านปรีดีถือเอาหลักการเป็นใหญ่ ไม่ถือเอาชัยชนะเฉพาะหน้า แล้วพิสูจน์ว่าชนะได้"
           ผลจากขบวนการเสรีไทยไม่เพียงแก้ปัญหาภายนอกประเทศ หรือสันติภาพของโลกเท่านั้น แต่รวมถึงเรื่องรัฐบาลเผด็จการทหาร ภายในประเทศช่วงก่อนสงครามโลก ที่นำไปสู่การจัดตั้งพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยอย่างเป็นทางการขึ้นเมื่อพ.ศ.2485 อันสืบเนื่องมาจากก่อนหน้านี้มีพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม-สยาม (พรรคคอมมิวนิสต์อินโดจีน) มีคนไทยเข้าร่วมเพราะเกลียดเผด็จการ เช่น ครอง จันดาวงศ์ เตียง ศิริขันธ์ ซึ่งเป็นเสรีไทยด้วย
     
      เสรีไทยสายอเมริกาและสายอังกฤษก็ไม่ชอบรัฐบาลเผด็จการ แต่ท่านปรีดีกับจอมพล ป. เป็นเพื่อนกัน ภายหลังสงคราม จอมพล ป. ต้องถูกนำไปแขวนคอที่ญี่ปุ่น ท่านปรีดีถือหลักมนุษยธรรม ได้อ้างหลักเคารพกฎหมายไทย คนไทยต้องตัดสินเอง จอมพล ป. จึงติดคุกแทน รัฐบาลจอมพล ป. ก็หมดอำนาจลง
          "เสรีไทยเป็นขบวนการประชาชนที่เกิดขึ้นครั้งแรกในไทย โดยประชาชนได้ตระหนักถึงสิทธิหน้าที่ของพลเมืองที่มีต่อประเทศชาติ ร่วมกัน ขณะที่การปฏิวัติ 2475 เป็นการเปลี่ยนหลักมูลการปกครอง จากการยึดอำนาจที่ส่วนยอดโครงสร้างทางสังคม เสรีไทยไม่เพียง ต่อสู้เพื่อเอกราชในทางการเมือง แต่เป็นหลักข้อที่ 1 ของคณะราษฎร คือ เสียงประชาชนสำคัญที่สุด เพราะเป็นรากฐานของกระบวนการ ประชาธิปไตย ต้องมาก่อนการใช้เสียงจากตัวแทนในรัฐสภา ขณะที่รัฐบาลจอมพล ป. เป็นประชาธิปไตยตามรูปแบบ แล้วใช้อำนาจผ่าน สภาแบบเผด็จการ ดังนั้นประชาชนจึงมีสิทธิอันชอบธรรมที่จะเลือกเข้ากับฝ่ายใดก็ได้
          
ทุกวันนี้คนไทยคำนึงถึงวันเอกราชน้อยไป ชาติที่พัฒนาแล้วจะมีจิตสำนึกทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมสูง เรามีจิตสำนึกที่ขาดตอน โดยเฉพาะเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมทางสังคมของประชาชน เพราะวงการศึกษาไม่ถ่ายทอดต่อคนรุ่นหลัง คนไทยส่วนใหญ่เป็นชาวพุทธ เคยต่อสู้เพื่อสันติภาพช่วงสงครามโลกมาด้วยความลำบาก แต่ไม่สำเหนียกว่าเรื่องนี้สำคัญมาก ท่านปรีดีมองเห็นความลึกซึ้งของเอกราช อธิปไตย ในทางการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม ท่านจะพูดถึงประชาธิปไตย หรืออธิปไตยทางด้านการเมือง เศรษฐกิจและวัฒนธรรมไปด้วยกันเสมอ"

 
ดนตรีสันติธรรม...รับใช้สังคม


           "เราไม่ได้หยุดอยู่แค่พิธีเปิดอาคารเสรีไทยอนุสรณ์ แต่เราน่าจะสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นในใจของทุกคน โดยเฉพาะในโลกเวลานี้ สงครามยังเป็นสิ่งที่ทุกคนเผชิญอยู่ พระธรรมปิฎกเคยกล่าวว่า สันติภาพไม่ได้หมายถึง เมื่อไม่สู้รบกันทางอาวุธแล้ว เราก็มีสันติ แต่แท้จริงน่าจะหมายถึง มนุษย์ไม่แก่งแย่งชิงดีกัน ไม่รบราฆ่าฟันกันด้วยความคิดและจิตใจ เพราะฉะนั้นดนตรีเพื่อสันติภาพต้องทำต่อไป ตราบชีวิตจะหาไม่ เพราะเป็นสิ่งสร้างสังคมให้ดีกว่าปัจจุบัน"
            อ.ดุษฎี พนมยงค์ บุญทัศนกุล เปิดเผยถึงกิจกรรมการขับรัองประสานเสียง...บทดุริยนิพนธ์ 'สันติธรรม' ซึ่งเป็นจุดเด่น ในงานพิธีเปิดอาคารเสรีไทยอนุสรณ์ และร่วมเฉลิมฉลองวันสันติภาพไทย วันที่ 16 สิงหาคม 2546 กิจกรรมดังกล่าวไม่ได้มีเพียงแค่ วันงานเท่านั้น ซึ่งจะจัดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมรวมทั้งหมด 6 ครั้ง
       
  ก่อนหน้าวันงานมีการจัดแสดงมาแล้ว 2 ครั้ง ภายหลังวันสันติภาพไทย จะมีการจัดแสดงอีก 3 ครั้ง ในช่วงธันวาคม-มกราคม ณ สวนเสรีไทย ซึ่งหวังไว้ว่าถ้าคนเห็นความสำคัญ น่าจะมีผู้สนับสนุนกิจกรรมดังกล่าวให้จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อรำลึกถึงคุณความดี ของบรรพชนที่เสียสละสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นบนผืนแผ่นดินนี้ และลูกหลานได้สืบสานเจตนารมณ์นี้ไว้ตลอดไป
         "เพลงสันติภาพที่เราทำนี้ คนทั่วไปยังไม่เห็นความสำคัญ เพราะงานศิลปะปัจจุบัน 'เงินคือตัวแปร...นายทุนคือตัวแปร' เราทำด้วยใจ ไม่ใช่ 'ดนตรีพาณิชย์' จึงไม่ได้รับการสนับสนุนนัก แต่นายทุนทั้งหลายลองหวนคิดดูว่า ในแวดวงของท่านถ้าไม่มีสันติภาพแล้ว ทุกอย่างมันไม่เจริญ
         สันติภาพสำคัญยิ่งกว่าอะไร สังคมเรายังมองกันแต่...เงิน บ้านเรากลายเป็นสังคมบริโภค คนมองไม่เห็นสิ่งที่มีความหมาย ต่อเมื่อเขาประสบปัญหาเอง จึงคิดได้ว่า
    
   ...เอ้อ ! ใช่ เราคิดถึงเงินมากเกินไป มันน่าจะคิดถึงวิถีชีวิตที่ต้องการสันติจริงๆ...
         คณะของเราดลบันดาลอะไรไม่ได้ มันอยู่ที่...'เงิน'...ตัวเดียว อยากฝากให้ช่วยกันขบคิดมากๆ ศิลปะทุกแขนงรับใช้สังคม...รับใช้ชีวิต ในยุคสมัยต่างๆ ศิลปะรับใช้ผู้มีอำนาจหรือผู้แสวงหาอำนาจ ในยุคคอมมูนปารีสของฝรั่งเศส ก็รับใช้คอมมูนปารีสโดยตรง ยุคเหมาเซตุงของจีนก็รับใช้เหมาเซตุงและพรรคคอมมิวนิสต์จีน ในไทยเดี๋ยวนี้ 'ศิลปะส่วนหนึ่ง...รับใช้การค้า' เราต้องอยู่ในจุดยืน ที่มั่นคงว่า จะทำดนตรีเพื่อรับใช้คนส่วนใหญ่ ไม่ใช่รับใช้คนส่วนน้อย แต่ก็ต้านกระแสยาก
          การทำเพลงให้รับใช้คนส่วนใหญ่ในสังคมได้ เราไม่จำเป็นต้องสร้างสรรค์แต่เพลงในแนว Popular ซึ่งเพลงประเภท Classic จะอยู่นานกว่า อย่างเพลงคอมมูนปารีส 100 กว่าปีมาแล้ว คนฝรั่งเศสก็ยังร้องอยู่ แต่เพลง Pop ของฝรั่งเศส คนลืมกันแล้ว คำว่า Classic ก็คือ 'อมตะ' สิ่งที่อยู่ได้นานจะไม่มองแค่ผลประโยชน์เฉพาะหน้า แต่มองกันระยะยาว
      
  การแต่งดนตรีที่เป็นอมตะ ต้องมี 'ตรรกะ' ในการเขียน รูปแบบการประพันธ์ทำนองต้องสอดรับกับเนื้อร้อง จะต้องมี 'แบบแผน' ดังนั้นใช้เวลาแต่งเป็นเดือน แต่อยู่ได้นาน 100 กว่าปี ซึ่งเพลงเพื่อการค้าต้องแต่งออกมาให้ได้เร็วเพื่อแข่งกันขาย ไม่มีสัมผัสนอกสัมผัสใน เดี๋ยวไปยืมทำนองจีนบ้าง แขกบ้าง ฝรั่งบ้างมาใช้ ประโยคนั้นนิดประโยคนี้หน่อย เมื่อคิดแค่ 3 - 10 วัน ก็อยู่ไม่กี่ปี
          เพลง Classic น่าจะเรียกว่า 'เพลงไทยอมตะ' ฟังทีไรก็ยังรู้สึกประทับใจ ส่วนเพลง Pop เรียกว่า 'เพลงยอดนิยม' เมื่อนิยมกันได้ ก็ย่อมตกจากความนิยม อย่าพูดว่าดนตรี Classic ไม่มีคนฟัง การแสดงดนตรีในสวนพิสูจน์แล้วว่า ผู้ใหญ่จูงลูกหลานมาฟังกันแน่นสนาม ที่ชอบพูดกันว่า 'Pop คนเข้าถึงง่าย เยาวชนชอบฟัง' เป็นเพียงการล้างสมองโดนมอมเมาโดยนายทุน เพื่อต้องการขาย และบ้านเราไม่เปิดพื้นที่ให้เพลงแนวอื่นมีโอกาสนำเสนอ 'ธรรมะ' ให้เลือกเสพกันบ้าง
   
      ถึงเวลาแล้วที่ต้องตระหนักและเพิ่มพูน...สันติภาพคือสิ่งที่จำเป็นที่สุดในชีวิต สันติภาพเริ่มจากในครอบครัว พ่อแม่ไม่ทะเลาะกัน พี่น้องไม่ตีกัน ลูกกับพ่อแม่ไม่มีปัญหากัน ออกสู่วงกว้างก็คือ สังคมระหว่างเพื่อนกับเพื่อน หรือเจ้านายกับลูกน้อง ใหญ่ขึ้นทุกที... จนในที่สุดก็สังคมโลก
          บทเรียนจากขบวนการเสรีไทย ทำให้เราได้เห็นถึงความเสียสละของคนรุ่นก่อน เขาน่านับถือเพราะยอมเสียสละแม้ชีวิต ต้องทำงานเงียบๆ เมื่อสิ้นสุดภาระหน้าที่ก็สลายตัว ไม่หวังลาภยศเงินทองเหมือนนักการเมืองปัจจุบัน หรือคนสมัยนี้ที่ทำอะไรนิดหน่อยก็ยกยอว่า 'ฉันทำ'
     
   เราเป็นรอยต่อของคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่ ทำไมไม่สรรเสริญพวกเขา แล้วจะปล่อยให้ประวัติศาสตร์ส่วนนี้ละลายไปกับความทรงจำของคนหรือ ? อย่างเกมโชว์ทางทีวีหลายอันมีสาระ คนดูกันเยอะ ก็แทรกเรื่องพวกนี้ได้ เป็นการพบกันครึ่งทางระหว่างบันเทิงและสาระ คนก็รับได้ ดีกว่าไปแต่งเพลง Pop ว่า 'สันติภาพๆๆ' วัยรุ่นไม่ฟังหรอก ซึ่งในชีวิตหนึ่งของเรานี้ หากเราได้ทำสิ่งตอบแทนความดีของคน ก็จะเจริญทางจิตใจของเราเองในที่สุด"

 
'พระเจ้าช้างเผือก' การประกาศสันติภาพผ่านแผ่นฟิล์ม

          "ภาพยนตร์เรื่อง 'พระเจ้าช้างเผือก' เป็นหนังระดับชาติ แต่คนรุ่นหลังแทบไม่รู้จัก ท่านปรีดี พนมยงค์เป็นผู้จัดสร้างพร้อมกับ แต่งหนังสือนิยาย โดยใช้ภาษาอังกฤษ ด้วยเจตนาไม่ใช่เพื่อความบันเทิง หากต้องการเขียนบทความให้มีตัวละครเดินเรื่อง เพื่อสื่อสันติภาพว่าควรเป็นอย่างไร การปกครองที่ดีควรเป็นอย่างไร ผู้นำมีบทบาทอย่างไร เพราะสถานการณ์ของโลกตอนนั้น ในยุโรปกำลังเกิดสงครามโลก ญี่ปุ่นก็แผ่ขยายสงคราม รัฐบาลไทยก็ขยายกองทัพ เอื้อให้เกิดสงครามในประเทศ เพราะความรู้สึกชาตินิยมจัด ช่วงนั้นรัฐบาลสร้างละครปลุกเร้าคนไทย เช่น เรื่องเลือดสุพรรณ เป็นทำนองไทยรบพม่า"
        โดม สุขวงศ์ ผู้รับผิดชอบกิจกรรมภาพยนตร์สันติภาพ เนื่องในโอกาสเฉลิมฉลอง การเปิดอาคารพิพิธภัณฑ์เสรีไทยอนุสรณ์ เขตบึงกุ่ม ในวันที่ 16 สิงหาคม 2546 ซึ่งเป็นวันสันติภาพไทยด้วย ได้กล่าวถึงภาพยนตร์เรื่องพระเจ้าช้างเผือกที่จัดฉายให้ประชาชนเข้าชมในวันนั้น
    
   นอกจากการจัดฉายหนังดังกล่าวแล้ว ยังร่วมกิจกรรมเทศกาลประกวดภาพยนตร์สั้น (ความยาว 30 นาที) รางวัลช้างเผือกพิเศษ ในหัวข้อ 'สันติภาพ' รางวัลชนะเลิศสำหรับประชาชน คือ 'BEHIND THE WALL' ซึ่งเรื่องนี้ได้รับรางวัลอีก 2 รางวัล คือ รางวัลชนะเลิศพิราบขาว ซึ่งจัดเป็นปีแรกเนื่องในโอกาสร่วมฉลอง 30 ปี 14 ตุลาคม 2516 และรางวัลรองชนะเลิศรัตน์ เปสตันยี
        เรื่องสั้นดังกล่าวสะท้อนภาพชีวิตของคนในชุมชนหลังป้อมมหากาฬ ที่กำลังถูกกรุงเทพมหานครไล่รื้อ เกิดความขัดแย้งกัน มีผู้คนเข้าไปร่วมในเหตุการณ์หลายกลุ่ม ทั้งนักวิชาการ เอ็นจีโอ และชาวบ้านจากชุมชนอื่น ขณะที่เจ้าหน้าที่ กทม. เอง ไม่อยากเข้าไป ยุ่งเกี่ยว ในที่สุดผู้บริหารจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนเข้ามาให้สติว่า ทางออกของความขัดแย้งสามารถจบลงด้วยสันติวิธี
    
    สำหรับภาพยนตร์เรื่องพระเจ้าช้างเผือก มีความยาว 70-80 นาที แล้วตัดต่อเหลือ 1 ชั่วโมง แต่งขึ้นโดยอิงเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ 2 เรื่อง มาผูกปมสำคัญ คือ เรื่องพม่าหาเหตุทำสงครามโดยการมาขอช้างเผือกจากพระมหากษัตริย์ไทยเป็นตัวเปิดเรื่อง เพื่อสะท้อนให้เห็น การเข้าสู่สงครามอย่างไม่ชอบธรรม ฝ่ายผู้ถูกรุกรานมีความชอบธรรมที่จะทำสงครามโต้ตอบเพื่อป้องกันตนเองได้
         กับเหตุการณ์ ทำยุทธหัตถีเป็นตัวปิดเรื่อง เพื่อสะท้อนแนวคิดว่า ผู้นำคือผู้ก่อให้เกิดความทุกข์ยากแก่ประชาชนและเหล่าทหาร ดังนั้นผู้ใต้บังคับบัญชา และพลเรือนไม่ใช่ศัตรูของสงคราม เพื่อขีดวงความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการรบ และผู้นำต้องรับผิดชอบผล ทั้งหมดที่เกิดขึ้น สาระสำคัญ ของหนังไม่ได้อยู่ที่ความเก่งกล้าในการรบ หากแต่อยู่ที่การประกาศสันติภาพของพระเจ้าจักรา อย่างจริงจังทันทีที่ผู้นำอีกฝ่ายสิ้นชีพ
     
  "บทความมีพลังน้อยกว่าหนัง เพราะเวลานั้นตรงกับยุคฮิตเลอร์ ซึ่งใช้หนังเป็นสื่อความคิดกันมาก หนังกลายเป็นสื่อที่ครองโลก เลนินถึงกับประกาศใช้หนังเป็นอาวุธของการสร้างชาติ ให้เอาหนังเป็นครู จับประชาชนเข้าโรงเรียน ผลิตหนังออกมาสอนประชาชน จอมพล ป. เป็นคนไทยคนแรกที่เอาแนวทางนี้มาใช้ตั้งแต่ปี 2477
         ตอนนั้นทีวียังไม่เกิด โรงหนังคือทีวีประจำหมู่บ้าน ทุกคนต้องดูหนัง ไม่งั้นเชย ! รุ่งเช้าเอามาพูดคุยกันต่อไม่ได้ ตามตลาดในตัวเมือง หรือทุกอำเภอ พอตกเย็นต้องมีหนังฉายให้ดู หนังจะเปลี่ยนโปรแกรมทุก 3 วัน มีการจัดรายการต่างๆ ก่อนฉาย เช่น รายการข่าว เพลง เกมส์ชิงโชค สารคดี นิยายเป็นตอนๆ หนังการ์ตูน รายการสุดท้ายถึงจะเป็นหนังยาวจบในตอน แล้วก็แวะกินข้าวต้มเที่ยวคืนก่อนกลับ ไปนอน หนังสมัยก่อนเป็นหนังเงียบจะมีวงดนตรีประกอบที่โรงด้วย หนังจึงเป็นเพียงสื่อช่องทางเดียวที่จะเข้าถึงชาวบ้านทั่วไป
     
  ท่านปรีดีทำหนังเป็นภาษาอังกฤษแล้วพากษ์ไทย เป็นเรื่องประหลาด แสดงว่าท่านไม่ได้ต้องการสื่อกับคนไทยโดยเฉพาะ แต่ต้องการสื่อไปทางสากล มีการนำไปจดทะเบียนลิขสิทธิ์ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งตามกฎหมายของเขาเมื่อจดทะเบียนแล้ว ต้องเอาก๊อปปี้ไปไว้ที่หอทะเบียน ต่อมาก็มีการย้ายมาเก็บไว้ที่หอสมุดคองเกรส ซึ่งเป็นแหล่งเก็บรวมรวมภาพยนตร์ ทำให้เรายังคงมีหนังเรื่องนี้ตกทอดมาถึงปัจจุบัน"
         หนังเรื่องนี้เมื่อสร้างเสร็จได้นำออกฉายพร้อมกัน 3 แห่ง คือ โรงภาพยนตร์เฉลิมกรุง ที่ประเทศไทย ประเทศสิงคโปร์ (ฐานอาณานิคมของอังกฤษ) และนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ผลงานชิ้นนี้แง่ศิลปะ ถือว่าเป็นงานชั้นครูของวงการหนังไทย ซึ่งได้มืออาชีพจากโรงถ่ายไทยฟิล์ม ทุ่งมหาเมฆ ที่เพิ่งเลิกกิจการในปี 2493 มาช่วยสร้างสรรค์ ได้แก่ ประสาท สุขุม อำนวยการถ่ายภาพ ท่านเคยได้รับทุนจากรัชกาลที่ 6 เมื่อปี 2466 ไปเรียนการถ่ายทำหนังจากฮอลลีวูด เป็นคนไทยคนเดียวที่เป็นสมาชิกในสมาคม ช่างถ่ายหนังของสหรัฐอเมริกา ท่านให้แสงเงาหรือมุมกล้องสื่ออารมณ์อย่างชัดเจน และได้รับการยกย่องว่าถ่ายรูปช้างได้สวยที่สุดในโลก
         นอกจากนี้ยังมีชาญ บุนนาค บันทึกเสียง เขาเคยไปดูงานที่ฮอลลีวูดพร้อมกับประสาท สุขุม เมื่อปี 2480 บำรุง แนวพานิช ผู้ก่อตั้งโรงถ่าย น.น. ภาพยนตร์ เป็นผู้ตัดต่อ สัณห์ วสุธาร นักเรียนเก่าอเมริกาเพื่อนของประสาท สุขุมเป็นผู้กำกับการแสดง มีผู้ช่วยกำกับ คือ หลวงสุขุมนัยประดิษฐ์ หนึ่งในผู้ก่อตั้งโรงถ่ายไทยฟิล์ม ซึ่งเคยเป็นนักเรียนเก่าอเมริกาเช่นกัน และใจ สุวรรณทัต โดยมีพระเจนดุริยางค์ ชาวเยอรมัน ครูใหญ่ทางดนตรีสากลของไทย มากำกับดนตรีประกอบภาพยนตร์
         "ดูแรกๆ อาจจะรู้สึกว่า ไม่สมเหตุสมผลเหมือนลิเก การแสดงต่างๆ ก็เป็นกลไก นักวิจารณ์หนังชาวตะวันตกเคยดูถูกว่า มีสไตล์ล้าหลัง กว่าฮอลลีวูด 20-30 ปี มีแค่เสียงในฟิล์มเท่านั้นที่ทันสมัย (เริ่มมีเสียงในฟิล์มเกิดขึ้นเมื่อปี 2470) เป็นการเลียนแบบหนังคาวบอย แทนที่จะขี่ม้าก็ใช้ขี่ช้างแทน ดูแล้วเหมือนเด็กแก่แดด เพราะมีเทคนิคเหมือนหนังถ่ายเล่นกันเองในบ้าน แต่กลับมีเนื้อหาสาระพูดถึง เรื่องสันติภาพที่ยิ่งใหญ่
   
       แต่ความจริงแล้วถ้าเราดูบ่อยครั้งจะเห็นว่า เป็นการผสมกันระหว่างปรัชญาการแสดงออกของความเป็นไทยและฝรั่ง ความเป็นไทย จะไม่เน้นความสมจริง อย่างเราดูภาพจิตรกรรมในโบสถ์จะเห็นว่า ภาพฝีมือช่างหลวงจะเกินจริง ช่างชาวบ้านจะขาดกว่าความจริง หนังเรื่องนี้มีลักษณะขาดๆ เกินๆ ตามความเชื่อแบบไทย เช่น ฉากพระเจ้าหงสาเอาสัญญาเป็นไมตรีกับสยามมาฉีกทิ้งอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย แต่ขณะเดียวกันก็มีความเป็นฝรั่ง ทั้งความคิดที่สื่อออกมาในหนัง การดำเนินเรื่อง การถ่ายทำฉากสงคราม ซึ่งได้รับอิทธิพล จากฮอลลีวูดพอสมควร"
          ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ผ่านพ้นไปแล้ว ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้มีการนำกลับมาฉายอีกเลย เนื่องจากปรีดี พนมยงค์ถูกมรสุม ทางการเมือง จนต้องลี้ภัยไปต่างประเทศ และฟิล์มถูกไฟไหม้หมด จึงมีเหลือเก็บอยู่ที่หอสมุดคองเกรส ประเทศสหรัฐอเมริกา และพิพิธภัณฑ์สงคราม ที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษเท่านั้น
    
    มีเรื่องเล่าว่าภายหลังจากฟิล์มในเมืองไทยถูกไฟไหม้ มีผู้นำฟิล์มไปฉายให้คนไทยที่ฮ่องกงได้ดูกันบ้าง แล้วเรื่องนี้ก็หายสาบสูญไป จนมีผู้มาพบเรื่องนี้ที่สถานทูตไทยในกรุงสต๊อกโฮม ประเทศสวีเดน ซึ่งท่านปรีดี พนมยงค์ได้ก๊อปปี้ไว้ ในช่วงปี 2511-13 เมื่อมีคนไทยผ่านไปแวะเยี่ยมเยียนทำกิจกรรมที่ประเทศฝรั่งเศส ท่านจะนำออกมาฉายให้ดู ต่อมาปี 2512-13 อาจารย์ชาญวิทย์ เกษตรศิริได้นำภาพยนตร์เรื่องนี้กลับมาฉายที่เมืองไทย ในฐานะหลักฐานประวัติศาสตร์ทางการเมืองร่วมสมัยอีกชิ้นหนึ่ง เพื่อประโยชน์ทางวิชาการ
        นอกจากคุณภาพด้านศิลปะแล้ว หนังเรื่องนี้ได้กลายเป็นมรดกของชาติ เนื่องจากเมื่อไม่กี่ปีมานี้ องค์การยูเนสโก ได้จัดฉลองครบรอบ 100 ปีภาพยนตร์โลก และเชิญชวนสมาชิกส่งภาพยนตร์เข้าร่วมจัดแสดง และขึ้นทำเนียบรายชื่อภาพยนตร์มรดกโลก ในหัวข้อ 'ขันติธรรม' สำหรับประเทศไทย โดยทางหอภาพยนตร์แห่งชาติ ได้จัดส่งเรื่องนี้ไปให้ เพราะเป็นภาพยนตร์เรื่องเดียวที่มีสาระเกี่ยวกับสันติภาพ และจัดสร้างก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 แล้วยังมีสภาพสมบูรณ์ที่สุด เนื่องจากหนังไทยก่อนสงครามโลกจัดสร้างเพียงปีละ 7-8 เรื่องเท่านั้น ฟิล์มสมัยก่อนทำจากสารไนเตรท เมื่อเวลาผ่านไป 50-70 ปี จะมีเสื่อมสภาพหมด
    
    อิทธิพลของภาพยนตร์กลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง นอกจากเพื่อความบันเทิงแล้ว ยังมีนัยสำคัญเพื่อผลประโยชน์ของ ประเทศชาติแฝงอยู่ สาระของหนังสะท้อนแนวคิดเรื่องสันติภาพของปรีดี พนมยงค์อย่างไม่ธรรมดานี้เอง จึงได้มีการนำไปศึกษาค้นคว้า เป็นวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโท เรื่อง 'แนวคิดสันติวิธีในเรื่องพระเจ้าช้างเผือก ของปรีดี พนมยงค์' โดยสุรัยยา (เบ็ญโส๊ะ) สุไลมาน ในปี 2540
        จะเห็นว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนึ่งในหนังจำนวนไม่มาก ที่ฉีกแนวจากตลาดหนังกระแสหลัก ซึ่งเน้นแต่เรื่องความรักแบบหนุ่มสาว ปัจจุบันเวทีการประกวดหนังสั้นได้สร้างทางเลือกให้กับวงการหนังไทย เป็นการเพิ่มหนังที่มีสาระให้กับสังคม เด็กรุ่นใหม่ส่งหนัง น่าสนใจเข้าประกวดกันมาก เพราะปัจจุบันเทคโนโลยีสมัยใหม่ช่วยผลิตหนังคุณภาพได้ตามแนวคิดที่ต้องการ โดยไม่ต้องใช้ทุนมาก
     
 "ในอดีตเราเคยทำหนังเป็นเครื่องมือสื่อถึงการสร้างกระแสสงครามและสันติภาพกันมาแล้ว สำหรับผม 'หนังเปรียบเหมือนศาสนา' เพราะเป็นสิ่งที่เราเชื่อและศรัทธา เป็นสื่อการศึกษาที่ช่วยสอนคนให้เกิดความรับรู้ดีขึ้นได้ สนุกกว่าไปฟังพระเทศน์ ถ้าเราได้ดูหนังดีๆ สักเรื่องหนึ่งที่ทำให้เราได้ความรู้ ได้แสงสว่าง ได้พบทางออกของปัญหาในชีวิต เราอาจจะปลื้มปีติจนลืมกินข้าวไป 2-3 วันก็ได้
        แต่บ้านเรากลับไม่ค่อยส่งเสริมให้มีหนังดีๆ เกิดขึ้น มีแต่ฉายหนังเลวๆ ทีเหมือนยาเสพติด มอมเมาคน กลายเป็นอบายมุข ให้คิดกันแต่ว่าหนังคือสิ่งสำหรับความบันเทิงอย่างเดียว ทั้งที่มันให้การศึกษากับคนได้ เป็นเหมือนคัมภีร์ทางศาสนาก็ได้ เหมือนอย่างเรื่องพระเจ้าช้างเผือกซึ่งเน้นความคิดเรื่องสันติภาพ ทำให้คนเกิดสติขึ้นมาได้ เราไม่หวังว่าอุตสาหกรรมหนัง ในบ้านเราจะสนใจทำ เรื่องพวกนี้ เพราะการลงทุนสูง และมุ่งผลกำไรเป็นหลัก แต่หวังว่าหนังสั้นที่เราพยายามส่งเสริมกันอยู่ จะสร้างคนรุ่นใหม่ให้สานต่อแนวงานดีๆ ได้"

 
เจาะเวลาหาเสรีไทย เติมไฟฝันเสรีเยาวชน

        ทองขาว ทวีปรังษีนุกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท คำนับชน จำกัด ผู้รับผิดชอบกิจกรรมภาพยนตร์สารคดี เรื่อง 'เสรีไทย เสรีเยาวชน' เพื่อร่วมเฉลิมฉลองวันสันติภาพไทยและในโอกาสเปิดอาคารเสรีไทยอนุสรณ์ เขตบึงกุ่ม เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2546 เปิดเผยรายละเอียดว่า
        "สืบเนื่องจากปีที่แล้ว ทางคณะกรรมการดำเนินการเปิดอาคารเสรีไทยอนุสรณ์ ต้องการจัดกิจกรรมปลูกฝังอุดมการณ์จากขบวนการเสรีไทย สู่เยาวชน ด้วยสื่อทั้งภาพ เสียงและกิจกรรมต่างๆ ผมดูแลเกี่ยวกับการจัดสร้างภาพยนตร์สารคดี ซึ่งต่อมาได้ปรับเป็นการจัดทำละครแนวผจญภัย เหมือนเรื่อง 'เจาะเวลาหาอดีต'
     
  เนื้อเรื่อง คือ มีวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งหลงเข้าไปในอดีต ได้สัมผัสเหตุการณ์สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 และร่วมรับรู้ว่าคนยุคนั้นคิด รู้สึก และทำอะไรบ้าง ให้เด็กรับรู้ถึงความกล้าหาญ ความเสียสละ ความรักชาติ และเอกราชหมายถึงอะไร เด็กจะรู้สึกเปรียบเทียบยุคเก่ากับใหม่ โดยเอาภาพเก่าจับคู่ภาพชีวิตวัยรุ่นในอาร์ซีเอ หรือเซ็นเตอร์พอยท์ เมื่อกลับสู่ปัจจุบันทำให้เปลี่ยนความคิด"
       กิจกรรมดังกล่าวจะผลิตเป็นวีซีดี ที่เรียกกันว่า 'หนังแผ่น' โดยเปิดรับสมัครเยาวชนผู้สนใจเข้าร่วมแสดง ในรูปแบบค่ายอบรมการแสดง ตั้งแต่บัดนี้จนถึงสิ้นเดือนกันยายน และจะดำเนินงานประมาณตุลาคมนี้ ซึ่งผู้เข้าร่วมอบรมต้องสนใจประวัติศาสตร์การเมืองร่วมสมัยมาบ้าง มุ่งมั่นและอดทนในการเข้าค่าย เนื่องจากเดิมตั้งงบประมาณดำเนินงานไว้ 3,000,000 บาท แต่ได้งบจริงแค่ 740,000 บาท ดังนั้นหากผู้ใดสนใจสนับสนุนกิจกรรมดังกล่าว จึงขอเชิญร่วมสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติม โดยยินดีมอบลิขสิทธิ์นำไปผลิตจำหน่ายได้
      "กิจกรรมนี้ต้องการสื่อกับเด็ก เพื่อจุดประกายให้สนใจเรื่องเสรีไทย แล้วอยากไปค้นคว้าต่อเอง อย่างน้อยๆ เขาจะรู้สึกร่วมผจญภัย ทีมงานจะคัดเลือกอาสาสมัครเด็กๆ เมื่อมาร่วมงานกันก็จะได้รู้เรื่องราวไปในตัว ถ้าจะอินกับบทได้ต้องรู้สึกจริงๆ จึงอยากได้คนที่สนใจการเมืองบ้าง ไม่ใช่แค่อยากเป็นดารา เรามีงบจำกัด จึงไม่มีสวัสดิการนัก อาสาสมัครต้องช่วยทำงานทุกอย่าง แม้ไม่ได้เป็นนักแสดง ก็ได้ฝึกงานระบบกองถ่ายไปในตัว"
        เรื่องนี้มีบทคร่าวๆ 32 ฉาก โดยถ่ายทำที่ จ.กาญจนบุรี ความยาวประมาณ 70-80 นาที
       "การสื่อกับเยาวชนไม่ใช่เรื่องยาก แต่ช่องทางไปถึงเขาไม่มี ละครแนวนี้ทางสถานีโทรทัศน์ช่องใดจะออกอากาศให้ เด็กรุ่นใหม่อยากทำอะไร ที่มีสาระ แต่ผู้ใหญ่ปิดกั้น ระบบไม่เปิดช่องให้ กลัวจะไม่ทำเงิน ทำไมต้องเอาเงินเป็นตัวตั้ง ถ้าคุณจะสร้างให้เยาวชนคิดเองเป็น ถึงลงทุนสักแสนล้านก็คุ้ม จะได้ไม่ต้องมาแก้ปัญหาเด็กตีกันในงานคอนเสิร์ตภายหลัง
        เด็กต้องการสาระ เพราะเด็กไม่โง่นะ แต่ถูกครอบงำว่า 'เด็กชอบเรื่องบันเทิงไร้สาระ' แล้วจึงคิดกันว่าเด็กโง่ สมัยก่อนพวกเผด็จการ คิดว่าเด็กต้องอยู่แต่ในกรอบ พอมาในระบบทุนนิยม ก็บอกว่าเด็กไม่ต้องคิด เรียนหนังสือให้จบ หางานทำ และบริโภคให้มากๆ เราทำกันอย่างนี้ เด็กที่ไหนจะมีโอกาสพัฒนาความคิด ได้เห็นสิ่งแวดล้อมของสังคมที่ดีๆ กันบ้าง
       ละครเรื่องนี้สื่อให้เด็กได้คิดเรื่อง 'เอกราชทางความคิด' หรือ 'การมีอิสระทางความคิด' ถ้าเด็กมีตรงนี้ก็ไม่มีปัญหาตามมา ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เราสู้กับญี่ปุ่นแทบตาย พอมาวันนี้ดาราญี่ปุ่นป่วยนิดหน่อย วัยรุ่นไทยจะตายตามไปด้วย สังคมกลับตาลปัตร ถ้าเด็กรู้ที่มา เขาจะคิดได้เอง แต่ถ้าไม่รู้ บอกให้ตายเขาไม่เชื่อหรอก ขวัญใจของเขาทั้งนั้น"
       งานนี้จึงเป็นเพียงการสร้างเงื่อนไข เพื่อจุดประกายไฟฝันให้เด็กหัดใช้สมองคิดเป็น ค้นคว้าต่อเองได้ ไม่ใช่แบบยกเอาความคิดเก่าออก ใส่อันใหม่เข้าไปแทน โดยไม่เป็นตัวของตัวเอง
       "ปัญหาของงานแนวนี้อยู่ที่ผู้ใหญ่คงไม่อยากให้คนสนใจเรื่องพวกนี้ ไม่ใช่คนไม่สนใจเอง งานดีๆ จึงไม่ได้เผยแพร่สู่สาธารณะ ขอเพียงรัฐบาลกับทุนอย่าปิดกั้นนัก ให้สังคมส่วนอื่นมีโอกาสทำงานดีๆ บ้าง จะทำเป็นตลาดเน้นสนุกสนานก็ได้ ผมมองว่าหนังแผ่นเป็นทางออก ที่น่าสนใจ เมื่อช่องทางหลักไม่เปิด เสียดายแต่ว่าการผลิตยังต้องลงทุนมากอยู่ หากกระทรวงวัฒนธรรมจัดแบ่งงบให้ปีละ 100 ล้านบาท โดยตั้งคณะกรรมการเข้ามาดูแล เปิดพื้นที่ให้งานเกิดได้ เราก็จะมีทางออกที่ดีให้เยาวชน"

 
พิพิธภัณฑ์เสรีไทยอนุสรณ์
คำบอกเล่าอุดมการณ์ที่รอการสืบต่อ


        "พิพิธภัณฑ์เสรีไทยอนุสรณ์ จัดแสดงเรื่องราวทางการเมืองร่วมสมัยที่น่าจะเรียกได้ว่าเป็นแห่งแรกของไทย ซึ่งเป็นการช่วยส่งต่อ ความทรงจำจากคนรุ่นหนึ่งสู่คนรุ่นต่อๆ มา เพราะคนในขบวนการเองก็ไม่ค่อยเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟัง พิพิธภัณฑ์แห่งนี้จึงไม่ใช่แค่ พาไปย้อนดูอดีต ยังช่วยสร้างแรงบันดาลใจ เปิดมุมมองใหม่ๆ ให้ผู้เข้าชม แต่การจะสืบต่ออุดมการณ์ได้หรือไม่ ต้องมีกระบวนการมากกว่า แค่การจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ เช่น การจัดการตัวอาคาร การพาคนเข้าเยี่ยมชม การทำกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับพิพิธภัณฑ์ หรือการทำสื่อ เผยแพร่เรื่องราวให้ละเอียดอย่างต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ซึ่งคงจะเป็นภารกิจของกรุงเทพมหานครต่อไป"
       ธนาพล อิ๋วสกุล เลขานุการคณะอนุกรรมการจัดสร้างพิพิธภัณฑ์และนิทรรศการเกี่ยวกับขบวนการเสรีไทย ได้เปิดเผยถึงการจัดรูปแบบ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ซึ่งจัดแสดงอยู่ภายในอาคารเสรีไทยอนุสรณ์ เขตบึงกุ่ม ว่าอาคารเสรีไทยอนุสรณ์ อันเป็นอาคารพิพิธภัณฑ์ด้วยนั้น ตั้งอยู่บนพื้นที่ 120 ไร่ ในสวนน้ำ เขตบึงกุ่ม ถนนสุขาภิบาล 2 โดยจำลองแบบมาจากทำเนียบท่าช้าง ถ.พระอาทิตย์ ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ตั้ง ของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ แต่ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 อาคารดังกล่าวเป็นที่พำนักของนายปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในรัชกาลที่ 8 และยังเป็นกองบัญชาการเสรีไทยในทางลับด้วย
       อาคารเสรีไทยอนุสรณ์เป็นอาคารสูง 3 ชั้น ขนาด 18x20 เมตร รวมพื้นที่ 637 ตารางเมตร โดยชั้นล่างเป็นห้องสมุด และ พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นบึงกุ่ม ชั้นที่ 2 และ 3 เป็นพิพิธภัณฑ์เสรีไทยอนุสรณ์ ขณะที่พื้นที่ภายนอกอาคารเป็นสวนสาธารณะและบึงน้ำร่มรื่น
      อาคารดังกล่าวได้จัดสร้างขึ้น โดยสืบเนื่องมาจากโอกาสครบรอบ 50 ปี วันสันติภาพไทยในปี 2538 คณะรัฐมนตรีขณะนั้น ได้มีมติเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2538 เห็นชอบในหลักการกำหนดให้วันที่ 16 สิงหาคม เป็นวันสันติภาพไทย และให้สำนักเลขาธิการ นายกรัฐมนตรีเป็นเจ้าของเรื่อง จัดตั้งคณะกรรมการดำเนินงานและกำหนดกิจกรรม 50 ปีวันสันติภาพไทย
      ในขณะนั้นกรุงเทพมหานครสมัยของ พลตรีจำลอง ศรีเมือง เป็นผู้ว่าราชการ ได้เห็นคุณค่าของขบวนการเสรีไทย จึงดำริที่จะพัฒนา 'สวนน้ำบึงกุ่ม' ให้เป็น 'สวนเสรีไทย' ต่อมาในสมัยของร้อยเอกกฤษฎา อรุณวงศ์ ณ อยุธยา ได้ดำเนินการเปิด 'ลานเสรีไทย' ขึ้น ณ บริเวณสวนน้ำบึงกุ่ม เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2538
      ในปี 2540 สมัยดร.พิจิตต รัตตกุล ได้ดำเนินการพัฒนาสวนน้ำบึงกุ่ม พร้อมทั้งเปลี่ยนชื่อสวนเป็น 'สวนเสรีไทย' และเปลี่ยนชื่อ ถนนสุขาภิบาล 2 เป็น 'ถนนเสรีไทย' นอกจากนี้คณะผู้บริหารกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยสภากรุงเทพมหานคร ได้ร่วมกันแปรญัตติ ให้มีการก่อสร้างอาคารเสรีไทยอนุสรณ์ขึ้นในบริเวณสวนเสรีไทย โดยได้วางศิลาฤกษ์ไปเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2542 และตัวอาคารสร้าง แล้วเสร็จเมื่อปี 2544 และมีพิธีเปิดอาคารเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2546 ในสมัยของนายสมัคร สุนทรเวช เป็นผู้ว่าราชการ
      "ที่นี่บอกเล่าเรื่องราวการรวมตัวของคนที่มีความหลากหลาย ทั้งในแง่ความคิดและที่มา แต่มาทำในสิ่งที่มีเป้าหมายเดียวกัน คือ เอกราชอธิปไตยของประเทศ ซึ่งกำลังถูกคุกคามในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 หน้าที่ของพิพิธภัณฑ์นี้เพียงแต่ทำอย่างไรให้คนรุ่นอื่นๆ รับรู้อย่างเข้าใจตรงกัน เป็นมิติเวลาของคนต่างรุ่น
      การสื่อความหมายคำว่า 'เอกราชและอธิปไตย' เป็นเรื่องนามธรรมก็จริง จะตีความให้เป็นรูปธรรมได้ ต้องถามกลับไปว่า มีปฏิบัติการ เกิดขึ้นจริงหรือไม่ ถ้าจริงเราก็เพียงรวบรวมสิ่งเหล่านั้นมาจัดหมวดหมู่ แล้วนำเสนอใหม่ เนื้อหามีอยู่โดยตัวของมันเอง เมื่อเราทำงาน อย่างจริงจัง ก็ได้เห็นความกระตือรือร้นของคนรุ่นนั้น ที่ให้ความร่วมมืออย่างดี ทำให้รู้สึกประทับใจมาก
      งานนี้เราใช้สื่อผสมเข้ามาช่วยสื่อความหมาย ทั้งแสง เสียง ภาพ บทสัมภาษณ์ บทบรรยาย เราใช้โทนสีต่างๆ สื่ออารมณ์ เช่น โซนแรกออกสีแดงเพื่อให้เกิดความตื่นเต้นเร้าใจ โซนปฏิบัติการลับก็จัดให้โทนออกสลัวๆ ดูลึกลับ เราได้เสียงจริงของม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมท ซึ่งเคยออกอากาศทางวิทยุสมัยนั้นมาก๊อปปี้ใหม่ แล้วเปิดประกอบในพิพิธภัณฑ์ เราจัดแสดงสิ่งของที่เคยใช้จริง เช่น วิทยุของคุณจำกัด พลางกูรที่ใช้ติดต่อสื่อสาร ร่มชูชีพของป้าคนหนึ่งซึ่งเก็บได้และรักษาไว้จนทุกวันนี้"

 
ทายาทเสรีไทยกับมรดกสันติธรรม


        เรื่องราวของขบวนการเสรีไทยในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 แม้จะจบลงไปพร้อมกับคำประกาศสันติภาพ ในวันที่ 16 สิงหาคม 2488 ก็ตาม หากทว่ายังคงทิ้งมรดกความทรงจำเกี่ยวกับการร่วมแรงร่วมใจเป็นหนึ่งเดียวกัน เพื่อพิทักษ์เอกราชอธิปไตย ด้วยความเสียสละ และกล้าหาญ ทั้งคนร่วมชาติและคนต่างเผ่าพันธุ์ ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของความรักเสรีภาพ สันติภาพ และความเสมอภาค ทำให้ไฟ ของสงครามโลกที่โหมแรงมอดดับลงได้ในที่สุด
       ตราบเท่าที่โลกยังคุกรุ่นด้วยไฟแห่งความขัดแย้ง มนุษย์ยังทะเลาะเบาะแว้ง เพราะแก่งแย่งผลประโยชน์และกดขี่ข่มเหงกันไม่รู้จบ ตราบนั้นอุดมการณ์แห่งสันติธรรม ก็จะมีภารกิจที่ยังต้องสืบต่อถึงทายาท จากรุ่นสู่รุ่นไม่สิ้นสุดเฉกเช่นกัน เพื่อสรรค์สร้างเยาวชนผู้รัก สันติภาพ ออกประกาศความร่มเย็นแห่งธรรมร่วมดับทุกข์เข็ญ ก่อนดีกรีความรุนแรงแห่งกิเลสจะผลาญทุกสิ่งจนไม่เหลืออะไรให้สืบต่อเลย

ย้อนรอยสงครามสร้างสันติ
        ร่องรอยความโหดเหี้ยมของสงคราม ก่อความสะเทือนขวัญให้กับคนรุ่นหลัง ได้ตระหนักถึงคุณค่าแห่งการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ทาคาฮาชิ คัทซูยูกิ เป็นคนรุ่นหลังอีกผู้หนึ่ง ซึ่งผลของสงครามนำพาให้เขาดั้นด้นค้นหาสายทางแห่งความชอบธรรม จนทำให้เขากลาย เป็นนักศึกษาระดับปริญญาเอก คณะเอเชียแปซิฟิกศึกษา มหาวิทยาลัยวาเซดะ และได้เข้ามาเก็บข้อมูลในประเทศไทยมานานกว่า 5 ปี เพื่อทำวิจัยเรื่อง 'แนวคิดและขบวนการสันติภาพในประเทศไทยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2' เขาเล่าถึงแรงดลใจว่า
        "ผมสนใจเรื่องแนวนี้ เพราะผมรักสันติภาพและเกลียดสงคราม ผมเริ่มคิดแบบนี้ตอนชั้นมัธยม 6 แล้วได้ดูสารคดีสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้เห็นทหารญี่ปุ่นบุกประเทศจีน เห็นการฆ่าคนจีน ทำให้รู้สึกช็อกและตื่นเต้นมาก ต่อมามีโอกาสไปเที่ยวและเรียนภาษาจีน ในประเทศจีน ประมาณ 1 เดือนกว่า ได้ไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์ที่เก็บเรื่องราวการบุกแมนจูเรียของทหารญี่ปุ่นอีก คราวนี้เกิดความรู้สึกอยากต่อต้านสงคราม มากขึ้น จึงหันมาเรียนวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ทั้งในระดับปริญญาตรีและปริญญาโท
      
  แต่ที่ทำให้ผมเลือกเข้ามาทำวิจัยในประเทศไทย เพราะเคยไปร่วมทำกิจกรรมกับเรือเยาวชนเพื่อสันติภาพ ซึ่งเดินทางจากโกเบ ไปฟิลิปปินส์ โฮจิมินห์ พนมเปญ โอกินาวา กลับมาที่โกเบ คราวนี้ผมได้เห็นเส้นทางเดินทัพของชาวญี่ปุ่นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และในสงครามเวียดนาม ทำให้มองเห็นว่าญี่ปุ่นช่วงสงครามเวียดนามเป็นที่ตั้งฐานทัพของสหรัฐอเมริกา เพื่อส่งเครื่องบินมาโจมตี เวียดนาม
        หลังสงครามเศรษฐกิจของญี่ปุ่นก็ดีขึ้น เหมือนประเทศไทยเช่นกัน แต่ปัจจุบันประเทศไทยไม่มีฐานทัพอเมริกาอยู่แล้ว แต่ในญี่ปุ่น ยังมีอยู่หลายเมืองแม้แต่ในโตเกียว ซึ่งจากการศึกษาเรื่องเอกราชและสันติภาพ ทำให้รู้ว่าการมีกองทัพของชาวต่างชาติ ถือเป็นการละเมิด อธิปไตย แต่คนญี่ปุ่นรู้สึกเฉยๆ เขาคงเคยชินกันแล้ว
        ช่วงสงครามเวียดนามมีการต่อต้านจากทั่วโลก ในญี่ปุ่นก็เช่นกัน จนเป็นเหตุให้สงครามยุติลงได้ ทำให้เห็นว่าขบวนการเคลื่อนไหว ของประชาชน เป็นพลังสำคัญในการสร้างสันติภาพ ไม่ได้เป็นภารกิจของนักการเมืองเท่านั้น แล้วในประเทศไทยก็มีขบวนการ ทางสังคมเยอะมากมานานแล้ว ในญี่ปุ่นมีเหมือนกัน แต่ถูกรัฐบาลควบคุมไว้ ผมคิดว่าขบวนการทางสังคมมีคำตอบของสันติภาพอยู่ เพราะสันติภาพไม่ใช่แค่การไม่มีสงคราม เราต้องมีเสรีภาพและสิทธิมนุษยชนด้วย ไม่กดขี่กัน ไม่มีความรุนแรง เป็นสันติภาพ ในความหมายกว้าง
         การเดินทางครั้งนี้ยังได้ไปดูพิพิธภัณฑ์ที่เล่าเรื่องราวของรัฐบาลเขมรแดงฆ่าคนเขมรด้วยกัน ทำให้ช็อกและตื่นเต้นมากกว่า เรื่องที่ผ่านมา เพราะเห็นแต่คนต่างชาติฆ่าคนต่างชาติ แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องของคนชาติเดียวกันฆ่าคนชาติเดียวกันเอง
      
  ความจริงคนญี่ปุ่นมักจะรู้สึกดูถูกคนเอเชีย นับถือฝรั่ง ทำตามฝรั่งหมด แต่ตัวเองก็เกิดปัญหาเยอะ แล้วคนญี่ปุ่นก็ลืมเรื่อง สมัยสงครามโลก เมื่อคราวที่เกิดสงครามอิรัก คนญี่ปุ่นรุ่นใหม่อยากให้ส่งทหารเข้าร่วมรบ แต่รัฐธรรมนูญห้ามมีกองทัพ ขณะนี้มีขบวนการชาตินิยมใหม่เกิดขึ้น ซึ่งมีพลังน่ากลัวเหมือนกัน
        ผมอยากจะบอกคนญี่ปุ่นด้วยกัน ในฐานะที่ได้เคยเดินทางย้อนรอยไปดูประวัติศาสตร์การทำสงครามมาแล้วว่า เราต้องรู้ว่าบรรพบุรุษของเรา คิดและทำอย่างไรไว้กับชาวเอเชีย และชาวเอเชียพยายามต่อสู้เพื่อเสรีภาพสันติภาพของเขาอย่างไรบ้าง สำหรับผมการมีส่วนร่วมสร้างสันติภาพและต่อต้านสงคราม คือ การเข้าไปศึกษาค้นคว้าเรื่องนี้อย่างจริงจัง แม้จะช่วยได้ไม่ถึง 1 % แต่ก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย"

ลูกเสรีไทยที่ต่างรุ่นไม่ต่างใจ
        แม้สงครามโลกจะสิ้นสุดไปนานกว่าครึ่งศตวรรษแล้วก็ตาม แต่ร่องรอยยังทิ้งเค้าให้สืบได้ ถึงคนรุ่นหลังอาจจะไม่ได้รับรู้ และคนรุ่นก่อนๆ อาจต้องการจะลืมเลือนความขมขื่นที่ได้จากสงคราม แต่วีรกรรมที่งดงามแม้ไม่มีการเล่าขาน มันก็ไม่เคยสูญไปจากโลก อภัยชนม์ วัชรสินธุ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ด้านประสานกิจการสัมพันธ์ บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด เป็นลูกเสรีไทยคนหนึ่ง ที่ตามรอยอุดมการณ์ของพ่อโดยไม่เคยล่วงรู้ถึงสิ่งเหล่านี้มาก่อน เขาเล่าถึงคุณประกอบ วัชรสินธุ์ ผู้เป็นพ่ออย่างภาคภูมิใจว่า
        "ผมไม่เคยรู้มาก่อนว่าคุณพ่อเป็นเสรีไทย ท่านไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้คนในครอบครัวฟังเลย จนกระทั่งเสียชีวิตไปแล้ว แม้แต่คุณแม่ก็ไม่รู้ ผมรู้เอาเมื่อ 4-5 ปีมานี้เอง เพราะอยู่มาวันหนึ่งมีศาสตราจารย์ชาวญี่ปุ่นโทรมาหาผม แล้วถามว่า ผมเป็นลูกชายของคุณประกอบ วัชรสินธุ์ใช่ไหม ผมงงว่าเขารู้ได้อย่างไร
        แต่เมื่อเขาเล่าให้ฟังว่า พ่อผมเป็นเสรีไทย เขาต้องการสัมภาษณ์ผมและครอบครัว เขาได้รายชื่อพ่อของผมมาจากทางไต้หวัน เนื่องจากรัฐบาลพรรคก๊กมินตั๋งปัจจุบันลดบทบาทลง พรรคการเมืองท้องถิ่นเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ทำให้เรื่องราวสมัยสงครามโลกค่อยๆ คลี่คลายออกสู่ภายนอก
        อาจารย์ท่านนี้ศึกษาเรื่องประวัติศาสตร์ไทยกับสงครามโลกครั้งที่ 2 เคยเป็นเจ้าหน้าที่สถานทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ปัจจุบัน เขาเป็นอาจารย์สอนประวัติศาสตร์ที่ญี่ปุ่น เขาบอกว่าทางไต้หวันให้ความสำคัญกับชื่อพ่อของผมมาก เพราะเอกสารใดก็ตามที่พ่อ ของผมถือมาติดต่อในสมัยสงครามโลก ให้ถือว่าเป็นตัวแทนรัฐบาลไทย เพราะฉะนั้นบทบาทของพ่อผมในสมัยนั้นคงไม่ธรรมดา"
        เขาได้รับรู้เรื่องราวจากปากคำของเพื่อนๆ พ่อ เอาเมื่อพ่อของเขาได้เสียชีวิตไปแล้ว ว่าพ่อของเขาสมัยวัยรุ่นเฮี้ยวมาก จึงถูกคุณตาซึ่งเป็นกำนันอยู่เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ส่งลงเรือไปอยู่กับญาติที่ไหหลำ แล้วได้เข้าเป็นทหารในกองทัพจีนคณะชาติมาก่อน ช่วงสงครามคุณสงวน ตุลารักษ์และคณะเสรีไทย เดินทางไปติดต่อกับจีน พ่อของเขาจึงกลายเป็นผู้นำขบวนเสรีไทยจากประเทศจีน เข้ามาทางภาคอีสาน และเป็นผู้วางแผนงานจัดตั้งกองกำลังสายจีนทางภาคอีสาน ทำให้สนิทสนมกับเสรีไทยสายอีสานมากในภายหลัง
        เขาจำได้แต่เพียงว่าในสมัยเด็กๆ พ่อมักมีเพื่อนเป็นชาวลาว ชาวเขมรแวะเวียนมาเยี่ยมเยียนอยู่เสมอ พอเขาเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว เขาได้มีโอกาสร่วมกิจกรรมทางการเมืองในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เขาและพ่อมักถกเถียงเรื่องราวทางการเมืองด้วยกัน แม้จะเห็นแตกต่าง แต่ท่านก็ยังสนับสนุนเขาอยู่เสมอ และมักจะตักเตือนอย่างผู้มีประสบการณ์มาก่อนว่า บางทีเขาแรงไป ยังเด็กเกินไป เขาเล่าว่า
       "สมัยวัยรุ่นผมรู้สึกว่าขบวนการเสรีไทยยอดเยี่ยมมาก น่านับถือ เป็นขบวนการที่ทำให้เกิดการพลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์ทีเดียว ตอนนั้นผมไม่รู้ว่าพ่อเคยอยู่ในขบวนการด้วย ซึ่งในช่วงที่เหตุการณ์ทางการเมืองร้อนแรงมากก่อนวันที่ 14 ตุลาคม 2516 ผมเป็นอุปนายกอยู่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เข้าร่วมกิจกรรมขับเคลื่อนตลอดเวลา ผมคุมการปราศรัยบทเวทีด้วย วันที่มีการยิงกัน ทางบ้านไม่ได้ห้ามผมเข้าร่วม พี่สาวมาเล่าให้ฟังตอนหลังว่า พ่อได้เข้าไปดูเหตุการณ์อยู่ห่างๆ และแอบร้องไห้ด้วยความดีใจ
       สมัยวัยรุ่นผมก็ทำอะไรด้วยความคะนอง ตอนเรียนนิติศาสตร์ในคณะรัฐศาสตร์ ช่วงนั้นมีการประท้วงเรื่องรัฐธรรมนูญสมัยรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร ผมเดินออกนอกห้องเรียน เพราะถามอาจารย์ที่สอน ท่านเป็น รองนายกฯ อยู่ด้วย ว่ารัฐธรรมนูญที่เรียนกันอยู่นี้ ถ้าออกนอกห้องแล้วใช้ไม่ได้จะเรียนไปทำไม ท่านกลับตอบว่ามีหน้าที่เรียนก็เรียนไป ผมเดินออกมามีเพื่อนๆ เดินตามมาอีก 2-3 คน ไม่รู้จะทำอะไรกันก็จับกลุ่มสังสรรเฮฮา ผมสนใจการเมืองไม่ใช่จากกระแสรอบข้าง มันมีมาก่อนหน้านี้เพราะครอบครัว คุณตาคุณยายสั่งสอนให้รักชาติบ้านเมือง คุณยายเป็นอาสาสมัครกาชาด ผมเข้าโรงเรียนคริสเตียน ก็สอนให้ช่วยเหลือคนที่ลำบากกว่า
       สิ่งเหล่านี้ปลูกฝังมาจนทำให้เรากล้าเผชิญกับห่ากระสุนจากเหตุการณ์รุนแรงทางการเมือง ในเวลานั้นกลุ่มที่อยู่แถวหน้าจะรู้สึกขึ้นมาเองว่า เราส่งคนอื่นไปตาย แล้วเราพร้อมจะไปตายไหม ก็ได้คำตอบว่า...'ตายเป็นตาย' ศพของเรารุ่นน้องจะเหยียบขึ้นไปแทน ชีวิตมีเท่านี้เอง คนที่ไม่เคยสัมผัสแบบนั้นไม่มีทางรู้ พอมารู้ภายหลังว่าพ่อเคยเป็นเหมือนกัน ผมภูมิใจในตัวท่านมาก เพื่อนของพ่อเล่าว่า เวลาเดินป่าพ่อพูดอยู่อย่างเดียวว่า...'ไม่สำเร็จก็ตาย' เพราะภารกิจของเสรีไทยมีแค่นี้เอง
       เมื่อพูดถึงเสรีไทย อาจจะทำให้นึกถึงความรักชาติรักแผ่นดิน แต่จะรักชาติรักแผ่นดินต้องรักสันติก่อน เพราะสันติภาพในหมู่มวลมนุษยชาติเป็นสิ่งที่สุดยอด รวมถึงมนุษย์กับธรรมชาติและเทคโนโลยีด้วย ต้องอยู่ร่วมกันได้แท้จริง มันเป็นขั้นตอนของสิ่งที่เกิดขึ้นมาแล้วกับสิ่งที่ยังหาไม่เจอ ซึ่งเยาวชนน่าจะมีตรงนี้เป็นพื้นฐาน"
       ความภูมิใจในฐานะลูกเสรีไทยคนหนึ่ง ที่กลายเป็นผู้มีส่วนร่วมสร้างหน้าประวัติศาสตร์การเมืองเดือนตุลาในภายหลัง ตอกย้ำให้ยึดมั่นแนวทางที่ดำเนินมาแล้ว หากทว่าการสืบสานสู่วันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร เขาเองก็ไม่อาจจะรู้ได้ เพียงแต่วันนี้เขาได้ปวารนาตัวเองเข้าร่วมสืบต่อขบวนการแห่งสันติธรรมสู่เยาวชน

มรดกเสรีไทยตกทอดถึงรุ่นหลาน
        การสื่อสารกับคนต่างรุ่นดูจะเป็นเรื่องไม่ง่ายสำหรับทุกวันนี้ เพราะการดำเนินชีวิตที่แตกต่างกันอย่างมากมายของคนรุ่นเก่าและใหม่ แต่ใช่ว่าสิ่งดีงามในวันวานจะสืบสานสู่ลูกหลานไม่ได้ แท้จริงแล้วผู้ใหญ่ต้องทำให้เด็กเห็นว่ามีค่าก่อน การสื่อสารทุกเรื่องต้องให้เขา เกิดความสมัครใจที่จะรับฟัง จึงจะคุยกันรู้เรื่อง การปลูกฝังอุดมการณ์เสรีไทยให้เกิดขึ้นได้นั้น เขาต้องรู้สึกว่ามีผู้ใหญ่ที่เป็นต้นแบบ รู้สึกภูมิใจในคนนั้น แล้วเกิดความรู้สึกรักตัวเอง รักครอบครัว รักสังคม จึงจะรักแผ่นดินเป็น
        นั่นคือคำอธิบายจากประสบการณ์ตรงของ ดร.พิมพ์อุไร ลิมปพัทธ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารระหว่างวัฒนธรรมระดับชาติ เธอมีคุณตาเป็นเสรีไทย ที่ จ.สุราษฎร์ธานี คือ สนาน อิศรพานิช ซึ่งเป็นคหบดีในจังหวัด เคยเข้ามาเรียนที่กรุงเทพ จึงมีวิสัยทัศน์ยาวไกล ตอนญี่ปุ่นยกพลขึ้นบก ท่านได้รวบรวมชาวบ้าน เป็นคนให้ข่าวว่าต้องเตรียมพร้อมกันอย่างไรเพื่อประเทศชาติ ต้องฝึกรบอย่างไร จนมีหญิงชาวบ้านเข้าร่วมอย่างกล้าหาญมาก ถึงขนาดเอาลูกระเบิดพันที่ขาตัวเอง แล้วนำไปส่งให้พวกผู้ชาย ดร.พิมพ์อุไรเล่าว่า
        "คุณตาเป็นคนที่มีเลือดรักชาติสูงมาก ความรู้สึกนี้ส่งต่อมาถึงหลานๆ ด้วย พวกเราได้ฟังวีรกรรมของคุณตาในขบวนการเสรีไทยมาตั้งแต่ยังเล็กๆ เราภูมิใจในตัวคุณตามาก ที่ทำเพื่อชาติและท้องถิ่นของตัวเอง คุณตาเป็นผู้นำในขณะนั้น เพราะเป็นคหบดีจึงมีความพร้อมที่สุด แล้วท่านก็เสียสละทำงานเพื่อกลุ่มจริงๆ ท่านจึงเป็นรูปแบบที่ดี ของพวกหลานๆ สมัยหนุ่มๆ ท่านหล่อเข้มเหมือนฉัตรชัย เปล่งพานิชเลย
        ตอนเลือกเรียนปริญญาเอกด้านการสื่อสารระหว่างวัฒนธรรมนี้ เนื่องมาจากสนใจเรื่องสันติภาพ เพราะมองเห็นว่าทำไมคนเรา ไม่รักกัน ไม่อยู่กันอย่างสงบกลมเกลียว เริ่มตั้งแต่สร้างโลกสร้างศาสนา พระเยซูถูกตรึงกางเขน พระพุทธเจ้าต้องไปปลีกวิเวก คานธีออกแสวงหาสันติ เราเห็นข่าวปาเลสไตน์รบกับเยรูซาเล็มมาตั้งแต่เด็ก แล้วยังเห็นมาตลอด เกิดสงครามโลกถึง 2 ครั้ง ทำให้สนใจอยากเรียนรู้วิธีอยู่ร่วมกันอย่างสันติ"
        จากแรงดลใจดังกล่าวทำให้เธอเลือกดำเนินชีวิตเป็นนักสื่อสารระหว่างวัฒนธรรมระดับชาติมาจนทุกวันนี้ ซึ่งรับทำงานแบบอิสระ และเป็นกลาง ไม่สังกัดค่ายใด ด้วยเชื่อว่าแนวทางนี้ช่วยให้เธอนำความรู้ที่ร่ำเรียนมา เป็นเสมือนตะเกียงส่องแสงสว่างได้ในทุกมุมมืด ของอวิชชา โดยไม่มีกำแพงความเป็นสถาบันมากางกั้น

สันติธรรมสำคัญที่ใจทุกคน
         ดร.พิมพ์อุไรให้นิยามสันติภาพในมุมมองของเธอ พร้อมกับเสนอแนวทางแห่งสันติตามหลักวิชาว่า
         "แท้จริงสันติภาพมีอยู่โดยตลอดเวลา และในทุกที่ มันอยู่ในใจของเรานั่นแหละ แม้แต่คนที่ไปก่อเรื่องก็ตาม แต่เขาไม่ได้ดึงออกมา ใช้ต่างหาก สันติภาพมีที่อยู่ของมันอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องบอกว่าไปก่อสงครามแล้วยุติลง จึงจะเกิดสันติภาพ"
         เธออธิบายว่า คนเรานั้นอยู่ร่วมกันภายใต้บริบททางวัฒนธรรม ซึ่งเกิดขึ้นจากการที่มนุษย์เห็นด้วยกัน จึงมาอยู่ร่วมกัน แต่ความไร้สันติเกิดขึ้นได้จากการที่มนุษย์ไม่เห็นพ้องไปด้วยกัน เกิดความไม่ลงรอยในปัจจัยทางวัฒนธรรม 5 ข้อ ได้แก่

  1. ค่านิยม หมายถึง 'ฉันมีแนวความคิดแบบนี้' การที่คนเรามีแนวความคิดแบบหนึ่งเกิดเป็นค่านิยม ค่านิยมที่แข็งแกร่งแต่ละเรื่อง ก่อให้เกิดความเชื่อ ค่านิยมที่แข็งแกร่งมากที่สุดก็คือ ศาสนา ซึ่งศาสนาก็แยกละเอียดออกเป็นกฎหมายและการปกครอง ค่านิยมกลายเป็นตัวตัดสินความถูก-ผิด
  2. ความเชื่อ หมายถึง 'คิดอย่างฉัน...ฉันถูก' คนเราถ้ามีความเชื่อตรงกัน ก็อยู่ร่วมกันอย่างสันติ ถ้ามีความเชื่อไม่ตรงกันก็ทะเลาะกัน
  3. การมองโลก หรือโลกทัศน์ ความเชื่อเป็นตัวทำให้เรามองโลกตรงกันหรือไม่ตรงกันกับคนอื่น ถ้าค่านิยมมีลักษณะปิด แล้วแข็งแกร่งมาก จะมีโลกทัศน์ที่ไม่ยอมรับผู้อื่น
  4. ประสบการณ์ร่วมกัน เป็นเรื่องของอดีตสานต่อปัจจุบัน ก่อให้เกิดหนทางของพฤติกรรมที่จะเกิดขึ้นต่อไป เช่น เสรีไทยมาทำเรื่อง เดียวกัน เข้าใจเรื่องเดียวกัน เกิดแนวทางร่วมกัน กลายเป็นพฤติกรรมปรากฏให้เห็น
  5.  ก่อเกิดพฤติกรรม ซึ่งเป็นสิ่งร่วมกันของอดีต ปัจจุบัน และนำไปสู่สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต

        โดยธรรมชาติแล้ว หน้าที่ของมนุษย์ในแต่ละวัฒนธรรม คือ สร้าง รักษา และสานต่อ จะเห็นว่าวัฒนธรรมที่มีความแตกต่างกันสูงทั้ง 5 เรื่องพร้อมกัน เกิดความไม่ลงรอยกันเป็นลูกโซ่ จะนำไปสู่ความแตกแยก แล้วพูดกันไม่รู้เรื่องเพราะทำอะไรไม่ตรงกัน โดยเริ่มจาก คนกลุ่มหนึ่งเป็นแกนนำ แล้วคนอื่นๆ ที่มุ่งมองเห็นผลประโยชน์หรือมีกิเลสเป็นตัวตัดสินใจ ทำให้ความขัดแย้งนั้นขยายวง กลุ่มเสรีไทย ก็ทำนองเดียวกัน มีความเชื่อร่วมกันทางบวกในกลุ่มที่เห็นพ้องกันก่อน แล้วยอมตาย เพื่อต่อต้านพวกบ้าอำนาจ โดยใช้สติปัญญา มีความเป็นมนุษย์ ทำให้เกิดสันติได้ เป็นสัญชาติญาณดิบที่ได้รับการขัดเกลาแล้ว
         สงครามหรือความขัดแย้งเกิดขึ้นได้ทุกระดับความสัมพันธ์ เช่น นักวิชาการหรือนักบริหารทะเลาะกัน เพราะเชื่อว่าวิชาที่ฉันร่ำเรียน มาถูกต้อง ก็ตีกันเพราะเชื่อว่า 'ฉันถูก' นำไปสู่การมองโลกผิด ถ้าคนนั้นมีอำนาจก็จะบังคับให้คนอื่นเชื่อตามตัวเอง
        การสื่อสารให้เกิดสันติภาพ ก็ต้องเริ่มที่ใจ สื่อสารให้คนมีจิตสำนึกของความเป็นคนและมีเหตุผล จะทำให้การสื่อสารตรงกันได้ ต้องหาปมหลักของความขัดแย้งก่อนว่าคืออะไร ใช้ความคิดหรือความรู้สึกในภาวะนั้นอย่างไร เช่น มุสลิมสร้างความเป็นตัวตนของเขาขึ้นมา แต่คนอีกวัฒนธรรมไม่ยอมรับ จึงมองเขาเป็นผู้ร้ายและหาเหตุใช้ความรุนแรง ทางออก คือ มองแบบที่เขาเป็น เรียนรู้โลกของเขา เราทำให้เขาเป็นเราไม่ได้ การมองแบบนี้ไม่ง่าย เพราะมนุษย์ชอบทางลัด มองทุกอย่างเหมือนกัน ไม่แยกแยะรายละเอียด และชอบเข้าข้างตัวเอง
        "ปัจจุบันเราไม่มีต้นแบบที่ดีในสายตาของเด็ก ผู้ใหญ่ไม่ทำตัวให้เด็กศรัทธา เราสร้างต้นแบบว่าคนร่ำรวยทำนั้นที่หมายถึง ความสำเร็จ ทำให้เด็กโตขึ้นอยากร่ำรวย แต่ความจริงขบวนการเสรีไทยเป็นแม่แบบที่น่าภูมิใจซึ่งเคยเกิดขึ้นแล้ว คุณต้องจริงใจ กับสิ่งที่จะสื่อสาร โดยไม่หวังคำชม แล้วลงมือทำจริง ไม่หวังผลประโยชน์เฉพาะหน้า เสียสละประโยชน์สุขส่วนตน ไม่เข้าข้างตนเอง สันติภาพจึงเกิดขึ้น ไม่ต้องอธิบายเพราะรู้กันอยู่แก่ใจ พฤติกรรมบอกอยู่แล้ว เป็นเรื่องของจิตสำนึก ต้องมีสติและความรู้สึก ของความเป็นมนุษย์ ในกรอบที่เหมาะสม เป็นขบวนการที่ไม่หยุดนิ่ง ไม่มีสิ้นสุด"


หากต้องการทราบเรื่องราวของสันติภาพและขบวนการเสรีไทยอย่างลึกซึ้ง เชิญค้นคว้าเพิ่มเติมได้ที่
ห้องสมุด สถาบันปรีดี พนมยงค์
หรือที่อาคารเสรีไทยอนุสรณ์ เขตบึงกุ่ม
โดยขอเชิญร่วมกิจกรรมในวันที่ 16 สิงหาคมนี้
ติดต่อที่ คุณสินธุ์สวัสดิ์ ยอดบางเตย
โทร. 0-2381-3860-1