เลี้ยงลูกถูกวิธี วัยแรกเริ่ม วัยหลักของชีวิต |
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| (อ้างอิง) | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
1. รู้จักลูกวัยแรกเริ่มระยะตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ถึงอายุ 5 ปี เป็นช่วงเวลาสำคัญที่สุด ของการสร้างรากฐาน ชีวิตจิตใจของมนุษย์ เพราะร่างกายเติบโตเร็ว โดยเฉพาะสมอง เจริญเติบโตสูงสุด ในช่วงนี้เท่านั้น เด็กมีความรู้สึก รับรู้สัมผัสทั้งรูป รส กลิ่น เสียง กายสัมผัส และยังเลียนแบบอย่าง ตั้งแต่แรกเกิด เด็กเล็กๆ เรียนรู้จากประสบการณ์ การเลี้ยงดู และภาวะแวดล้อม ได้เร็ว และฝังลึกในจิตใจ การเลี้ยงดูเด็กวัยนี้ จึงส่งผล ทั้งที่เป็นคุณและโทษ แก่ชีวิตได้ ในระยะยาว เด็กในวัยแรกเริ่มนี้ จะมีชีวิตรอด และเติบโตได้ ก็ด้วยการพึ่งพาพ่อแม่ และผู้ใหญ่ ที่ช่วยเลี้ยงดู และปกป้องจากอันตราย หากผู้ใหญ่ ให้ความรักเอาใจใส่ ใกล้ชิด อบรมเลี้ยงดู โดยเข้าใจลูก พร้อมจะตอบสนอง ความต้องการพื้นฐานของลูก ที่เปลี่ยนตามวัย ได้อย่างเหมาะสม ให้สมดุลกัน ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สติปัญญา และสังคมแล้ว ลูกก็จะเติบโต แข็งแรง แจ่มใส มีความมั่นคงทางใจ รู้ภาษา ใฝ่รู้และใฝ่ดี พร้อมที่จะพัฒนาตนเอง ในขั้นต่อไป ให้เป็นคนเก่ง คนดี อยู่ในสังคมอย่างเป็นสุข และมีประโยชน์ 2. เตรียมตัวเป็นพ่อแม่ที่ดี สำหรับลูกวัยแรกเริ่ม2.1 เตรียมพร้อมก่อนมีลูก2.1.1 มีความพร้อมทั้งกาย ใจ และสังคม"พร้อม" ในที่นี้หมายความว่า ผู้ที่จะเป็นพ่อแม่ จะต้องพร้อมทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ และสังคม ความพร้อมทางร่างกาย ก็คือ จะต้องมีอายุ ไม่ต่ำกว่า 18 ปี มีสุขภาพแข็งแรง ทั้งกายและใจ ไม่เป็นโรค ที่ถ่ายทอดไปถึงลูก โดยช่วงอายุที่เหมาะสม ของฝ่ายหญิง ที่จะตั้งครรภ์ คือ 20 - 35 ปี ส่วนการวางแผน สำหรับการมีลูก คนต่อไปนั้น ควรจะห่างกัน อย่างน้อย 2 ปี เพื่อสุขภาพของทั้งแม่ และลูก พ่อแม่จะได้มีเวลา เลี้ยงดูลูกแต่ละคน อย่างเต็มที่ ส่วนความพร้อมทางจิตใจนั้น หมายถึง ความต้องการมีลูกจริงๆ และตั้งใจจะเลี้ยงดูเขา ด้วยความรัก เอาใจใส่ อดทน และเสียสละ มีความรู้เกี่ยวกับ การเลี้ยงดูเด็ก พอสมควร เพื่อที่จะเข้าใจ ธรรมชาติของเด็ก สามารถแก้ไขปัญหาพื้นฐานได้ และไม่เครียดกับการเลี้ยงลูก จนเกินไป ความพร้อมทางสังคม หมายถึง ควรจะอยู่ในสถานภาพ มีเวลาและมีรายได้พอเพียง ที่จะดูแลรับผิดชอบชีวิตหนึ่ง ที่เพิ่มขึ้นมาในครอบครัว 2.1.2 ตรวจร่างกายและตรวจเลือดการตรวจนี้ จะทำให้รู้ว่า ทั้งคู่หรือคนใดคนหนึ่ง มีโรคถ่ายทอด ทางพันธุกรรม หรือโรคติดเชื้อ ที่จะส่งผล มาถึงลูกหรือไม่ เพื่อจะได้ป้องกันเสียก่อน เช่น โรคโลหิตจาง ธาลัสซีเมีย และโรคติดเชื้อ ทางเพศสัมพันธ์ เช่น ซิฟิลิส ตับอักเสบบี และเอดส์ เพื่อป้องกันไม่ให้ลูก มีความพิการแต่กำเนิด จากโรคหัดเยอรมัน ถ้าฝ่ายหญิง ไม่เคยเป็นหัดเยอรมัน หรือไม่เคยได้รับวัคซีนมาก่อน ก็ควรไปรับวัคซีนป้องกัน หัดเยอรมัน ก่อนการตั้งครรภ์ อย่างน้อย 3 เดือน 2.1.3 จดทะเบียนสมรสตามกฎหมายควรจดทะเบียนสมรส ก่อนที่จะมีลูก เพราะหากพ่อแม่ ไม่จดทะเบียนสมรส ลูกที่เกิดมาจะเป็นเพียง "บุครโดยชอบด้วยกฎหมาย ของมารดา" แต่เป็น "บุตรนอกกฎหมายของบิดา" ซึ่งจะทำให้มีปัญหายุ่งยาก ทางกฎหมายตามมา ในเวลาข้างหน้า รวมทั้งอาจทำให้เกิด ปัญหาสังคมได้อีกด้วย 2.2 ดูแลในระยะตั้งครรภ์และให้นมลูกการดูแลที่ดีตั้งแต่ตั้งครรภ์ เป็นหน้าที่ของทั้งพ่อและแม่ ที่จะช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เพื่อความรู้สึกที่ดี และสัมพันธภาพ ระหว่างพ่อ-แม่-ลูก ที่จะเริ่มต้น ตั้งแต่บัดนั้น 2.2.1 ฝากครรภ์แต่เนิ่นๆพ่อควรจะรีบพาแม่ ไปฝากครรภ์ ตั้งแต่เริ่มรู้ว่าตั้งครรภ์ และพาไปรับการตรวจ ตามกำหนดนัดจากแพทย์ หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข เพราะจะได้รับการดูแลสุขภาพ ตั้งแต่แรก ถ้ามีอาการที่อาจจะเป็นปัญหา เป็นอันตราย หรือที่เรียกว่า "ภาวะเสี่ยง" จะได้ระวังป้องกัน และให้ความช่วยเหลือ ได้ทันท่วงที ในกรณีที่พบ ความผิดปกติ ซึ่งจะเป็นการลดอันตราย จากการตั้งครรภ์ และการคลอดได้ การไปตรวจสุขภาพ ของแม่ตั้งครรภ์นั้น จะได้รับบริการ ดังนี้ 2.2.2 กินอาหารครบคุณค่าเพราะแม่มีลูกอยู่ในครรภ์อีกทั้งคน จึงต้องการอาหารเพิ่มขึ้น เพื่อสุขภาพของแม่เอง และเพื่อการเจริญเติบโตของลูกในครรภ์ รวมทั้งเพื่อเตรียมสร้างน้ำนม ให้เพียงพอ สำหรับการเลี้ยงดูลูกด้วย การกินอาหารให้ครบถ้วนนั้น จะต้องกินให้ครบ 5 หมู่ และน้ำหนักตัวของแม่ ควรจะเพิ่มขึ้น ประมาณ 10-12.5 กิโลกรัม ตลอดระยะการตั้งครรภ์ 2.2.3 อาหารสำหรับแม่ตั้งครรภ์ และให้นมลูก
2.3 ลูกเกิดรอด แม่ปลอดภัย2.3.1 คลอดกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในการคลอดแต่ละครั้ง แม่อาจจะมีความเสี่ยงต่ออันตรายบ้าง ไม่มากก็น้อย จึงจำเป็นต้องให้แพทย์ พยาบาล ผดุงครรภ์ หรือหมอตำแย ที่ได้รับการอบรมแล้ว เป็นผู้ทำคลอดให้ อย่างถูกวิธี สะอาดและปลอดภัย พร้อมทั้งตรวจหา ความผิดปกติ และแก้ไขปัญหา ที่อาจเกิดขึ้น พ่อแม่ควรขอให้เจ้าหน้าที่ บันทึกวิธีการคลอด น้ำหนักแรกเกิดของลูก และสิ่งที่ตรวจพบ ลงในสมุดสุขภาพของลูก จะได้เป็นประวัติสุขภาพต่อไป 2.3.2 แม่-ลูกใกล้ชิดกันเร็วที่สุดแม่ควรจะได้เห็นหน้าลูก และใกล้ชิดกัน ตั้งแต่ในครึ่งชั่วโมงแรก หลังคลอด เพื่อสร้างความผูกพัน และควรให้ลูกได้เริ่มดูดนมแม่ โดยเร็วที่สุด เพื่อเป็นการตุ้นน้ำนม ให้หลั่งออกมาตามปกติ และควรให้ลูกได้ดูดน้ำนมช่วงแรก ซึ่งเป็นหัวน้ำนม สีเหลืองค่อนข้างใสด้วย เพราะมีคุณค่าทางอาหารสูง และมีภูมิต้านทางโรค หลายชนิด การได้รับสัมผัสโอบกอด จากแม่และดูดนมแม่ตั้งแต่ชั่วโมงแรก และบ่อยๆ ต่อเนื่องกัน ตามที่เด็กต้องการ จะเป็นการกระตุ้นพัฒนาการของเด็ก และสนองตอบความตื่นตัว ของระบบประสาทของเด็ก ซึ่งมีคุณค่ามากที่สุด ส่วนพ่อ ก็ควรมีส่วนร่วมตั้งแต่แรกเริ่ม โดยสนใจดูแลใกล้ชิด และให้กำลังใจแก่แม่ ช่วยดูแลให้แม่ ได้กินอาหารที่มีประโยชน์ และพักผ่อนเพียงพอ ช่วยแบ่งเบา ภาระอื่น ของแม่ เพื่อให้แม่ได้พักฟื้น และมีเวลาเลี้ยงลูก ได้อย่างเต็มที่ 2.3.3 แจ้งเกิดลูกภายใน 15 วันเพราะเด็กทุกคน เป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าที่สุด ของประเทศชาติ เด็กทุกคนมีสิทธิตามกฎหมาย ที่จะมีชื่อ นามสกุล และสัญชาติ พ่อแม่ จึงต้องไปแจ้งการเกิดของลูก ต่อนายทะเบียนท้องที่ ณ เขต หรืออำเภอที่เกิด หรือที่อื่นที่แจ้งได้ภายใน 15 วัน นับแต่ลูกเกิด ทั้งนี้ไม่ว่าจะเกิดที่บ้าน หรือที่โรงพยาบาลก็ตาม 3. เลี้ยงลูกให้เติบโตและปลอดภัย3.1 อาหารการกิน3.1.1 นมแม่ดีที่สุด แม่ที่เลี้ยงลูก ด้วยนมแม่ ควรกินอาหารที่มีคุณค่า ครบถ้วนเพียงพอทุกวัน เพื่อสร้างน้ำนมให้ลูก เพราะนมแม่มีประโยชน์ต่อลูกมาก ถึงลูกจะได้รับอาหารอื่น เพิ่มขึ้นแล้ว ก็ควรให้ลูกกินนมแม่ต่อไป เท่าที่จะทำได้ หรือถึง 18 เดือน การให้นม แม่ควรจะอุ้ม มองหน้าสบตา คุยด้วย หลังให้นม ควรอุ้มยกตัวเด็กขึ้นสักครู่ เพื่อให้เรอ จะช่วยให้ท้องไม่อืด และไม่แหวะนมง่าย 3.1.2 เมื่อไม่สามารถเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ถ้ามีเหตุจำเป็น ที่ทำให้เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ไม่ได้ แม้จะได้ปรึกษาหมอ และพยาบาลแล้ว อย่ากังวลหรือเสียใจ จนเกินไป ควรให้นมผสม ที่เหมาะสมแก่ลูก โดยเลือกประเภท นมผงดัดแปลง สำหรับทารก ตามอายุ เช่น อายุก่อน 6 เดือน และนมผงดัดแปลง สูตรต่อเนื่อง สำหรับอายุ 6 เดือน ถึง 3 ปี เป็นต้น ซึ่งต้องผสมนม ให้ถูกส่วน ตามฉลาก และต้องรักษาความสะอาด อย่างเคร่งครัด โดยต้มจุกและขวดนม ในน้ำสะอาด จนเดือด นาน 10 นาที หรือนึ่งนาน 25 นาที ก่อนใช้ทุกครั้ง เวลาให้นมลูก ควรอุ้มขึ้นมาแนบตัว เหมือนท่าทาง การให้นมแม่ เพื่อความอบอุ่น เพิ่มความใกล้ชิดผูกพันกัน ไม่ควรปล่อยขวดนมคาปาก ให้ลูกดูดโดยลำพัง เพราะลูกอาจสำลักได้ และไม่ควรให้ลูกดูดขวดนม จนหลับคาขวด เพราะจะทำให้ติดนิสัย เป็นสาเหตุให้ฟันผุได้ เมื่อฟันขึ้น ข้อควรระวัง ห้ามใช้นมข้นหวานเลี้ยงทารก และเด็กเล็กโดยเด็ดขาด 3.1.3 อาหารตามวัยในช่วง 3 เดือนแรก แม่ควรให้ลูกกินนมแม่อย่างเดียว ตลอด 3 เดือน อย่าให้ข้าวหรือกล้วย แก่ลูกก่อนอายุ 3 เดือน เพราะใน 3 เดือนแรก กระเพาะของเด็ก ยังไม่พร้อม สำหรับการย่อยอาหารอื่น นอกจากนม เมื่อลูกอายุ 4 เดือน ขึ้นไป ลูกจะต้องการอาหารมากขึ้น ทั้งปริมาณ และชนิดอาหาร เพื่อการเจริญเติบโตของร่างกาย ที่เพิ่มขึ้น นอกจากจะให้ลูกดื่มนมแม่ ต่อไปเรื่อยๆ ให้นานที่สุดแล้ว พ่อแม่ควรเริ่มหัดให้ลูก ได้กินอาหารอื่น ที่เหมาะสมตามวัย ให้สอดคล้องกับความต้องการ และฝึกให้ลูก ได้พัฒนาการเคี้ยว การกลืน อีกด้วย การให้อาหาร ควรป้อนทีละน้อย ค่อยๆ เพิ่มชนิด และปริมาณ ระยะแรก บดให้ละเอีย ดและเหลว ต่อมา บดให้พยาบขึ้น เมื่ออายุ 7-8 เดือน เพื่อฝึกให้ลูก ใช้ฟันบดเคี้ยว พอลูกอายุ 1-2 ขวบ สอนให้ลูก หัดดื่มนมจากแก้ว หยิบ หรือตักอาหารกิน ด้วยตนเอง และให้กินอาหาร ร่วมสำรับกับครอบครัว 3.1.4 แนวทางการให้อาหารตามวัย มีดังนี้อายุ 4 เดือน เริ่มให้ข้าวต้ม หรือข้าวสุก บดละเอียด ผสมน้ำแกงจืด และไข่แดงต้มสุก หนึ่งในสี่ฟอง ที่บดละเอียดแล้ว เริ่มป้อนให้ลูก วันละ 1-2 ช้อนโต๊ะ อาจสลับ หรือเพิ่มกล้วยน้ำว้าสุกบดหรือครูด มะละกอสุกครูดหรือบด 1-2 ช้อนโต๊ะ และค่อยๆ เพิ่มปริมาณขึ้น วันละเล็กวันละน้อย อายุ 5-6 เดือน นอกจากไข่แดงต้มสุกแล้ว ควรเริ่มให้ลูกได้รับเนื้อปลา และเนื้อสัตว์อื่นๆ เช่น ไก่ หมู เนื้อวัว รวมทั้งตับสัตว์ ซึ่งสับหรือบดละเอียด ปรุงสุก คลุกเคล้ากับข้าวบด โดยไม่ต้องปรุงแต่งรส ควรเพิ่มผักบางชนิด ทั้งผักใบเขียว หรือผักสีเหลือง เช่น ผักตำลึง ผักบุ้ง ผักกาดขาว ฟักทอง ถั่วต้ม ซึ่งปรุงสุก เปื่อยนิ่มและบดละเอียด เมื่อลูกอายุ 6 เดือน ควรให้อาหารเหล่านี้ประมาณ 1/2 - 1 ถ้วย คือ 8 - 16 ช้อนโต๊ะ เป็นอาหารหลักแทนนมแม่ได้ 1 มื้อ อายุ 7 เดือนขึ้นไป ถึง 1 ขวบปี ควรเพิ่มความหลากหลาย ของชนิดอาหาร ทั้งเนื้อสัตว์ ไข่ ตับ ปลา ถั่ว เต้าหู้ และผัก ให้มากขึ้น เพิ่มปริมาณ จนเป็นอาหารหลัก แทนนมได้ 2-3 มื้อ โดยมีสัดส่วน ข้าวหรืออาหารแป้ง 3-4 ส่วน ต่อเนื้อสัตว์ 1 ส่วน และผัก 2-3 ส่วน ก็จะได้คุณค่าทางอาหารพอเหมาะ สำหรับลูกวัยนี้ และค่อยๆ ฝึกให้เด็กหัดเคี้ยว และกลืนอาหาร โดยตัดเป็นชิ้นเล็ก ทำให้สุกอ่อนนุ่มและบด พอหยาบๆ 3.1.5 อาหารทารก ใน 1 วัน
3.1.6 อาหารสำหรับเด็กอายุ 1-5 ปี ใน 1 วัน
3.2 เล่น ออกกำลังกาย และพักผ่อน3.2.1 เล่นและออกกำลังพ่อแม่ควรจัดเวลา และสถานที่ เพื่อให้ลูกได้เคลื่อนไหว ออกกำลังกาย และเล่นได้ อย่างปลอดภัย ลูกควรมีเวลา คืบคลาน เกาะเดิน หรือวิ่งเล่น และได้ออกกำลังกาย ในที่โล่งกว้างและปลอดภัย เพราะการเล่นมีความสำคัญ สำหรับเด็กทุกคน ทุกวัย ลูกจะเรียนรู้ได้มาก จากการเล่น จะสนุกสนาน กับการค้นพบสิ่งใหม่ๆ จากการเล่น กับคนที่เขาเล่นด้วย ได้แสดงออก ได้เล่น เลียนแบบท่าทาง และเสียงอย่าง "จ๊ะเอ๋" จับปูดำ วิ่งไล่จับ กระโดดขาเดียว เล่นขายของ เล่นของเล่น หรือเล่นของใช้ในบ้าน ที่ไม่เป็นอันตราย ฯลฯ พ่อแม่ควรเล่นกับลูก จัดหาของ และเครื่องเล่น ที่น่าสนใจ เหมาะสมกับวัย และความสามารถ ให้ลูกได้สนุก กับการเรียนรู้ ด้วยการเล่น อย่างปลอดภัย หากเห็นว่า ลูกแจ่มใส ร่าเริง มีความสุข และเพลิดเพลิน แสดงว่า การเล่น และออกกำลังกายของลูก อยู่ในระดับพอดี ซึ่งจะเกิดผลดี ทำให้เด็ก คล่องแคล่ว กระฉับกระเฉง กล้ามเนื้อแข็งแรง ฝึกความคิดสร้างสรรค์ และเรียนรู้การแก้ไขปัญหา ได้ดี 3.2.2 ข้อควรระวัง* ห้ามเล่น ไม้ขีดไฟ ของมีคม สารพิษ สัตว์มีพิษ และปลั๊กไฟ 3.2.3 การพักผ่อนเป็นเรื่องสำคัญเด็กๆ ควรจะได้นอนหลับพักผ่อน อย่างเพียงพอ เพราะเด็กที่นอนหลับไม่พอ จะโตช้า และมีปัญหาด้านการเรียนรู้ และอารมณ์หงุดหวิดได้ หลังจากการเล่น และออกกำลังกายแล้ว ควรมีเวลาพักผ่อน อย่างเหมาะสม ในที่ที่สงบ และอากาศถ่ายเทได้ดี และต้องระวัง ไม่ให้ยุงกัดลูก 3.2.4 ช่วงเวลานอนหลับตามอายุ
3.2.5 ดูแลฟันน้ำนมฟันน้ำนมเริ่มขึ้น เมื่ออายุ 6-8 เดือน จนครบ 20 ปี เมื่ออายุ 2 ปีครึ่ง
จะเริ่มหลุด เมื่ออายุ 6 ปี เมื่อฟันแท้เริ่มขึ้น ฟันน้ำนมมีประโยชน์ ในการเคี้ยวอาหาร
ช่วยให้ฟันแท้ ขึ้นถูกตำแหน่ง ไม่เก ช้อนกัน และช่วยให้เด็กพูดชัด พ่อแม่ควรดูแลรักษา ฟันน้ำนมของลูก โดยให้กินน้ำหลังนมผสม หรือมื้ออาหาร ทำความสะอาดโดยใช้ผ้ าหรือสำลีชุบน้ำ เช็ดฟันหลังอาหาร ให้ลูกเล็กๆ ก่อนอายุ 2-3 ปี เมื่อลูกโตพอจะแปรงฟันได้เอง ควรสอนวิธีแปรงฟันที่ถูกต้อง และช่วยดูแลการแปรงฟัน ทุกครั้งหลังอาหาร หรืออย่างน้อย วันละ 2 ครั้ง ลดการกินของหวาน ที่เหนียวติดฟัน และห้ามการนอนดูดขวดนม ควรให้เด็กกินอาหารตามวัย เพื่อพัฒนาการเคี้ยวการกลืน จะช่วยให้ฟัน เหงือก และขากรรไกร แข็งแรงด้วย 3.3 ติดตามการเติบโตและพัฒนาการ3.3.1 หมั่นตรวจสอบน้ำหนักและส่วนสูงตั้งแต่แรกเกิด จนถึงอายุ 5 ปี ลูกจะเติบโต อย่างรวดเร็วมาก พ่อแม่ควรติดตาม ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง ของลูกทุกๆ 3 เดือน จดลงในสมุดบันทึกสุขภาพ และจุดลงในกราฟมาตรฐานด้วย เมื่อพาลูกไปรับบริการ ตรวจสุขภาพ และรับวัคซีน ควรนำสมุดบันทึกสุขภาพของลูก ไปด้วยทุกครั้ง หากมีข้อสงสัย ควรถามเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ขอให้ช่วยบันทึกให้ และจุดลงในกราฟมาตรฐาน พร้อมทั้งแปลผล เพื่อดูว่าลูกมีการเจริญเติบโต ดีหรือไม่ หากมีปัญหา จะได้ปรึกษาหาทางแก้ไข ก่อนที่ร่างกายของลูก จะแคระแกร็น เลี้ยงไม่โต 3.3.2 มาตรฐานการเติบโตของเด็ก ตั้งแต่แรกเกิด - 6 ปี โดยเฉลี่ย
หมายเหตุ เด็กปกติอาจจะมีการเติบโตแตกต่างจากค่าเฉลี่ยนี้ได้บ้างเล็กน้อย 3.3.3 ติตตามสังเกตพัฒนาการของลูกพ่อแม่สามารถติดตามสังเกตพฤติกรรม พัฒนาการของลูกใน ด้านต่างๆ ได้แก่ ความสามารถ ด้านการเคลื่อนไหวร่างกาย การใช้ตาและมือประสานกัน ทำสิ่งต่างๆ การสื่อภาษา อารมณ์ สังคมของลูกวัยต่างๆ เพื่อจะได้เข้าใจธรรมชาติ และความรู้สึกนึกคิดของลูก แต่ละคน แต่ละวัย พ่อแม่จะได้อบรมเลี้ยงดู และจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม เป็นการให้โอกาสลูก ได้เรียนรู้ เล่น และฝึกฝน ทำสิ่งต่างๆ ตลอดจนแสดงออกได้ ตามความสามารถ พร้อมที่จะพัฒนาขึ้นต่อๆ ไป เป็นการช่วยให้ลูก มีความคิดสร้างสรรค์ และเชื่อมั่นในตัวเองอีกด้วย หากถึงอายุที่ควรทำได้ แต่ลูกยังทำไม่ได้ พ่อแม่ควรให้โอกาส โดยฝึกให้ก่อน แต่ถ้าลูกไม่มีความก้าวหน้า ใน 1 เดือน ควรปรึกษาหมอ หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข พ่อแม่ควรบันทึก ความสามารถของลูก ตามตารางต่อไปนี้ 3.3.4 พัฒนาการของเด็กตามวัย
3.4 รับบริการตรวจสุขภาพและวัคซีนป้องกันโรคเด็กทุกคน ควรจะได้รับการตรวจสุขภาพ และรับวัคซีน สร้างภูมิคุ้มกันโรค ที่สถานพยาบาล เป็นระยะๆ ตามตารางในหน้าถัดไป เพื่อให้เด็กเติบโตขึ้น อย่างมีคุณภาพ ปลอดภัยจากโรคติดต่อ และอุบัติเหตุ และยังช่วยให้พ่อแม ่สามารถอบรมเลี้ยงดูลูก ได้อย่างเหมาะสม พ่อแม่ควรนำสมุดสุขภาพเด็ก มาด้วยทุกครั้ง เมื่อพาลูกไปรับการตรวจสุขภาพแล้ว พ่อแม่ควรจะได้รู้ว่า 1. ลูกเติบโตปกติหรือไม่ บันทึกลงในสมุดสุขภาพหรือยัง ตามปกติ เด็กควรได้รับการตรวจสุขภาพ เมื่อแรกเกิด อายุ 2, 4, 6, 9, และ 12 เดือน ทุก 6 เดือน จนถึงอายุ 3 ปี และทุกปี หลังจากนั้น 3.4.1 ตารางการรับวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันโรค
เด็กที่เข้ารับบริการ ในศูนย์พัฒนาเด็ก หรือโรงเรียนอนุบาล อาจได้รับบริการตรวจสุขภาพที่นั่น พ่อแม่และผู้ดูแลเด็ก ควรจะติดตาม และให้ครูช่วยเติม ในสมุดบันทึกสุขภาพ ประจำตัวเด็ก เพื่อที่จะได้รู้ว่า ลูกได้รับวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกัน อะไรบ้าง เด็กที่ไม่ได้รับวัคซีนป้องกันโรค อย่างครบชุด อาจจะป่วย พิการ หรือตาย จากโรคติดต่อ ที่ป้องกันได้ วัคซีนบางชนิด จำเป็นต้องให้จนครบชุด จึงจะมีผลต่อการสร้างภูมิคุ้มกันโรค พ่อแม่และผู้เลี้ยงดูเด็ก จึงควรพาลูกไปตามนัดทุกครั้ง ถ้าหากไม่สามารถไปตามนัดได้ ควรพาลูกไปรับวัคซีน ในภายหลัง จนครบ 3.5 ดูแลรักษาเมื่อเจ็บป่วยทารกและเด็กเล็กๆ มีขนาดร่างกายเล็ก และมีความต้านทานโรค น้อยกว่าผู้ใหญ่ ทั้งยังไม่อาจจะบอก อาการผิดปกติของตัวเอง ได้อย่างชัดเจน ดังนั้น พ่อแม่หรือผู้ดูแลเด็ก ต้องสังเกตท่าทางการกิน การขับถ่าย และอาการแสดงออก ที่ต่างไปจากเดิม เพื่อจะได้รู้สึกความผิดปกติ ตั้งแต่แรกเริ่ม นอกจากนั้น พ่อแม่จำเป็นต้อง มีความรู้เบี้องต้น เกี่ยวกับการปฐมพยาบาล จะได้ดูแลลูก เมื่อเจ็บป่วยเองได้ เช่น อุจจาระร่วง ตัวร้อนเป็นไข้ เป็นหวัด ไอ และลมชัก ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพอนามัยเหล่านี้ หาได้จากโรงพยาบาล ศูนย์สาธารณสุข สถานีอนามัย หรือจากสื่อสุขศึกษา เช่น โทรทัศน์ วิทยุ สิ่งพิมพ์ต่างๆ เมื่อสงสัยว่าลูกมีอาการผิดปกติ มีการเจริญเติบโต หรือมีความสามารถทำสิ่งต่างๆ ที่ไม่เหมาะสมกับอายุ ควรปรึกษาแพทย์ หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข เพื่อจะได้ตรวจให้รู้แน่ และรับการบำบัดฟื้นฟู อย่างถูกวิธีต่อไป ส่วนเด็กที่มีความพิการ หรือพัฒนาการล่าช้า ด้วยสาเหตุต่างๆ หากได้รับการตรวจพบแต่เนิ่นๆ จะมีทางบำบัดแก้ไข ให้มีความสามารถดีขึ้นได้ โดยเฉพาะภายในขวบปีแรกๆ ซึ่งสมองยังเจริญเติบโตอยู่ หากรอช้าเกินไปแล้ว ไปรับการรักษามักไม่ได้ผลดี เพราะการกระตุ้นบำบัดแก้ไข ต้องเริ่มตั้งแต่ยังเล็ก ก่อนจะมีความพิการถาวร 3.5.1 การดูแลรักษาเมื่อลูกมีอาการเจ็บป่วย3.6 อย่าประมาทกับอาการผิดปกติของลูกพ่อแม่ผู้เลี้ยงดูควรจะเข้าใจว่า การเจ็บไข้ได้ป่วยในเด็กนั้น อาจเกิดขึ้นได้ แม้จะเอาใจใส่เลี้ยงดูอย่างดี และไม่ควรตื่นตกใจ จนเกินกว่าเหตุ อย่างไรก็ตาม ไม่ควรประมาท ชะล่าใจจนเกินไป โดยเฉพาะในทารกและเด็กเล็ก ที่ยังบอกไม่ได้ว่ารู้สึกอย่างไร อธิบายอาการไม่ถูก พ่อแม่ จึงควรเอาใจใส่ ดูแลลูกอย่างใกล้ชิด สังเกตพฤติกรรม และความผิดปกติ ที่อาจเกิดขึ้นได้ เมื่อพบว่าลูกมีอาการผิดปกติ อาจเจ็บป่วย ควรดูแลเบี้องต้น อย่างถูกวิธี พาไปหาหมอ และให้ความร่วมมือ ในการดูแลรักษา ควรให้ความอบอุ่น ปลอบประโลมเด็ก ไม่ให้หวาดกลัว ให้กินอาหาร น้ำ และยา ตามคำแนะนำ หากมีปัญหาที่สงสัยว่า อาจเป็นอันตรายเร่งด่วน ได้แก่ หายใจลำบาก ชัก ซึม กินไม่ถ่าย ถ่ายหรืออาเจียนมาก มีเลือดออก บาดเจ็บ หรือมีอุบัติภัยต่าง ควรรีบพาไปหาหมอ โดยด่วน 3.7 จัดสภาพบ้านและสิ่งแวดล้อมเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีสิ่งที่พ่อแม่และผู้ดูแลเด็ก ต้องคำนึงถึง ได้แก่ พื้นที่อยู่อาศัย ซึ่งจะต้องมีการระบายอากาศที่ดี แสงสว่างพอเหมาะ มีความสะอาด และถูกสุขลักษณะ คือ มีน้ำสะอาด สำหรับดื่ม และใช้สอย มีการกำจัดขยะ และสิ่งสกปรกต่างๆ อย่างเหมาะสม สภาพแวดล้อมปลอดภัย ไม่เป็นพิษ โดยเฉพาะจากสารตะกั่ว จากเสียงดังมากๆ จากอากาศเสีย ตลอดจนควันและฝุ่นละออง ที่มีมากเกินมาตรฐาน ซึ่งทั้งหมดนี้ อาจจะเป็นเหตุให้ลูกเจ็บป่วย พิการหรือตายได้ นอกจากสิ่งแวดล้อมแล้ว พ่อแม่และผู้ดูแลเด็ก ต้องปกป้องลูก ไม่ให้ได้รับความรุนแรง ปกป้องจากอาชญากรรม และจากสื่อมวลชน ที่เผยแพร่เรื่องความก้าวร้าว หรือการยั่วยุทางเพศ ด้วยอีกทางหนึ่ง อุบัติเหตุ ทำให้ลูกบาดเจ็บ พิการหรือถึงตายได้ พ่อแม่และผู้ดูแลเด็ก ต้องไม่ประมาท ต้องดูแลให้ลูกอยู่ในสายตาเสมอ เพราะเด็กวัยนี้ ยังควบคุมตัวเองได้ไม่ดี อยากรู้อยากเห็นและซุกชน พ่อแม่จะต้องระวังป้องกัน อุบัติเหตุ และสารพิษ ในบ้านอยู่อาศัย ดูแลจัดบ้าน ที่เป็นอาคารสูง ให้มีทางหนีไฟ ติดตั้งที่กั้นประตู และบันได ในรถ จะต้องรัดเข็มขัดนิรภัย ใช้เก้าอี้เด็กในรถ ไม่อุ้มเด็กขณะขับรถ ไม่ให้เด็กจับพวงมาลัย ไม่ให้เด็กวัยนี้ ซ้อนมอเตอร์ไซค์ หรือจักรยาน ตลอดจนมีรั้ว รอบๆ บ่อ หรือสระน้ำ เป็นต้น 4. อบรมเลี้ยงดูให้ลูกเป็นคนดี มีคุณภาพ4.1 ส่งเสริมพัฒนาการอย่างสมดุลครบทุกด้านพ่อแม่ช่วยส่งเสริมให้ลูก เป็นคนดี คนเก่งของครอบครัวและสังคมได้ โดย 4.1.1 เอาใจใส่ให้เวลาพ่อแม่จำเป็นต้องให้เวลา และเอาใจใส่ลูกๆ อย่างสม่ำเสมอ เพื่อสร้างความผูกพันระหว่างกัน ความมั่นคงทางใจ มีความสำคัญมากต่อชีวิต และจิตใจของลูกๆ อาจจะเรียกได้ว่า เท่ากับอาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม การดูแลรักษายามเจ็บไข้ และการปกป้องจากอันตรายต่างๆ เด็กมองเห็น ได้ยิน รู้จักตอบสนองต่อรส กลิ่น และสัมผัสตั้งแต่แรกเกิด เรียนรู้ได้เร็วจากคนที่ใกล้ชิด จากประสบการณ์และการกระทำของตนเอง พ่อแม่จึงต้องให้เวลาอยู่ใกล้ชิด มองหน้าสบตายิ้มแย้ม สัมผัสอย่างอ่อนโยน พูดคุยโต้ตอบ เล่นด้วยกัน จัดสภาพแวดล้อมให้น่าสนใจและปลอดภัย ทำกิจกรรมต่างๆ กับลูกโดยคำนึงถึง ความสนใจ และความสามารถของลูก 4.1.2 เป็นตัวอย่างที่ดีแก่ลูกการอบรมเลี้ยงดูลูก ด้วยความรักความเมตตา ใช้เหตุผล อย่างเสมอต้นเสมอปลาย และพ่อแม่เป็นตัวอย่างที่ดีงาม จะช่วยให้ลูกมีจิตใจมั่นคง ไม่สับสน การฝึกให้ลูกเป็นคนรู้จักคิด มีน้ำใจ และคุณธรรม จะทำให้เขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ที่มีคุณภาพในอนาคต ส่วนเด็กที่ถูกละเลยทอดทิ้ง หรือถูกทำโทษรุนแรง จะมีปัญหาสุขภาพจิต และมีความประพฤติต่อต้านสังคม กลายเป็นเด็กเกเร ก้าวร้าวได้ พ่อแม่สามารถจูงใจให้ลูก มีความใฝ่รู้ กล้าแสดงความคิดเห็น และความรู้สึกอย่าง เหมาะสม ตามกาลเทศะ โดยให้ความสนใจ ในสิ่งที่ลูกกำลังทำ ตอบคำถามของลูกได้ ฝึกให้ลูกได้ ฝึกให้ลูกหัด สังเกตสิ่งต่างๆ รอบตัว ให้โอกาสลูกที่จะแสดงความรู้สึกนึกคิดของตน ซึ่งอาจจะแตกต่างกับความคิดของพ่อแม่ และให้ลูกได้มีโอกาสเรียนรู้ จากการลองถูกลองผิดบ้าง ในกรณีที่ไม่ทำให้เกิดความเสียหาย 4.1.3 สังเกตพัฒนาการตามวัยตามปกติเด็กวัยนี้ พัฒนาความสามารถด้านต่างๆ รวดเร็วมาก พ่อแม่และผู้ดูแลเด็ก จึงจำเป็นจะต้องติดตาม สังเกตพฤติกรรม และความรู้สึกนึกคิดของลูก ว่า เปลี่ยนแปลงไป ตามวัย เท่าที่ควรหรือไม่ โดยศึกษา และบันทึกลงสมุดบันทึกสุขภาพ ประจำตัวเด็ก ควรปรับเปลี่ยน วิธีการอบรมเลี้ยงดู ให้เหมาะสมกับวัย เพศ และความสามารถของลูก โดยไม่เคี่ยวเข็ญจนเกินไป หากสงสัยว่า ลูกมีพัฒนาการล่าช้ากว่าวัย ควรให้โอกาสฝึกหัด อีกสัก 1 เดือน ถ้าไม่มีความก้าวหน้า ควรปรึกษา เจ้าหน้าที่สาธารณสุข หากพ่อแม่พบลักษณะที่สงสัย หรือมีปัญหา ในการเลี้ยงดู ควรบอกเจ้าหน้าที่สาธารณสุข หรือแพทย์ ลักษณะที่สงสัยว่าอาจผิดปกติ ได้แก่ 4.1.4 การได้ยินลูกไม่สะดุ้ง เวลามีเสียงดังใกล้ตัว อายุ 6 เดือน ไม่หันมองหา ตามเสียงเรียกชื่อ 4.1.5 การมองเห็นเดือนแรกไม่มองหน้า 4.1.6 การเคลื่อนไหวแขนขาขยับ ไม่เท่ากัน หรือเคลื่อนไหวน้อย 4.1.7 การรู้จักและใช้ภาษาอายุ 10 เดือน ยังไม่เลียนเสียงพูด ปัญหาอื่นๆ เช่น การกิน การนอน การขับถ่าย อยู่ไม่สุข ซุกซนผิดปกติ แยกตัว ซึมเศร้า ก้าวร้าว 4.2 ให้การศึกษาเพื่อชีวิตเด็กวัยนี้จะเรียนรู้สิ่งต่างๆ จากพ่อแม่ และสมาชิกในครอบครัว เป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะเด็กแรก เกิดถึงอายุ 3 ขวบ มักได้รับการดูแล อยู่ในบ้าน บางคนอาจได้รับการดูแล จากพี่เลี้ยง หรือผู้ดูแล ในสถานรับเลี้ยงเด็กกลางวัน พ่อแม่จึงควรเลือก บริการเลี้ยงลูก ที่สะอาด ปลอดภัย และมีกิจกรรมการเล่น และเรียนรู้ เพื่อส่งเสริมพัฒนาการ ด้านต่างๆ ดังที่กล่าวมาแล้ว ทั้งนี้ พ่อแม่ก็ยังจำเป็น จะต้องติดตาม เอาใจใส่ ดูแลลูก อย่างใกล้ชิดด้วย เมื่อลูก มีอายุ 3-4 ขวบ ขึ้นไป พ่อแม่ควรพาไปเข้ากลุ่มเรียนรู้ จากครูและเพื่อน ในชั้นเด็กเล็ก หรือศูนย์พัฒนาเด็ก เพิ่มขึ้นจากการอบรม เลี้ยงดูที่บ้าน เพื่อเตรียมความพร้อมด้านต่างๆ ก่อนที่จะเข้าเรียน ชั้นประถมศึกษา ดังนี้ - ด้านร่างกาย เน้นความคล่องแคล่ว ในการเคลื่อนไหว และการใช้มือกับตา ให้ทำงานไปด้วยกัน
ประสานกัน ในการวาด ปั้น และขีดเขียน ทั้งนี้ ต้องระวัง อย่าปล่อยปละ จนลูกขาดโอกาสเรียนรู้ แต่ก็ต้องระวัง อย่าเร่งบังคับ ให้ลูกท่องจำ อ่านเขียน จนเคร่งเครียด เกินไป หรือจัดให้เรียนพิเศษ วิชาต่างๆ จนลูกล้า จะเป็นผลเสีย ต่อการพัฒนาความรู้คิด และสร้างสรรค์ของลูก หัดให้รักและอนุรักษ์ศิลปะ วัฒนธรรมไทย และสภาพแวดล้อม 4.2.1 ฝึกภาษาให้ถูกต้องพ่อแม่สามารถฝึกภาษาให้ลูกได้ ตั้งแต่แรกเป็นทารก หรือยังเล็กๆ อยู่ โดยพูดคุยกับลูก ด้วยภาษาที่ฟังเข้าใจง่าย และชัดเจน ด้วยท่าทางที่เป็นมิตร โดยอาจจะใช้วิธี เล่านิทาน อ่านหนังสือ ชี้ให้ลูกดูภาพ หรือเล่าเรื่องเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้น และฝึกให้ลูกได้ฟัง และหัดพูดภาษาไทย ได้เรียนรู้ภาษาไทย สำหรับสื่อความหมาย และติดต่อกับคนอื่นๆ ได้ในสังคม ทั้งยังเป็นการสืบทอดภาษา อันเป็นเอกลักษณ์ ประจำชาติไทยอีกด้วย พ่อแม่และผู้ใหญ่เอง จะต้องเป็นแบบอย่างที่ดี และส่งเสริมให้ลูก พูดเป็นประโยค อย่างถูกต้อง ใช้คำที่เหมาะสมในการ พูดจาโต้ตอบ อธิบายความรู้สึกนึกคิด ของตน หรือเล่าเหตุการณ์ต่างๆ และตอบคำถาม อย่างได้ใจความ การเริ่มสอนภาษาไทยนั้น ควรเริ่มจากให้ลูกเห็น และเล่นตัวอักษรไทย และตัวเลขไทย ตั้งแต่อายุ 3-4 ขวบ ขึ้นไป เริ่มฝึกให้รู้จัก ตัวอักษร อ่านและขีดเขียน ทีละเล็กน้อย ราวอายุ 4-5 ขวบ ขึ้นไป ตามความพร้อมของลูก 4.3 รู้จักและรักในคุณค่าวัฒนธรรมไทยเด็กๆ จะซึมซับค่านิยม และวัฒนธรรมที่ดี จากการกระทำของผู้ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น มารยาททางสังคม เช่น การเคารพผู้ใหญ่ การไหว้ การกินอยู่ การรู้จักสำรวม และเกรงใจ หรือแม้กระทั่ง เรื่องระเบียบวินัยทางสังคม การรักและชื่นชมธรรมชาติ ศิลปะ วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม ล้วนเป็นเรื่องที่พ่อแม่ จะชี้ชวนให้ลูกสนใจ และปลูกฝัง ได้ไม่ยาก ด้วยการเป็นแบบอย่างที่ดี ให้เขาดูและสนับสนุน ให้ลูกได้คิด และได้ทำ อย่างเหมาะสม เริ่มจากเล่านิทาน ร้องเพลงกล่อมลูก เล่นดนตรี ประดิษฐ์ของเล่นด้วยกัน เล่นการละเล่นพื้นบ้าน พาลูกร่วมกิจกรรม ทางสังคม และประเพณี ตามความเหมาะสม เมื่อลูกสนใจแล้ว เขาจะกระตือรือร้น ที่จะทำเองและพัฒนา เป็นนิสัยที่ดีต่อไป 4.4 ปลูกฝังคุณธรรม ระเบียบวินัย และแนวทางประชาธิปไตย4.4.1 สนใจ เข้าใจ ไม่บังคับช่วงอายุ 1-3 ปี เป็นช่วงเวลาที่เด็ก ต้องการเป็นตัวของตัวเองมาก เขาจะอยากทำอะไร ด้วยตนเอง มักจะต่อต้านคำสั่ง หรือแสดงอารมณ์โกรธ เมื่อถูกขัดใจ เหล่านี้เป็นพัฒนาการปกติ ตามวัยของเขา หากพ่อแม่เข้าใจในข้อนี้ พยายามหลีกเลี่ยง การบังคับขู่เข็ญ หรือต่อล้อต่อเถียง ทำโทษรุนแรง แต่ใช้วิธีอบรมสั่งสอน ด้วยความเข้าใจ สนใจ ชมเชยเมื่อทำสิ่งที่ควร ช่วยเมื่อเขาต้องการความช่วยเหลือ ตลอดจนให้โอกาสเข้าฝึกทำอะไรด้วยตนเองในขณะที่ผู้ใหญ่ยอมรับฟัง และแก้ไขความขัดแย้ง ด้วยโดยไม่ใช้เสียงดัง หรือกำลังบังคับ ลูกก็จะเรียนรู้ไ้ด้ ด้วยตัวเอง ในที่สุด 4.4.2 สอนให้มีคุณธรรม ด้วยการทำเป็นแบบอย่างการปลูกฝังการดำเนินชีวิต อย่างมีคุณธรรม ผู้ใหญ่จะต้องเป็นแบบอย่างให้เห็น
เช่น 5. ฝึกหัดให้ลูกขยัน รักงาน เพื่อเตรียมเข้าสู่อาชีพพ่อแม่ควรสนับสนุนให้ลูก ได้ฝึกทำสิ่งต่างๆ ด้วยตนเอง จนคล่องเช่น กินอาหาร แต่งตัว ช่วยงานเล็กๆ น้อยๆ ในบ้าน ตามกำลังของลูก ฯลฯ เพื่อลูกจะได้เกิดความภูมิใจ ในความสำเร็จของตนเอง เป็นคนมีกำลัง พร้อมจะลองทำสิ่งที่ยากยิ่งขึ้น เป็นการเพิ่มโอกาส ที่จะประสบความสำเร็จ ในการเรียน และงานอาชีพในอนาคต นอกจากนี้ ควรชี้ชวนให้ลูกสังเกต และรู้จักคนประกอบอาชีพสุจริตต่างๆ ไม่แสดงท่าทีดูถูก หรือเหยียดหยาม อาชีพที่ใช้แรงงาน หรือผู้มีฐานะต่ำกว่า 6. คุ้มครองสิทธิของลูก และปกป้องจากการถูกเอาเปรียบ หรือทำร้ายพ่อแม่มีหน้าที่ ในการเลี้ยงดูลูก นับตั้งแต่แรก เกิดจนถึงอายุ 20 ปีบริบูรณ์ ตั้งแต่จัดอาหาร เสื้อผ้า ที่อยู่อาศัย และพาไปรักษา เมื่อเจ็บไข้ได้ป่วย ให้การศึกษา ตลอดจนอบรม ให้มีคุณธรรม จนเติบโตเป็นคนดีของสังคม และสิ่งหนึ่งที่เป็นกฎ ที่สังคมยอมรับ ก็คือ เด็กที่อายุยังไม่เกิน 7 ขวบ หากกระทำความผิด จะไม่ต้องรับโทษใดๆ ด้วยเด็กยังเล็ก เกินกว่าจะเข้าใจถูก-ผิด ของสังคม พ่อแม่ผู้ปกครอง ต้องรับผิดชอบแทน ผู้ใหญ่มีหน้าที่ ที่จะต้องให้สิ่งที่ดีที่สุด แก่เด็ก เพราะเหตุนี้เอง เมื่อเราพูดถึงอะไรก็ตาม สิ่งแรกที่เราต้องนึกถึงก็คือ "เด็กๆ ต้องมาก่อน" เสมอ ผู้ใดก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ ญาติพี่น้องของเด็กหรือไม่ ถ้ากระทำความผิดต่อเด็ก
จะต้องถูกลงโทษตามกฎหมาย เช่น นอกจากนี้ กฎหมายยังระบุ ให้ความคุ้มครองแก่เด็ก เพื่อป้องกันมิให้ผู้อื่น
ทำร้ายเด็ก ดังนี้ สิทธิของเด็ก ตามกฎหมาย "เด็กที่เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย ย่อมมีสิทธิใช้ชื่อสกุลของบิดา หากบิดาไม่ปรากฎบุตรนอกสมรส ย่อมมีสิทธิ ใช้ชื่อสกุลของมารดา" และเด็กย่อมมีสิทธิ ที่จะมีสัญชาติไทย โดยการเกิด นอกจากนั้น เด็กทุกคน ย่อมมีสิทธิได้รับ การบริการขั้นพื้นฐาน ในสังคม เช่น บริการสุขภาพ บริการการศึกษา และสวัสดิการ ความปลอดภัย เป็นต้น |
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
ภาคผนวกก. คำแนะนำการเลี้ยงดูลูกหลานตามวัย
|
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| พัฒนาการ ของเด็กชาย |
พัฒนาการ ของเด็กหญิง |
![]() |
![]() |
| เรียบเรียงโดย: | พ.ญ.นิตยา คชภักดี หน่วยพัฒนาการเด็ก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล |
| ที่มา: | http://www.nyb.go.th/document/content/child/0-5-1.htm |
stp@tu.ac.th
Created: Feb-99
Revised: 10-Apr-99