กรรมการสภามหาวิทยาลัย

คณะกรรมการบริหารมหาวิทยาลัย (กบม.)

คณะผู้บริหารมหาวิทยาลัย

somkit

ผมอยากเห็นธรรมศาสตร์เป็นแหล่งชุมนุมของผู้รู้ทั้งที่เป็นอาจารย์ นักวิชาการ นักวิจัย และนักศึกษา เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ที่ผู้อยู่ในธรรมศาสตร์และผู้ผ่านไปมาได้รับความรู้อย่างกว้างขวางและลึกซึ้ง และสามารถนำความรู้เหล่านั้นไปพัฒนาประเทศชาติให้ก้าวหน้าและมีความสุข

ผมอยากเห็นธรรมศาสตร์เป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำที่เปิดกว้างสำหรับทุกคน เป็นมหาวิทยาลัยที่มีบทบาทในการชี้นำสังคมเป็นมหาวิทยาลัยที่ผลิตนักศึกษาที่ทั้งมีความรู้และมีคุณธรรม กล้าต่อสู้ให้กับสิ่งที่ถูกต้อง ไม่ใช่หลบตัวเองอยู่เบื้องหลังปัญหาและความขัดแย้ง

แน่นอนว่า "ฝัน" ดังกล่าวจะเกิดขึ้นจริงได้ก็ต่อเมื่อบุคลากรทุกภาคส่วนของธรรมศาสตร์มีความสุขและมีชีวิตที่ดีในการทำงาน ได้รับการส่งเสริมให้พัฒนาศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่

 

ศาสตราจารย์ ดร. สมคิด เลิศไพฑูรย์
อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ปัจจุบันมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้มีการจัดโครงสร้างการบริหารงานภายในมหาวิทยาลัย ซึ่งประกอบด้วย สนง.อธิการบดี สำนัก/สถาบัน/ศูนย์วิชาการ/วิจัย โครงการ สภา/สโมสร หน่วยงานบริการ  และหน่วยงานอื่น ๆ

สำนัก/สถาบัน/ศูนย์วิชาการ/วิจัย

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีเป้าหมายในการมุ่่งสู่ความเป็นมหาวิทยาลัยวิจัยระดับนานาชาติ

research

ดังนั้น มหาวิทยาลัยจึงมีแนวนโยบายในการส่งเสริมและเผยแพร่งานวิจัยของ คณาจารย์ บุคลากร ตลอดจนนักศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษา ให้มีโอกาสและช่องทางการนำผลงานวิจัยออกเผยแพร่สู่สาธารณชนในลักษณะของการนำ เสนอผลงานในเวทีวิชาการทั้งในประเทศ และต่างประเทศ สนับสนุนการตีพิมพ์ผลงานในวารสารทางวิชาการทั้งระดับชาติ และระดับนานาชาติ สนับสนุนผลงานวิจัยไปจดลิขสิทธิ์ และอนุสิทธิบัตร เพื่อยกระดับคุณภาพผลงานวิจัย ตลอดจนสนับสนุนการเขียนตำราและผลิตสื่อเพื่อสนับสนุนการเรียนการสอนอีกด้วย  

ผลงานวิจัยเด่น

    1. ซอฟแวร์สำหรับจำลองกระบวนการฆ่าเซลล์มะเร็งตับ โดยใช้คลื่นไมโครเวฟที่ป้อนคลื่นผ่านท่อแอนแทนนา
    2. การจำลองโดยใช้คอมพิวเตอร์ช่วยเพื่อวิเคราะห์ค่าอัตราการดูดกลืนคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า และการถ่ายเทความร้อนในศีรษะมนุษย์ขณะใช้โทรศัพท์มือถือ
    3. ระบบอบแห้งวัสดุการเกษตรชนิดไฮบริดร่วมระหว่างไมโครเวฟลมร้อน และระบบสายพานลำเลียงอย่างต่อเนื่อง ที่มีการป้อนคลื่นหลายตำแหน่ง
    4. เครื่องอบแห้งอเนกประสงค์โดยใช้คลื่นไมโครเวฟกับระบบสเปาเต็ดเบด
    5. ระบบอบแห้งอเนกประสงค์เชิงพาณิชย์โดยใช้ไมโครเวฟร่วมระบบสุญญากาศ
    6. เครื่องมือวัดการรั่วไหลของไมโครเวฟแบบดิจิตอลชนิดพกพา
    7. รถเข็นคนพิการแบบปรับยืนได้โดยไม่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้า
    8. อุปกรณ์ช่วยฝึกเดินสำหรับผู้ป่วยอัมพาตครึ่งซีก (IWalk)
    9. แผนธุรกิจของ อุปกรณ์คนพิการ
    10. Amphitrike พาหนะสะเทินน้ำสะเทินบก
    11. รถเข็นคนพิการแบบปรับระดับสู่พื้นได้ (Lift Wheels)
    12. อุปกรณ์เคลื่อนย้ายผู้ป่วยเอนกประสงค์
    13. อุโมงค์ลม เพื่อทดสอบแรงลมสำหรับออกแบบอาคารสูงและสะพานยาว
    14. เกษตร + อาศรม: บ้านแห่งอนาคต (ทำเกษตรแผนใหม่ พร้อมอยู่บ้านไทยอย่างพอเพียง)
    15. นวัตกรรมบ้านไทยสมัยใหม่ในบริบทสถาปัตยกรรมแบบพอเพียง
    16. ระบบจำลองทางทันตกรรมเสมือนจริง
    17. ระบบฝึกจัดวางท่าทางอัจฉริยะ
    18. อุปกรณ์พ่นยาชนิดที่ทำเองเพื่อรักษาผู้ป่วยโรคหืด
    19. ยาเม็ดกระเจี๊ยบแดงใช้สำหรับผู้ป่วยความดันโลหิตสุง และเบาหวาน
    20. ตำรับยามหัศจรรย์เพื่อใช้รักษาโรคปวดเมื่อยและข้อเข่าเสื่อม
    21. ตำรับยาเบญจกูลเพื่อผู้ป่วยมะเร็ง
    22. สมุนไพรหัวข้าวเย็นเพื่อใช้รักษามะเร็งและเอดส์
    23. การวิจัยการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และสุขภาพ ความร่วมมือระหว่างประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง

รายงานประจำปี

 

lib s5 s5

1.  ฐานข้อมูลทางวิชาการ
2.  ฐานข้อมูลงานวิจัย
3.  ฐานข้อมูลวิจัย วช.
4.  ศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย
5.  Scopus

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีเป้าหมายในการมุ่่งสู่ความเป็นมหาวิทยาลัยวิจัยระดับนานาชาติ

ดังนั้นมหาวิทยาลัยจึงมีแนวนโยบายในการส่งเสริมและเผยแพร่งานวิจัยของ คณาจารย์ บุคลากร ตลอดจนนักศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษา ให้มีโอกาสและช่องทางการนำผลงานวิจัยออกเผยแพร่สู่สาธารณชนในลักษณะของการนำเสนอผลงานในเวทีวิชาการทั้งในประเทศ และต่างประเทศ สนับสนุนการตีพิมพ์ผลงานในวารสารทางวิชาการทั้งระดับชาติ และระดับนานาชาติ สนับสนุนผลงานวิจัยไปจดลิขสิทธิ์ และอนุสิทธิบัตร เพื่อยกระดับคุณภาพผลงานวิจัย ตลอดจนสนับสนุนและผลิตสื่อเพื่อสนับสนุนการเรียนการสอนอีกด้วย

 

ศาสตราจารย์ปรีดี พนมยงค์

ผู้ประศาสน์การมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง ศาสตราจารย์ ดร.ปรีดี พนมยงค์ (พ.ศ. 2443-2526) ผู้ก่อตั้ง “มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง” (27 มิถุนายน 2477) และเป็น “ผู้ประศาสน์การ” คนแรกและคนเดียวของมหาวิทยาลัย (ในระหว่างปี 2477-2495) 

puy01_s2เนื่องจากตำแหน่งนี้ได้ถูกเปลี่ยนเป็น “อธิการบดี” พร้อม ๆ กับการเปลี่ยนชื่อมหาวิทยาลัยเป็น “มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์” ในปี 2495 นายปรีดี ในฐานะผู้ประศาสน์การได้กล่าวรายงานถึงเจตนารมณ์ของการก่อตั้งมหาวิทยาลัย ต่อผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ซึ่งเป็นประธานในพิธีว่า.

 ยิ่งในสมัยที่ประเทศของเราดำเนินการปกครองระบอบรัฐธรรมนูญเช่นนี้แล้ว เป็นการจำเป็น อย่างยิ่ง ที่จะต้องมีมหาวิทยาลัยสำหรับประศาสน์ความรู้ในวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง แก่พลเมืองให้มากที่สุดที่จะเป็นได้ เปิดโอกาสแก่พลเมืองที่จะใช้เสรีภาพในการศึกษากว้างขวางเทศชาติสืบไป ”

ด้วย คุณูปการต่าง ๆ ที่ปรากฏดังกล่าวนี้ องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติหรือยูเนสโก (UNESCO) จึงได้มีมติยกย่องนายปรีดี พนมยงค์ ให้เป็น “บุคคลสำคัญของโลก” ในปี 2543 ซึ่งเป็นปีที่ครบรอบ 100 ปีแห่งชาตกาล

ศาสตราจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์

นายป๋วยเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองโดยยังเป็นครูอยู่ และได้รับปริญญาธรรมศาสตร์บัณฑิตปี 2480 จึงเริ่มอาชีพใหม่ โดยเป็นล่ามให้กับอาจารย์ฝรั่งเศสในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในปี 2481 เมื่อนายป๋วย อายุ 23 ปี ได้สอบแข่งขัน และได้ทุนรัฐบาลไปศึกษาต่อทางเศรษฐศาสตร์และการคลังที่ London School of Economics ของมหาวิทยาลัยลอนดอน ประเทศอังกฤษ ได้รับปริญญาโทเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง ในปี 2484 ทําให้ได้รับทุน Lever nulme Student ship เพื่อศึกษาต่อระดับปริญญาเอกทันที

puy ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง นายป๋วยเข้าร่วมขบวนการเสรีไทยในประเทศอังกฤษ โดยอาสาสมัครเข้าทํางานใน British Army Pioneers Goprs ทํางานติดต่อระหว่างไทยกับสัมพันธมิตร ใช้ชื่อรหัสว่า “เข้ม” นายป๋วยเข้า ประเทศไทยโดยกระโดดร่มลงที่ชัยนาทและถูกเจ้าหน้าที่จับกุมนําตัวส่งเข้า กรุงเทพฯ งานสําคัญครั้งนี้คือ การติดต่อส่งข่าวทางวิทยุให้ฝ่ายสัมพันธมิตร นายป๋วยได้ทําหน้าที่นี้จนถึงเดือนพฤษภาคม 2488 จึงได้รับอนุญาตให้กลับอังกฤษและได้รับการเลื่อนยศเป็นนายพันตรีแห่งกองทัพ อังกฤษ

นายป๋วยเข้ารับราชการในกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ในปี 2492 และดํารงตําแหน่งกรรมการบริหารของสภาเศรษฐกิจแห่งชาติในปี 2496 เมื่อดํารงตําแหน่งรองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยอยู่ได้ 7 เดือนเศษ เนื่องจากไม่ยอม ดําเนินนโยบายลู่ตามลมจึงต้องออกจากตําแหน่งที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจการคลังประจําสถานเอกอัครราชทูตไทยในอังกฤษระหว่างนี้ได้มีส่วนช่วย ให้ไทยขายดีบุกและยางพาราแก่อังกฤษและประเทศในยุโรปได้มากขึ้น เมื่อไทยได้เข้าเป็นสมาชิกสภาดีบุกระหว่างประเทศ นายป๋วยได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้แทนประเทศไทยและได้รับเลือกเป็นประธานสภา ดีบุกระหว่างประเทศในปี 2501-2502

ปี 2501 นายป๋วยได้รับแต่งตั้งเป็นผู้อํานวยการสํานักงบประมาณและในปี 2502 ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้อํานวยการสํานักงานเศรษฐกิจการคลัง ทําหน้าที่เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอีกตําแหน่งหนึ่ง ปลายปี 2502 ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยอยู่ในตําแหน่ง 12 ปี โดยได้ขอลาออกหลายครั้งหลายคราว แต่ไม่ได้รับอนุมัติ นายป๋วยได้เสริมสร้างความมั่นคงให้เกิดแก่ระบบธนาคารพาณิชย์ และสิ่งสําคัญกว่าอื่นใด คือได้ป้องกันนักการเมืองมิให้เข้าไปใช้อิทธิพลในการกําหนดนโยบายของธนาคาร แห่งประเทศไทย

นอกจากนี้ นายป๋วยยังดํารงตําแหน่งในหน่วยงานและคณะกรรมการที่สําคัญอีกหลายชุด ทํางานอุทิศตนให้แก่บ้านเมืองจนได้รับรางวัลรามอน แมกไซไซ ในปี 2508

นายป๋วย รับตําแหน่งคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในปี 2507 ได้ปฏิรูปงานสําคัญ 2 ด้าน คือ การปรับปรุงหลักสูตรปริญญาตรีและการผลิตอาจารย์ซึ่งเป็นผลให้จํานวนอาจารย์ ประจําในคณะฯ ซึ่งมีเพียง 4 คน ในปี 2507 เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 90 คน ในปีการศึกษา 2518 นอกจากนั้นได้เริ่มหลักสูตรปริญญาโท ซึ่งสอนเป็นภาษาอังกฤษ และริเริ่มโครงการบัณฑิตอาสาสมัคร

สิ่งที่นายป๋วย ย้ำอยู่เสมอ คือ ความเป็นธรรมในสังคม และเสรีภาพของประชาชน นายป๋วยต้องการเห็นเมืองไทยเปลี่ยนแปลงโดยสันติวิธี และยึดหลัก “ธรรม คือ อํานาจ” มิใช่ “อํานาจ คือ ธรรม” ดังจะเห็นจากพฤติกรรมส่วนตัวและข้อเขียนในจดหมาย “นายเข้ม เย็นยิ่ง” และบันทึกประชาธรรมโดยสันติวิธีจากข้อเขียนนาน ทําให้นายป๋วย ต้องไปสอนหนังสือ ณ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ แต่ถึงกระนั้น เสียงข่มขู่เอาชีวิตก็ยังไปถึงประเทศอังกฤษ จึงได้ลาออกจากคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และที่ปรึกษากระทรวงการคลัง เมื่อเดือนสิงหาคม 2515 หลังตุลาคม 2516 นายป๋วยได้กลับมาเป็นอาจารย์พิเศษประจําคณะเศรษฐศาสตร์ และรับตําแหน่งอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2518 ต่อมาเมื่อ 6 ตุลาคม 2519 นายป๋วยได้เผชิญกับมรสุมทางการเมืองอีกครั้งจึงได้พํานักอยู่ ณ ประเทศอังกฤษ จนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต

ศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์

ศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ ได้รับคำเชิญเป็นกรรมการสอบไล่ของมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง ระหว่าง พ.ศ. 2477-2478 อันเป็นระยะเริ่มแรกของการตั้งมหาวิทยาลัยนี้ ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ ได้ทําหน้าที่ด้านนิติบัญญัติโดยได้รับแต่งตั้งให้เป็นรองประธานสภาผู้แทน ราษฎรคนที่ 2 ระหว่างวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2500 ถึงวันที่ 24 ธันวาคม พ.ศ.์sanya01 s3 2500 ต่อมาเมื่อมีสภาร่างรัฐธรรมนูญทําหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญและนิติบัญญัติ ท่านได้เป็นรองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญคนที่ 1 ระหว่างวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2502 ถึงวันที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2511 และได้เป็นรองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญคนที่ 1 อีกครั้งหนึ่งระหว่างวันที่ ์2 พฤษภาคม พ.ศ. 2511 ถึงวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2511 และได้เป็นผู้มีบทบาทอย่างมากในการผลักดันให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับที่ 8 ซึ่งใช้เวลาร่างยาวนานถึง 9 ปี 4 เดือน 20 วัน มีผลบังคับ ในทางการเมือง แม้ว่าจะไม่ชอบเพราะเหตุว่าไม่เหมาะกับนิสัย แต่ท่านก็ต้องเข้าไปเป็นนายกรัฐมนตรี ถึง 2 สมัย กล่าวคือ ขณะที่ดํารงตําแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อยู่นั้น ได้เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบจากการเรียกร้องรัฐธรรมนูญแล้วเกิดความรุนแรง ขึ้น จนเรียกกันว่าเป็น “วันมหาวิปโยค” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ได้มี พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ ดํารงตําแหน่ง นายกรัฐมนตรีเพื่อกอบกู้บ้านเมืองให้พ้นจากวิกฤตการณ์ ท่านเป็น “นายกรัฐมนตรีพระราชทาน” เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 เวลา 19.40 น. และเวลา 23.15 น. วันเดียวกันนั้นเอง ท่านก็ได้ปรากฏตัวทางโทรทัศน์กล่าวปราศรัยกับประชาชนขอให้อยู่ในความสงบและ สัญญาว่าจะให้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่และมีการเลือกตั้งผู้แทน ราษฎรโดยเร็วที่สุด

การทําหน้าที่นายกรัฐมนตรีครั้งแรกของท่านสิ้นสุดลงเพราะได้ลาออกจากตําแห น่ง เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2517 เนื่องจากมีความขัดแย้งและมีเสียงเรียกร้องเรื่องต่าง ๆ ที่ไม่จบสิ้นเกิดขึ้นทั่วไป แต่เมื่อได้ลาออกแล้วสภานิติบัญญัติแห่งชาติยังคงมีมติยืนยันให้ท่านดํารง ตําแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไปอีกระหว่างวันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2517 ถึงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2518 คณะรัฐมนตรีชุดของท่านได้สิ้นสุดลงเพราะมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ชุดใหม่ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2517 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่ได้ชื่อว่าเป็น ประชาธิปไตยมากที่สุดฉบับหนึ่ง

ศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นองคมนตรีเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2511 และเมื่อพ้นจากตําแหน่งนายกรัฐมนตรีพระราชทานแล้ว ท่านก็ได้รับพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้ดํารงตําแหน่งองคมนตรีอีกครั้งหนึ่งเมื่อวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2518 ต่อมาเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2518 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดํารงตําแหน่งประธานองคมนตรี และเมื่อได้กราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต ลาออกจากราชการเนื่องจากป่วยไม่สามารถจะปฏิบัติหน้าที่ให้สมบูรณ์ต่อไปได้ ก็ยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้พ้นเฉพาะจากตําแหน่งประธานองคมนตรีแต่คงดํารงตําแหน่ง องคมนตรีต่อไปเมื่อวันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2541 ซึ่งท่านได้ดํารงตําแหน่งนี้จนถึงวาระสุดท้ายแห่งชีวิต

ระหว่างที่ทําหน้าที่ประธานองคมนตรีเป็นเวลา 20 ปีเศษนั้น ท่านได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วย ความละเอียดรอบคอบ ด้วยระบบการทํางานที่ดีและด้วยความจงรักภักดีเป็นที่สุด ท่านเคยเขียนไว้ว่า “ถ้าเป็นพระเจ้าอยู่หัวรับสั่งแล้ว ผมทําได้ทั้งนั้น แม้ต้องไปตายก็ยังยินดี” เห็นได้ว่าท่านปฏิบัติหน้าที่เป็นอัตถะ ก่อให้เกิดสิ่งเกื้อกูลเพิ่มพูนพระบารมีและกําจัดสิ่งอนัตถะ คือ ปัดเป่ามลทินโทษ สิ่งไร้ประโยชน์ให้ห่างไกล ภายใต้กลุ่มกุศลธรรมที่หล่อหลอมเป็นความจงรักภักดีเหนือเกล้าเหนือชีวิต

 

 

 

หมวดหมู่รอง